เปิดใจ‘กมล รอดคล้าย’ โชว์แผนแก้ปม‘การศึกษาไทย’
หมายเหตุ – นายกมล รอดคล้าย ประธานกรรมาธิการ (กมธ.) การศึกษา การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วุฒิสภา ให้สัมภาษณ์พิเศษถึงแนวทางการขับเคลื่อนการจัดการศึกษา ทั้งระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานและระดับอุดมศึกษา
●กมธ.การศึกษาฯเริ่มขับเคลื่อนงานเรื่องใดไปบ้าง
“กมธ.การศึกษาฯ เริ่มทำงานมาแล้วประมาณ 2 สัปดาห์ สัปดาห์แรก เป็นการเลือกตั้งประธาน กมธ. และผู้ที่ดำรงตำแหน่งต่างๆ หลังจากนั้น เป็นการจัดระบบการแบ่งคณะอนุกรรมาธิการฯ และเนื่องจาก กมธ.การศึกษาฯ ครั้งนี้ ได้รวมการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาเข้ามาด้วย ดังนั้น เวลาตั้งคณะอนุกรรมาธิการฯจึงต้องตั้งให้ครอบคลุมทั้งในส่วนของการศึกษาขั้นพื้นฐาน และอุดมศึกษา โดยแบ่งเป็น 3 ชุด คือ คือ คณะอนุกรรมาธิการการศึกษาขั้นพื้นฐานและอาชีวศึกษา ชุดที่ 2 คือ คณะอนุกรรมาธิการส่งเสริมการเรียนรู้การศึกษาเอกชนและการศึกษาเท่าเทียม ซึ่งเป็นเรื่องของการสร้างโอกาสให้คนได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพทัดเทียมกันทั้งประเทศ ส่วนชุดที่ 3 คือ คณะอนุกรรมาธิการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
งานที่ทำมี 3 ส่วน คือ การพิจารณากฎหมายที่ถูกส่งเข้ามาจากสภาผู้แทนราษฎร การติดตามงานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา โดยเฉพาะเรื่องร้องเรียน หรือเรื่องที่มีผู้ให้ความสนใจเป็นพิเศษ และการสร้างโมเดลการแก้ปัญหาการศึกษาและการพัฒนาการศึกษารูปแบบใหม่ๆ ซึ่งเรื่องที่เข้ามาล่าสุด คือ กรณีอุบัติเหตุรถบัสทัศนศึกษาของนักเรียนเกิดไฟไหม้ และการแก้ปัญหาบัณฑิตตกงาน ซึ่งเป็นปัญหาที่เรื้อรังมานาน”
●กรณีรถบัสนักเรียนไฟไหม้ กมธ.การศึกษาฯจะเข้ามามีบทบาทในเรื่องนี้อย่างไร
“สิ่งสำคัญที่สุด คือการให้ความปลอดภัยกับเด็ก ซึ่งเวลาอยู่โรงเรียน เด็กจะมีความไม่ปลอดภัย จาก 3 เรื่องหลัก คือ อุบัติภัยจากธรรมชาติ ทั้งน้ำท่วม ดินสไลด์ ฯลฯ ความไม่ปลอดภัยจากมนุษย์ เช่น ยาเสพติด การบูลลี่ การละเมิดสิทธิ รวมถึงการเดินทางต่างๆ ที่ต้องยอมรับว่าเป็นปัญหาและทำให้เด็กเสียชีวิตจำนวนมาก เพราะฉะนั้นจึงต้องเข้าไปกำกับดูแลอย่างจริงจัง ทั้งในแง่การรับส่งเด็ก จากบ้านมาโรงเรียน และจากโรงเรียนกลับบ้าน รวมถึงการเดินทางไปทัศนศึกษา ซึ่งในมิติของการเรียนรู้ การทัศนศึกษาถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเวลาสอนเด็ก ไม่ได้สอนแต่เรื่องวิชาการ แต่ต้องการพัฒนาทั้งร่างกาย จิตใจ สังคม อารมณ์ ซึ่งไม่สามารถเรียนรู้ในห้องเรียนได้ทั้งหมด การไปทัศนศึกษาจะทำให้เด็กเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ เกิดแรงบันดาลใจ”
