หน้าแรก การเมือง นิกร หวั่นกม....

นิกร หวั่นกม.ประชามติ ทำ 2 สภาร้าวหนัก จ่อชงทางสายกลาง ดันให้เสร็จก่อนปิดสมัย

12.10.24 | 15:11 น.

“นิกร” เชื่อ กมธ.ร่วมถกประชามติ ทันก่อนปิดสมัยประชุม หากตกลงกันได้ เหตุมีปัญหาแค่มาตราเดียว ชี้หากสส.ยืนตามร่างเดิม อาจมีปัญหาระหว่างสองสภา การแก้รธน.จะยากขึ้น เตรียมเสนอ ทางออกสายกลาง เกณฑ์ขั้นต่ำใช้เสียง 1ใน 3 ให้เสร็จก่อน 30 ต.ค.

เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2567 นายนิกร จำนง กรรมาธิการ (กมธ.) ร่วมกัน เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. … จากพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวถึงกรณีที่วุฒิสภายังไม่ส่งชื่อ ส.ว.ร่วมเป็น กมธ. อาจทำให้การพิจารณาล่าช้าว่า เนื่องจากทางวุฒิสภางดการประชุม ทำให้เกิดความล่าช้าเพราะในวันที่ 30 ตุลาคม ก็จะปิดสมัยประชุมแล้ว ทั้งนี้ ความเห็นที่มีการเสนอให้มีการเปิดประชุมสมัยวิสามัญเพื่อพิจารณาเรื่องนี้ แต่เมื่อพิจารณาดูเหตุผลแล้ว ถ้าจะเปิดวิสามัญเพื่อพิจารณาเรื่องนี้ก็คงไม่เพียงพอ และถึงจะเปิดสมัยวิสามัญได้เวลาก็ไม่พอทำประชามติทันในการเลือกตั้งท้องถิ่นในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 เมื่อไม่ทันก็กลายเป็นปลายเปิด ไม่มีธง ไม่มีเป้าหมาย ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะต้องไปกำหนดวันทำประชามติเอาเอง

นายนิกรกล่าวต่อว่า เมื่อไม่ทันแล้วในทางการเมืองก็เหมือนเรื่องปล่อยจอย ปล่อยเลยตามเลย เพราะไม่มีธง ไม่มีเป้าหมาย ก็จะเกิดเหตุการณ์ว่าทางสภาผู้แทนราษฎร อาจจะรอให้ครบ 6 เดือน และที่จะเจรจาต่อรองกันก็ไม่มีเหตุต้องเจรจา เพราะไม่ต้องรีบแล้ว หมายถึงว่า ทางสภาผู้แทนราษฎรอาจจะยืนตามร่างของตัวเอง หากเป็นอย่างนั้น ไม่ว่า อย่างไรก็ตาม ก็เชื่อว่าผ่าน แล้วให้ ครม.กำหนดวันทำประชามติเอง จะทำให้ต้องจ่ายงบประมาณการจัดทำประชามติเต็ม 3 พันกว่าล้านบาท และคนออกมาใช้สิทธิเท่าไหร่ก็ได้ อย่างไรประชามติก็ผ่านอยู่แล้ว แต่หากเป็นแบบนี้ และถ้าไปถึงตรงนั้นก็แสดงว่ามีปัญหากับวุฒิสภา คล้ายๆ กับมีการหักกัน ซึ่งจะทำให้คุยกันยาก หากการทำประชามติผ่านแล้วทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะต้องกลับมาแก้มาตรา 256 อยู่ดี ซึ่งต้องใช้เสียง ส.ว.สนับสนุนบางทีความขัดแย้งตรงนี้ เท่ากับทั้งสองสภาหักกัน ซึ่งจะทำให้ยากมากที่จะได้เสียง ส.ว. 1 ใน 3 หากไม่ได้ตรงนี้ก็จะทำให้แก้รัฐธรรมนูญไม่ได้เลย แม้แต่มาตราเดียวก็แก้ไม่ได้

