หน้าแรก การเมือง ไอติม ย้ำคำตอ...

ไอติม ย้ำคำตอบศาล ยันตุลาการไม่อคติ วิจารณ์ยุบก้าวไกล สะท้อนชัด 3 โจทย์ต้องปฏิรูป

12.10.24 | 17:37 น.

ไอติม ย้ำคำตอบศาล ยันตุลาการไม่อคติ วิจารณ์ยุบก้าวไกล สะท้อนชัด 3 โจทย์ต้องปฏิรูป

จากกรณีที่สำนักเลขาธิการศาลรัฐธรรมนูญ ทำหนังสือรับทราบข้อสังเกตและข้อเสนอแนะของสภาผู้แทนราษฎร กรณีที่มีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญพูดติดตลก ระหว่างการสัมมนาทางวิชาการถึงคดียุบพรรคก้าวไกล ตอนหนึ่งว่า พรรคประชาชนต้องขอบคุณตนเองที่ยุบพรรค ทำให้ได้เงินบริจาคถึง 20 ล้าน

พร้อมแจ้งว่า ที่ประชุมคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเห็นตอนหนึ่งว่า การแสดงความคิดเห็นของตุลาการดังกล่าวมิได้เป็นการแสดงความคิดเห็นอันมีลักษณะเสียดสี ประชดประชันพรรคการเมืองใด และไม่กระทบกระเทือน หรือก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อการปฏิบัติหน้าที่ หรือเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง

ล่าสุด (12 ต.ค.) นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวแสดงความคิดเห็นถึงกรณีดังกล่าวว่า ผมเห็นว่าปรากฏการณ์ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นผลลัพธ์มาจากระบบการเมืองที่ถูกออกแบบโดยรัฐธรรมนูญ 2560

โจทย์สำคัญในการแก้รัฐธรรมนูญและการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จึงหนีไม่พ้นการปฏิรูปศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ ซึ่งผมเห็นว่ามี 3 ประเด็นหลัก

Advertisement

1.การปฏิรูป “กระบวนการได้มา” ซึ่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ที่ควรต้องมีเกณฑ์และคุณสมบัติ คือ (1) มีความหลากหลายทั้งความคิดและความเชี่ยวชาญ (2) มีความยึดโยงกับประชาชน (เช่น รับรองโดยตัวแทนที่มาจากการเลือกตั้ง) และ (3) เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายว่าสามารถปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นกลางได้ ซึ่งกติกาเกี่ยวกับการได้มาซึ่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในปัจจุบันไม่สอดคล้องกับเกณฑ์ 3 ข้อนี้

2.การปฏิรูป “กลไกการตรวจสอบ-ถอดถอน” ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ซึ่งเป็นกลไกที่เคยมีอยู่ในรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 แต่ถูกดึงออกไปในรัฐธรรมนูญ 2560 จนทำให้ประชาชนขาดช่องทางในการเข้าชื่อเพื่อริเริ่มกระบวนการพิจารณาถอดถอนตุลาการที่ทุจริตต่อหน้าที่หรือใช้อำนาจโดยมิชอบ เหมือนที่เคยมีในอดีต

3.การปฏิรูป “ขอบเขตอำนาจหน้าที่” ของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ – รัฐธรรมนูญ 2560 ได้ขยายขอบเขตอำนาจให้กับศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ ที่ถูกมองว่าเสี่ยงจะถูกใช้เป็นอาวุธทางการเมือง เช่น อำนาจเรื่องการยุบพรรคการเมือง (ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังมานาน แต่ถูกขยายเงื่อนไขให้กว้างขึ้นกว่าเดิมและกว่าหลักสากล) และอำนาจที่เกี่ยวข้องกับมาตรฐานทางจริยธรรม (ซึ่งเป็นนวัตกรรมทางการเมืองใหม่ที่ให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระมีบทบาทหลักในการนิยามและวินิจฉัย-ตีความเรื่องของจริยธรรมที่ถูกนำมาบรรจุในกฎหมายและบังคับใช้กับทุกองค์กร)

แต่ล่าสุด หนทางในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อาจต้องประสบความล่าช้าออกไปอีก หลังจากประธานวุฒิสภามีคำสั่งให้งดการประชุมวุฒิสภาในวันที่ 14-15 ตุลาคม จึงทำให้การตั้ง กมธ.ร่วมกันของสองสภาเพื่อหาข้อสรุปเรื่องการแก้ไข พ.ร.บ.ประชามติ จะยังไม่สามารถเริ่มต้นได้ในสัปดาห์หน้า และเพิ่มความเสี่ยงที่ประชามติครั้งแรกจะไม่เกิดขึ้นพร้อมกับการเลือกตั้งท้องถิ่นใน ก.พ.2568 ตามที่รัฐบาลเคยวางแผนไว้