“ปัญหาที่เกิดขึ้น อาจต้องมาดูเชิงระบบ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มีโรงเรียนในสังกัดจำนวนมาก ปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากหลายปัจจัย เช่น โรงเรียนอาจจะมีงบประมาณไม่เพียงพอ จึงทำให้คัดเลือกรถพาเด็กไปทัศนศึกษา ที่ได้มาตรฐานไม่ดีพอ ขณะที่การจัดเด็กไปทัศนศึกษา ก็มีการคละหลายชั้นเรียน ทำให้ครูไม่สามารถดูแลได้ทั่วถึง การแก้ปัญหาจึงอาจต้องมาดูที่การบังคับใช้กฎระเบียบให้เข้มงวดมากขึ้น โดยตามระเบียบการเดินทางไปทัศนศึกษาของ ศธ. กำหนดมาตรการไว้ อาทิ ระดับชั้นอนุบาล ให้ทัศนศึกษาใกล้โรงเรียน ประถมศึกษา สามารถไปทัศนศึกษาได้ภายในจังหวัดของตัวเอง หรือจังหวัดใกล้เคียง มัธยมศึกษา สามารถข้ามจังหวัด หรือไปทัศนศึกษาต่างประเทศได้ โดยผู้มีอำนาจอนุมัติจะไล่ตามลำดับชั้น คือ ไปวันเดียว เป็นอำนาจของผู้อำนวยการโรงเรียน ค้างคืน ต้องได้รับการอนุมัติจากผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และกรณีไปทัศนศึกษาต่างประเทศ ต้องได้รับอนุมัติจากเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้น
พื้นฐาน (กพฐ.)”
“แต่จุดอ่อนของโรงเรียนนี้ คือ นำเด็กตั้งแต่ชั้นประถม และมัธยมศึกษาตอนปลายมารวมกัน ทำให้ครูดูแลได้ยาก ไม่ทั่วถึง รวมถึงเดินทางไกลเกินไป จากอุทัยธานีมากรุงเทพฯ ใช้เวลานานกว่า 4 ชั่วโมง ทำให้เกิดความอ่อนล้า จุดพลิกผันคือการเลือกรถ ซึ่งเข้าใจว่าเป็นเพราะราคาถูก อีกทั้งยังไม่ทราบว่าเป็นรถดัดแปลง ซึ่งในส่วนนี้ ก็ต้องไปพูดถึงกรมการขนส่งทางบก ที่ต้องดูแลตรวจสภาพรถให้มีความ
เข้มข้นมากกว่านี้
อย่างไรก็ตามหลังจากเกิดปัญหาดังกล่าวขึ้น ได้มีการดำเนินการใน 2 ส่วน คือ กระทรวงการคมนาคม ดำเนินการตรวจสภาพรถใหม่ กว่าหมื่นคัน โดยทาง กมธ.การศึกษาฯพยายามผลักดันให้กรมขนส่งทางบก ให้ประกาศชื่อ ‘รถทัวร์สีขาว’ เพื่อให้โรงเรียนได้เลือกใช้รถที่ได้มาตรฐาน ส่วนมิติโรงเรียนและการจัดการทัศนศึกษา ศธ.ได้กำชับให้ดำเนินการตามระเบียบ อย่างเคร่งครัด”
●จำเป็นต้องมีกฎหมายเข้ามากำกับดูแลในภาพรวมหรือไม่
“มั่นใจว่าจะเกิดขึ้น โดยจะมีการเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูล ซึ่งน่าจะมีการกำหนดมาตรการ หรือจัดทำกฎหมายกำกับดูแลที่จริงจังมากขึ้นเพื่อไม่ให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องปฏิเสธความรับผิดชอบได้ ถือเป็นเรื่องแรกๆ ที่ กมธ.การศึกษาฯจะเข้ามาผลักดัน”
●การแก้ปัญหาบัณฑิตตกงาน
