การพูดคุยเพื่อสันติสุขระหว่างตัวแทนของรัฐบาลไทยกับกลุ่มมาราปาตานี ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ กลุ่มมาราปาตานีออกหนังสือแถลงว่า ผลการพูดคุยได้ตกลงกำหนดพื้นที่ปลอดภัย หรือเซฟตี้โซน ขึ้นใน 5 อำเภอของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประกอบด้วย 2 อำเภอใน จ.นราธิวาส ได้แก่ อำเภอสุไหงโก-ลก และ อำเภอเจาะไอร้อง 2 อำเภอใน จ.ยะลา ได้แก่ อำเภอรามัน กับ อำเภอบันนังสตา และ 1 อำเภอใน จ.ปัตตานี ได้แก่ อำเภอสายบุรี
เรื่องนี้ พิทักษ์ ก่อเกียรติพิทักษ์ นายกเทศมนตรีเมืองปัตตานี มองว่า หากสามารถทำได้จริงก็เป็นสิ่งดีที่ทำให้เกิดความปลอดภัย และทำให้เห็นว่าการดำเนินการผ่านโต๊ะเจรจาของตัวแทนรัฐบาลไทย กับกลุ่มมาราปาตานีสามารถทำได้
แต่ปัญหาคือการเปิดพื้นที่ให้มีความปลอดภัยจะต้องทำให้เกิดครอบคลุมทุกพื้นที่ เพราะหากเปิดแค่บางอำเภอจะส่งผลกระทบและเกิดความรู้สึกว่าไม่มีความปลอดภัย คนจะแห่หนีกันเข้ามาอยู่ และจะเป็นสาเหตุให้คนทิ้งถิ่นฐานกันหมด ซึ่งมีให้เห็นอยู่แล้วในปัจจุบัน และหากบอกว่าการประกาศในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเพื่อเป็นการนำร่องและต้องการใช้เป็นตัวชี้วัดผลการพูดคุยบนโต๊ะเจรจา สามารถดำเนินการได้ถูกต้อง ตรงนี้หากรวมถึงการดำเนินงานด้านพัฒนาก็มองว่าไม่สามารถดำเนินการได้เป็นปกติ เพราะการประกาศเพียงพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งจะส่งผลกระทบให้กับพื้นที่เล็กๆ กลายเป็นแหล่งของการก่อเหตุ
“อยากแนะว่า ควรจะเปิดให้ครอบคลุมเป็นแต่ละพื้นที่เล็กๆ ไปสู่อีกพื้นที่ในภาพใหญ่ ทำให้การเดินทางไปมาหาสู่นั้นสามารถทำได้อย่างปลอดภัย และการนำร่องในพื้นที่ใหญ่เพียงหนึ่งอำเภอไม่สามารถช่วยเหลือในกลุ่มผู้มีความจำเป็นต้องเดินทาง หรือไปทำงานในพื้นที่อำเภอหนึ่งที่ไม่ได้มีการรับรอง ก็ยิ่งจะสุ่มเสี่ยงอันตรายต่อการถูกจ้องปองร้ายมากขึ้น ตรงนี้เองจะนำมาสู่คำถามว่า จะมีความปลอดภัยได้อย่างไร เมื่อประชาชนยังต้องมีความจำเป็นเดินทางไปอีกพื้นที่”
นายพิทักษ์ยังมองว่า ประโยชน์จะเกิดขึ้นแค่กับการดำเนินนโยบาย หรือแนวทางของโต๊ะเจรจาให้เห็นว่ามีความร่วมมือเท่านั้น เพราะสาระสำคัญควรจะเป็นการกำหนดเป็นพื้นที่หรือเส้นทางบางพื้นที่เล็กๆ ที่มีความจำเป็นต้องประกาศพื้นที่ปลอดเหตุรุนแรงสูงและครอบคลุม อันจะนำไปสู่การสร้างความเชื่อใจของประชาชนต่อความพยายามของทั้งสองฝ่าย
ขณะที่ พงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ นายกเทศมนตรีนครยะลา บอกว่า จุดเซฟตี้โซนในเขตเทศบาลนครยะลา ตั้งอยู่ใจกลางเมืองในเขตย่านการค้า แต่เป็นพื้นที่ที่สุ่มเสี่ยงเวลามีการเกิดเหตุ เกิดความสูญเสียค่อนข้างมากและบ่อยครั้ง ซึ่งทำให้เกิดความเสียหายกับเศรษฐกิจค่อนข้างมาก
ก่อนเกิดการจัดตั้งจุดเซฟตี้โซนดังกล่าว ทางเทศบาลนครยะลาได้มีการแจกแบบสอบถาม การแสดงความคิดเห็นต่างๆ ทำให้เกิดจุดเซฟตี้โซน 2 จุดในเขตเทศบาลนครยะลา อำเภอเมืองยะลา และกว่าประชาชนในพื้นที่จะปรับตัวได้ ก็ต้องใช้เวลาพอสมควรในการจัดตั้งจุดเซฟตี้โซน เพราะมีผลกระทบต่อการเข้าออกและภาวะเศรษฐกิจของประชาชนในเขตเซฟตี้โซน
หลังจากมีการจัดตั้งมาเป็นระยะเวลา 3-4 ปี พี่น้องประชาชนเริ่มมีการปรับตัวดีขึ้น ส่วนพ่อค้าแม่ค้าในเขตเซฟตี้โซนก็เริ่มทำธุรกิจได้มากขึ้น 2 จุดเซฟตี้โซนดังกล่าวจึงน่าจะเป็น 2 จุดที่เหมาะสม และน่าจะเพียงพอต่อการจัดตั้งจุดเซฟตี้โซนในการรักษาความปลอดภัยในย่านการค้าเขตเทศบาลนครยะลา
