“กมธ.ทหาร” จัดเสวนา ตีแผ่ธุรกิจ “เสนาพาณิชย์” ลั่น ทหารต้องมาจากความสมัครใจ ยัน ไม่ได้เป็นศัตรูกับกองทัพ แต่ต้องการให้มีประสิทธิภาพ ถามทบ.-ทร.ไม่ขานรับมติครม. ห้ามหักหนี้กำลังพลเหลือไม่ถึง 30% ตั้งข้อสังเกตุคนปล่อยกู้หวังเป็นทั้งเจ้านาย -เจ้าหนี้
เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 12 ตุลาคม 2567 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การทหาร สภาผู้แทนราษฎร จัดงานเสวนาตามหาขุมทรัพย์ของกองทัพไทย การบริหารธุรกิจเชิงพาณิชย์ของกองทัพ โดยมี นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานกมธ. , นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า, นายเชตวัน เตือประโคน ส.ส.ปทุธานี พรรคประชาชน ในฐานะรองประธานกมธ., น.ส.เบญจา แสงจันทร์ อดีตส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ส.ส.ฉะเชิงเทรา พรรคประชาชน, นายพิจารณ์ เชาว์พัฒนวงศ์ กรรมการบริหารพรรคประชาชน ร่วมเสวนา
โดย นายวิโรจน์ ระบุว่า การยกเลิกการเกณฑ์ทหารถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องสำคัญ ต้องสร้างระบบการรับสมัครทหารประจำการแบบหัวใจ 100% ซึ่งไทยมีหน่วยรบพิเศษอยู่มากมาย ถือเป็นการฝึกมนุษย์เหล็ก จึงมีการตั้งคำถามว่า คณะกรรมการทหารไม่เคยได้รับข้อร้องเรียนได้จากหน่วยรบพิเศษ ทั้งที่การฝึกเหล่านั้นหนักหน่วงสาหัส แต่เป็นการฝึกที่มีแบบแผน ผ่านการสมัครใจ จึงง่ายทั้งผู้ฝึกและครูฝึก จึงมองว่าทหารเกณฑ์ควรมาจากการสมัครใจ ซึ่งจากโครงการพลทหารปลอดภัยในการรับเรื่องราวร้องทุกข์วัน 38 เรื่อง ซึ่งส่วนใหญ่ทหารเกณฑ์ที่ไม่สมัครใจ
สิ่งที่ผ่านมา กองทัพไม่เคยบังคับใช้ พ.ร.บ.อุ้มหาย และเอาผิดกับผู้บังคับบัญชา ในกรณีที่พลทหารเสียชีวิต ตราบใดที่ไม่มีระเบียบเอาผิดกับผู้บังคับบัญชา อิงกับพ.ร.บ. อุ้มหาย หรือพ.ร.บค้ามนุษย์ ที่ต้องรับผิดถึง 2 เท่า และจะเป็นวัฒนธรรมลอยนวลของผู้บังคับบัญชาที่พ้นผิด จะเป็นข้อสงสัยในใจประชาชน ที่ผ่านมาได้ทำหนังสือถึงผลการสอบกรณีทหารเสียชีวิตที่ยังไม่คืบหน้า หรือลงโทษผู้บังคับบัญชา อย่างมากมีเพียงคุมขัง 45 วัน
ขณะเดียวกั นายวิโรจน์ ยังกล่าวถึงระบบเสนาพาณิชย์ ที่มีการอ้างว่า ใช้เงินนอกงบประมาณ เพื่อดูแลพลทหารชั้นผู้น้อย นอกจากนี้เรื่องสวัสดิการที่ครม. มีมติห้ามหักเงินเดือนเหลือไม่ถึง 30 % และการหักหนี้ดังกล่าว ถือเป็นภัยความมั่นคง ถือเป็นการหน่วงรั้ง ไม่ให้เกิดการออกระเบียบการหักหนี้ ซึ่งมีเพียงกองทัพอากาศเป็นผู้ปฏิบัติเท่านั้น จึงต้องติดตามผบ.ทบ และผบ.ทร.ไป เพราะการปล่อยกู้ในสหกรณ์นายทหารชั้นนายพล กลายเป็นทั้งผู้บังคับบัญชาและเจ้าหนี้ไปพร้อมกัน ขณะเดียวกันนายทหารชั้นผู้น้อยนอกจากจะต้องถือปืนเพื่อป้องกันภัยความมั่นคงแล้วยังคงต้องรับสายคอลเซ็นเตอร์ และเจ้าหนี้
นายวิโรจน์ ยืนยันว่า สิ่งที่ทำอยู่ไม่ได้ต้องการเป็นศัตรูกับกองทัพแต่ต้องการให้กองทัพมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่เอาเวลาและทรัพยากรไปปฏิบัติหน้าที่ที่ไม่เกี่ยวข้อง หรือเกี่ยวใยกับภารกิจหลักของตัวเอง