“เรื่องนี้เป็นปัญหาที่ยืดเยื้อ แต่ต้องยอมรับว่าเป็นความบกพร่องที่เกิดจากสภาพการจัดการศึกษาของประเทศ แม้แต่ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. … ฉบับใหม่ ที่กำลังขับเคลื่อน ก็มีการวางทิศทางการจัดการศึกษา ให้กับทุกคนอย่างเท่าเทียม มีการยกระดับคุณภาพการศึกษา และเร่งสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันของคนไทยให้ทัดเทียมนานาชาติ ซึ่่ง กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จะเป็นเจ้าภาพหลัก ในการผลิตคนให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน โดย กมธ.การศึกษาฯ จะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาหารือ ทั้งกระทรวงแรงงาน อว. สภาอุตสาหกรรม สภาหอการค้า เพื่อให้ทราบข้อมูลความต้องการในภาคอุตสาหกรรม นำไปสู่การปรับหลักสูตร เปิดให้มีการเรียนข้ามหลักสูตร
มากขึ้น เพื่อผลิตคนให้ตรงตามความต้องการ สิ่งที่คาดหวังคือ หลังการหารือ จะมีข้อเสนอไปยังสถาบันอุดมศึกษา ให้มีการปรับการเรียนการสอนให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานอย่างแท้จริง”
●ต้องดึงอาชีวศึกษา และกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) เข้ามาร่วมด้วยหรือไม่
“ดึงเข้ามาด้วย โดยเฉพาะอาชีวะศึกษา ที่ต้องพัฒนาทักษะให้ได้มาตรฐาน”
●การผลักดันร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติพ.ศ. …
“สภา และวุฒิสภา ได้มีการพูดคุยกันเบื้องต้นแล้ว ว่าจะช่วยผลักดันกฎหมายฉบับนี้ ให้ประสบความสำเร็จภายใน 3-4 ปี โดยเฉพาะสภาได้จัดทำร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฯ เสร็จสมบูรณ์แล้ว มีการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมาแล้วมากกว่าหมื่นคน ทั้งนี้ จุดอ่อนของร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฯ ฉบับที่ผ่านมา อยู่ที่เนื้อหา ซึ่งมีมากเกินไป รวมถึงมีการลงรายละเอียดในแต่ละเรื่อง ทำให้เกิดการคัดค้าน ทั้งเรื่องครู ผู้บริหาร โครงสร้าง ดังนั้น ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฯ ฉบับใหม่ต้องไม่เขียนสิ่งเหล่านี้ไว้ และจะกำหนดเพียงหลักการกว้างๆ ไว้ เช่น หลักการจัดการศึกษา หลักการพัฒนาครู เป็นต้น ส่วนเรื่องอื่นๆ ให้ไปกำหนดไว้ในกฎหมายลูก เชื่อว่าร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฯ จะผ่านการพิจารณาจากรัฐสภาได้ภายในรัฐบาลนี้
แต่สิ่งสำคัญ คือ กำลังจะมีการยกร่าง พ.ร.บ.การศึกษาเท่าเทียม พ.ศ. … ขึ้นมาอีกฉบับ เพื่อทำงานคู่ขนานกันไป มีการพัฒนาการจัดการศึกษาใน 4 เรื่องหลัก คือ 1.การนำเทคโนโลยีเข้ามาพัฒนาการจัดการศึกษา สร้างแพลตฟอร์มให้เด็กได้เลือกหาความรู้ได้ 2.การเทียบโอนผลการเรียน และ 3.จัดทำระบบเครดิตแบงก์ หรือธนาคารหน่วยกิต เพื่อนำไปสู่การสอบเทียบมัธยมศึกษาปีที่ 6 ซึ่งเคยดำเนินการมาแล้วในอดีต ให้เด็กได้เรียนจบ และเข้ามหาวิทยาลัยได้เร็วขึ้น ระบบนี้จะเป็นระบบคู่ขนานกับระบบปกติ เป็นการให้โอกาสเด็กที่มีความสามารถสูง หรือมีความพร้อมก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยจะมีการตั้งสถาบันขึ้นมาเพื่อเป็นองค์กรกลางในการดูแลเรื่องนี้ ซึ่งจะไม่จะซ้ำซ้อนกับบทบาท สกร.หรือ อว. แต่จะทำให้การผลักดันเรื่องนี้เป็นไปอย่างรวดเร็วขึ้น”
