ผลโพลเลือกตั้งชี้
ศึก‘ทรัมป์-แฮร์ริส’
สูสียากฟันธงใครเข้าวิน
อีกเพียง 3 สัปดาห์ก่อนจะถึงวันเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ที่เป็นการต่อสู้กันระหว่าง นายโดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีและตัวแทนผู้สมัครชิงตำแหน่งจากพรรครีพับลิกัน และ นางคามาลา แฮร์ริส รองประธานาธิบดีสหรัฐและตัวแทนผู้สมัครจากพรรคเดโมแครต แต่ดูเหมือนโพลจากหลายสำนักจะชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า ที่สุดแล้วตัวชี้ขาดคือผลการเลือกตั้งจากคณะผู้เลือกตั้ง (Electoral College) ใน 7 รัฐที่เป็น “สะวิงสเตต” ประกอบด้วย แอริโซนา จอร์เจีย มิชิแกน นอร์ทแคโรไลนา เพนซิลเวเนีย และวิสคอนซิน
ผลสำรวจล่าสุดของวอลล์สตรีทเจอร์นัล (WSJ) หนังสือพิมพ์เจ้าใหญ่ที่มียอดจำหน่ายสูงสุดในสหรัฐอเมริกา ได้เจาะลึกไปยังรัฐเป้าหมายสำคัญทั้ง 7 แห่งนี้ ก่อนที่จะได้ข้อสรุปว่า แฮร์ริสและทรัมป์เสมอกันในสมรภูมิรบสำคัญในรัฐทั้ง 7 รัฐ โดยแฮร์ริสมีคะแนนนำในแอริโซนา จอร์เจีย และมิชิแกนเพียง 2% ขณะที่ทรัมป์มีคะแนนนำในเนวาดา 6% และในเพนซิลเวเนีย 1% โดยทั้งคู่มีคะแนนเสมอกันในนอร์ทแคโรไลนาและวิสคอนซิน การสำรวจความคิดเห็นของ WSJ ดังกล่าวได้สอบถามผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 600 คนในแต่ละรัฐ ระหว่างวันที่ 28 กันยายน-8 ตุลาคม โดยระบุว่ามีค่าความคลาดเคลื่อนที่ 4% ในแต่ละรัฐ
ผลการสำรวจครั้งนี้สะท้อนภาพเดียวกับผลการสำรวจอื่นๆ ที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันว่า การแข่งขันครั้งนี้สูสีอย่างยิ่งก่อนการเลือกตั้งวันที่ 5 พฤศจิกายน ขณะที่ชาวอเมริกันต้องรับมือกับความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจ การย้ายถิ่นฐาน สิทธิสตรี และค่านิยมประชาธิปไตยของประเทศ
ผลสำรวจของ Reuters/Ipsos ในสัปดาห์เดียวกันยังพบว่า ทรัมป์และแฮร์ริสมีคะแนนสูสีกันในระดับประเทศ โดยแฮร์ริสมีคะแนนนำอยู่ 46% ต่อ 43% ดังนั้น การสำรวจความเห็นของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในรัฐสะวิงสเตตจะกลายเป็นตัวบ่งชี้ที่สำคัญกว่า และหากเป็นไปตามผลสำรวจของ WSJ แฮร์ริสมีโอกาสที่จะได้รับคะแนนเสียงข้างมากอย่างหวุดหวิดจากคณะผู้เลือกตั้ง หากเธอสามารถคว้าชัยชนะในรัฐที่เธอมีคะแนนนำตามผลสำรวจของ WSJ ได้
อย่างไรก็ดี หากจำแนกตามประเด็นต่างๆ ที่ได้รับความสำคัญจากชาวอเมริกันอยู่ในปัจจุบัน ผลสำรวจของ WSJ ระบุว่า ทรัมป์มีคะแนนนำแฮร์ริสในสะวิงสเตตทั้ง 7 รัฐ ที่ 50% ต่อ 39% ในประเด็นที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมองว่า เขาเป็นผู้ที่สามารถรับมือกับสงครามของรัสเซียในยูเครนได้ดีที่สุด และทรัมป์ยังนำแฮร์ริส 48% ต่อ 33% ในด้านผู้ที่มีความเหมาะสมในการจัดการกับสงครามอิสราเอล-ฮามาส นอกจากนี้ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งส่วนใหญ่เห็นว่าทรัมป์จะทำได้ดีกว่าในเรื่องเศรษฐกิจและการย้ายถิ่นฐาน ขณะที่แฮร์ริสจะทำได้ดีกว่าทรัมป์ในเรื่องที่อยู่อาศัย การดูแลสุขภาพ และการดูแลผู้คนเช่นพวกเขา
ส่วนผลโพลล่าสุดของศูนย์วิจัยพิว (Pew Research Center) เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ชี้ว่า คะแนนนิยมของแฮร์ริสและทรัมป์ใกล้เคียงกันเป็นอย่างมาก โดย 48% ของกลุ่มตัวอย่างให้การสนับสนุนแฮร์ริสในการเลือกตั้งปีนี้ ขณะที่ 47% ระบุว่าจะเลือกทรัมป์เป็นประธานาธิบดีสหรัฐคนที่ 47 ส่วนอีก 5% ที่เหลือนั้นจะเลือกผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งจากพรรคทางเลือก