“ดังนั้น จึงเห็นว่าในขณะนี้ถ้ามีการจูนกันอย่างเร่งด่วน เพราะถือว่าเรากลับไม่ได้แล้วสัปดาห์หน้าวุฒิสภาก็ไม่มีประชุมอยู่แล้ว และหากวันที่ 21 ตุลาคม ที่ประชุมวุฒิสภาเคาะชื่อ กมธ.ร่วมฯ แล้วส่งมาที่สภาผู้แทนฯในวันเดียวกัน ก็สามารถนัดประชุมได้ในวันที่ 22 ตุลาคม ในส่วนวันที่ 23 ตุลาคม แม้จะเป็นวันหยุด กมธ.ก็สามารถประชุมได้ วันที่ 24 ตุลาคม ก็คงพิจารณาเสร็จ เพราะมีมาตราเดียวถ้าตกลงกันได้ก็จบ” นายนิกรกล่าว

เมื่อถามว่า มองว่าทางวุฒิสภาจะยื้อหรือไม่ เพราะทางพรรคภูมิใจไทยก็ดูจะไปทางวุฒิสภา นายนิกรกล่าว่า ตนคิดว่าไม่มีใครยื้อ เพราะไม่รู้จะยื้อไปทำไม ทำให้เสียหายกันทุกฝ่าย ไปขึงจนตึงอาจทำให้มีปัญหาระหว่าง 2 สภาได้ ไม่ใช่เฉพาะเรื่องนี้ แต่เป็นเรื่องของการไม่สามารถทำงานร่วมกันได้ ซึ่งจะนำไปสู่เรื่องอื่น และไม่เป็นผลดีต่อระบบนิติบัญญัติของประเทศ

Advertisement

ต่อข้อถามว่า มองว่าพรรคร่วมรัฐบาลต้องพูดคุยกับพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ นายนิกรกล่าวว่า เขาจะใช้ตรงนั้นเป็นเครื่องมือ เขาถือว่า กมธ.ร่วมฯ เป็นทูตสันทวไมตรี คือเป็นทูตของทุกฝ่ายแล้วที่จะคุยกัน ไม่เช่นนั้นเราจะไปคุยกันที่ไหน ก็จะกลายเป็นว่า พรรคการเมืองไปแทรกแซงโดยเฉพาะวุฒิสภาแต่ในข้อเท็จจริงอาจจะรู้จักกันอยู่ แต่ทุกอย่างจะต้องจบที่ กมธ.ร่วมฯ จบตรงอื่นไม่ได้ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเวลาจะเหลือน้อย ตนก็ยังมีความหวังอยู่ เพราะผลเสียรออยู่ข้างหน้าเยอะมาก ไม่ใช่เรื่องการแก้รัฐธรรมนูญอย่างเดียวแต่เป็นเรื่องความสัมพันธ์ของทั้ง 2 สภา และจะมีปัญหาตามมาอีกมาก

“หากทำอย่างไรกฎหมายประชามติก็ออกมาไม่ทันก็นำไปสู่การที่สภาผู้แทนราษฎรจะยืนตามที่เคยเสนอไว้ได้แต่ก็จะเป็นปัญหาข้างหน้าอีก เพราะกลายเป็นว่าเราไม่คุยกันเลย ท่าเรามองข้ามวุฒิสภาไปเลยก็ทำให้มีปัญหา ซึ่งผมเชื่อว่าถ้าเรามองไกลๆ ก็น่าจะคุยกันได้ คงจะต้องถอยกันทั้ง 2 ฝ่าย และในวุฒิสภาเขาไม่น่ากลัวอะไร เขายังมีดาบ 1 ใน 3 อีกเล่มหนึ่ง ดังนั้น ผมจะเสนอทางออกสายกลางต่อ กมธ.ร่วมฯ เพื่อให้การพิจารณาเสร็จก่อนวันที่ 30 ตุลาคม เป็น 1 ใน 3 ของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ใช้เป็นเสียงข้างมาก โดยจะต้องมีผู้ออกมาใช้สิทธิ หรือประมาณกว่า 18 ล้านคน ก็น่าจะมีน้ำหนักที่เป็นเสียงเกณฑ์ขั้นต่ำตามสมควร” นายนิกรกล่าว