●หนักใจหรือไม่ เพราะวันนี้ปัญหาการศึกษาค่อนข้างมาก
“กมธ.การศึกษาฯ จะต้องทำหน้าที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิด้านการศึกษา ซึ่งข้อดีคือ คนที่อยู่ใน กมธ.นี้ ส่วนใหญ่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิด้านการศึกษา ขณะเดียวกัน จะต้องเป็นผู้ที่มีวุฒิภาวะ คือ ต้องมองภาพรวมด้วยความเข้าใจและคอยประคับประคองการทำงาน เลือกทำในสิ่งที่ถูกต้อง และต้องชี้นำสังคมให้ได้ว่า เรื่องใดมีความเหมาะสม หรือเรื่องใดที่ไม่ควรทำ สิ่งที่เราคิด คือ การศึกษามีปัญหาที่หลากหลาย มีความซับซ้อน ถ้าทำทุกเรื่องคงไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ ดังนั้น จะต้องวิเคราะห์ และเรียงลำดับความสำคัญออกมาให้ได้ว่า เรื่องใดควรจะทำแค่ไหน เพื่อให้สามารถเป็นกลไกหลักในการพลิกโฉมการศึกษา
กล่าวคือ ถ้าเป็นระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ก็ต้องไปดูว่า ทำอย่างไรให้ทุกคนได้มีโอกาสทางการศึกษา ทั้งการจัดสรรทุนการศึกษา การปรับหลักสูตรครั้งใหญ่ ให้ตอบสนองความเปลี่ยนแปลงของโลก การกระจายอำนาจให้องค์กรส่วนท้องถิ่น จัดการศึกษาในระดับปฐมวัย กระจายอำนาจให้โรงเรียนได้มีส่วนในการจัดการศึกษามากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องหลักสูตร ที่ต้องเป็นไปตามบริบท และความต้องการของชุมชน”
“อาชีวศึกษาต้องผลิตคนเพื่อพัฒนาประเทศ โดยใช้ฐานข้อมูลทางเศรษฐกิจเป็นตัวตั้ง นอกจากทำให้เด็กมีงานทำแล้ว ยังสามารถผลิตกำลังคน ให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศด้วย ส่วนระดับอุดมศึกษา ต้องผลักดันใน 3 เรื่อง อย่างแรกคือ ทำอย่างไรให้มหาวิทยาลัยไทย ติดอันดับโลกให้มากขึ้น คุณภาพการศึกษาของอุดมศึกษา เป็นเรื่องที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน และคิดว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังพยายามอย่างเต็มที่ อย่างที่สอง ซึ่งไม่ค่อยมีคนพูดถึงคือ มหาวิทยาลัยในประเทศไทยมีปัญหา
ธรรมาภิบาลค่อนข้างมาก เป็นอีกเรื่องสำคัญที่ต้องเข้าไปดูแล และเรื่องสุดท้าย คือ การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยจุดมุ่งหมาย คือ พัฒนาคนเพราะหากอยากให้ประเทศเป็นอย่างไร ต้องสร้างการศึกษา ที่ส่งคนไปพัฒนาประเทศตามแนวทางนั้น”