82% ของกลุ่มตัวอย่างให้ข้อมูลว่า พวกเขายึดมั่นที่จะเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใดคนหนึ่งไม่ว่าจะเป็นแฮร์ริสหรือทรัมป์ มีผู้เข้าร่วมการสำรวจจำนวนไม่มากนักที่ระบุว่า พวกเขาอาจจะเปลี่ยนใจไปลงคะแนนให้กับคู่แข่งของผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งทั้งสองคน โดยในบรรดาผู้ลงทะเบียนเลือกตั้ง 42% กล่าวว่า พวกเขาสนับสนุนแฮร์ริสอย่างแน่นอน ขณะที่ 40% มีความตั้งใจว่าจะลงคะแนนเสียงให้กับทรัมป์ นอกจากนี้ 5% ของผู้ลงทะเบียนเลือกตั้งเผยว่า พวกเขาสนับสนุนตัวแทนจากพรรคทางเลือกอย่างเชส โอลิเวอร์, โรเบิร์ต เอฟ เคนเนดี จูเนียร์, จิล สไตน์ หรือคอร์เนล เวสต์ อีกทั้งประมาณ 1 ใน 10 กล่าวว่า พวกเขายังไม่ได้ตัดสินใจ
เมื่อบังคับให้ผู้ที่ระบุว่าจะลงคะแนนให้กับผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งจากพรรคทางเลือกและผู้ที่ยังไม่ได้ตัดสินใจฟันธงลงไปว่าพวกเขาจะลงคะแนนให้กับแฮร์ริสหรือทรัมป์ 35% ระบุว่า พวกเขาจะเลือกทรัมป์ ขณะที่แฮร์ริสได้รับคะแนนไป 36% และ 3 ใน 10 ปฏิเสธที่จะตอบคำถามนี้
ผลโพลแสดงให้เห็นว่า แฮร์ริสได้รับคะแนนนิยมจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่อยู่ในวัยผู้ใหญ่ตอนต้น กลุ่มคนผิวสี และผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่สำเร็จการศึกษาอย่างน้อยในระดับชั้นปริญญาตรี ในด้านทรัมป์ เขาได้รับคะแนนนิยมจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่อยู่ในวัยผู้ใหญ่ตอนปลายเป็นต้นไป กลุ่มคนผิวขาว และผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพศชาย
นอกจากนี้ ผลโพลของ Pew ชี้ว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพศชายเลือกที่จะสนับสนุนทรัมป์มากกว่าแฮร์ริส ในขณะที่แฮร์ริสได้รับคะแนนนิยมจากเพศหญิงมากกว่า แต่คะแนนของทั้งคู่ก็ไม่ได้ทิ้งห่างกันมากนัก
เชื้อชาติเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญต่อคะแนนนิยมของผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง ผู้มีสิทธิเลือกตั้งผิวขาว 55% เลือกทรัมป์ ส่วนแฮร์ริสได้คะแนนไป 41% ทั้งนี้ กลุ่มคนผิวสีเลือกแฮร์ริสถึง 79% มีเพียงแค่ 14% เท่านั้นที่เลือกทรัมป์ สำหรับชาวฮิสแปนิก 54% เลือกแฮร์ริส ส่วน 38% ที่เหลือตัดสินใจที่จะสนับสนุนทรัมป์ ส่วนชาวเอเชียนอเมริกันนั้นเลือกแฮร์ริสถึง 62% ในขณะที่ 30% เป็นผู้สนับสนุนของทรัมป์
ในด้านระดับการศึกษาของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ผู้ที่ไม่ได้มีวุฒิการศึกษาระดับชั้นปริญญาตรี สนับสนุนทรัมป์ 52% และ 42% เป็นผู้สนับสนุนแฮร์ริส ในขณะเดียวกัน สำหรับผู้มีวุฒิการศึกษาระดับชั้นปริญญาตรีระบุว่าจะเลือกแฮร์ริสถึง 57% ส่วนอีก 38% กล่าวว่าจะลงคะแนนให้กับทรัมป์
ในด้านอายุ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มีอายุต่ำกว่า 50 ปี เผยว่าจะลงคะแนนให้กับแฮร์ริส 50% ต่อ 41% ขณะที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มีอายุมากกว่า 50 ปี 52% เลือกทรัมป์ ขณะที่ 46% เลือกแฮร์ริส นอกจากนี้ ในกลุ่มตัวอย่าง 7% ที่มีอายุต่ำกว่า 50 ปี เลือกที่จะสนับสนุนผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งจากพรรคทางเลือก ที่ไม่ใช่ทรัมป์หรือแฮร์ริส และมีเพียงแค่ 2% สำหรับผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปีเท่านั้นที่ตัดสินใจเช่นนี้
เทียบผลโพลใหญ่ของทั้งสองสำนักทั้งจากยักษ์ใหญ่ฝั่งสื่อและศูนย์วิจัยชื่อดังแล้ว น่าจะสรุปได้ว่า การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในวันที่ 5 พฤศจิกายนนี้ เป็นการเลือกตั้งที่ต้องจับตามองกันอย่างใกล้ชิดว่าใครจะเพลี่ยงพล้ำในโค้งสุดท้ายหรือไม่ หรือจะมีปัจจัยแทรกซ้อนใดๆ ที่ทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเปลี่ยนใจ ขณะที่ล่าสุด มีข่าวเกี่ยวกับความพยายามที่จะลอบสังหารทรัมป์ครั้งที่ 3 ที่จะช่วยเรียกคะแนนสงสารให้เขาอีกครั้งได้หรือไม่
ที่สุดแล้วคงต้องลุ้นหนักว่าใครจะได้เดินเข้าทำเนียบขาว กับการชิงชัยที่ขับเคี่ยวกันอย่างสูสีที่สุดในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐครั้งนี้