การจัดตั้งจุดเซฟตี้โซนในพื้นที่อื่น ก็ต้องมีการแจกแบบสอบถามและแสดงความคิดเห็นต่อพี่น้องประชาชนในพื้นที่ก่อน และต้องได้รับการยอมรับจากประชาชนในพื้นที่ด้วย เพราะการจัดตั้งจุดเซฟตี้โซน ต้องยอมรับว่าทำให้มีการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของประชาชนพอสมควร ทั้งในด้านการทำมาหากินและการใช้ชีวิตของประชาชนทั่วไป การที่เราจะทำอะไรต้องให้ได้ใจประชาชนเป็นสิ่งสำคัญ และประชาชนต้องมีสุขภาพจิตที่ดีด้วย
ส่วนทางเจ้าหน้าที่ที่คอยดูแลรักษาความปลอดภัยในเขตเซฟตี้โซนในปัจจุบันนี้ เราใช้กำลัง 3 ฝ่าย คือ ตำรวจ อาสาสมัคร และ ทสปช. (กองกำลังภาคประชาชน) เข้ามาช่วยกันดูแล เจ้าหน้าที่ที่คอยดูแลอาจไม่เพียงพอ แต่ก็มีการหมุนเวียนแบ่งเวลากัน อาทิ ในช่วงค่ำก็จะมีการปิดทางเข้าออกในบางจุด ทำให้มีการลดกำลัง
เจ้าหน้าที่ให้น้อยลง
สำหรับบางจุดที่ยังมีการตั้งแท่งปูนปิดกั้นทางเข้าออกนั้น เพราะจังหวัดยะลามีจุดเข้าออกได้หลายเส้นทาง จึงเป็นจุดอ่อน ทำให้มีการปิดทางเข้าออกบ้างในบางจุด แต่ปัจจุบันนี้ก็ได้มีการเปิดเพิ่มบ้างตามความเหมาะสม อย่างไรก็ตาม ได้มีการหารือกับฝ่ายความมั่นคงที่จะทำอย่างไรให้พี่น้องประชาชนมีความสะดวกและปลอดภัยมากที่สุด?
พล.ร.ต.สมเกียรติ ผลประยูร รองเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวว่า การกำหนดกรอบที่จะสร้างพื้นที่ปลอดภัยในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของ Party A และ Party B ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการขับเคลื่อนการพูดคุยสันติสุขและการสร้างความสงบสุขในพื้นที่ เห็นด้วยหากทุกฝ่ายแสดงความจริงใจ และประสานความร่วมมือในการเดินหน้าแสวงหาแนวทางเพื่อนำไปสู่สันติสุข โดยเริ่มต้นจากการสร้างพื้นที่ปลอดภัยในพื้นที่อำเภอนำร่อง ขณะที่ ศอ.บต.ซึ่งมีเครือข่ายในหลายภาคส่วน และได้ดำเนินการแก้ปัญหาและพัฒนาพื้นที่ตาม 7 กลุ่มภารกิจหลัก ก็พร้อมสนับสนุนทุกด้านที่เป็นประโยชน์ต่อพื้นที่ เพื่อให้เกิดความสงบสุขในพื้นที่จังหวัดชายแเดนภาคใต้
ขณะเดียวกัน ผศ.ดร.สามารถ ทองเฝือ ผู้อำนวยการสถาบันสมุทรรัฐเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มอ.ปัตตานี มองว่า การคิดจะทำนั้นเป็นสิ่งที่ดีและควรทำให้เห็นรูปธรรมจริงๆ รัฐบาลกับคู่เจรจานั้นจะมีมาตรการเข้ามาดูแลอย่างไร เพราะทางออกที่จริงแล้ว การนำชาวบ้านเข้ามามีส่วนร่วมป้องกันดูแลสอดส่องสิ่งของผิดปกติ หรือคนแปลกหน้า จะสามารถเห็นรูปธรรมได้มากกว่าการจะกำหนดเพียงพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แต่ตรงนี้ทางฝ่ายรัฐเองจะต้องมีมาตรการใดที่จะสามารถให้ได้รับความร่วมมือจากทุกคนในชุมชน หมู่บ้าน
“การจะดำเนินการตรงนี้มองว่าเป็นสิ่งท้าทายและน่าติดตาม เพราะหากสามารถทำได้จริง จะเป็นเครื่องยืนยันว่าสันติสุขบนโต๊ะเจรจาประสบความสำเร็จ แต่หากไม่สามารถควบคุมได้จะเป็นเรื่องใหญ่กว่า เพราะนั่นหมายถึงคณะเจรจาฝ่ายไทยล้มเหลว”
นอกจากนี้ ยังสงสัยว่าการจะแก้ไขปัญหานำไปสู่การเปิดพื้นที่ไม่ให้มีความรุนแรงนั้น ทำไมจึงไม่มีชาวบ้านแต่ละพื้นที่เข้าไปมีส่วนกำหนด และใช้ความคิดที่มาจากชุมชนมาช่วยตัดสินใจว่าวิธีที่ชาวบ้านสามารถเข้ามาช่วยเหลือไม่ให้เกิดได้จริงนั้นต้องทำอย่างไร เพราะเขาคือผู้ที่สามารถรับรองได้ว่าจะทำอย่างไรไม่ให้มีเหตุได้
รัฐต้องดำเนินการให้เป็นเชิงนโยบายที่ให้ความสำคัญ และสนับสนุนให้ชาวบ้านสามารถยืนอยู่ตรงปลายเหตุสถานการณ์ เป็นผู้เสนอการปฏิบัติร่วมของทุกชุมชน หรือบางพื้นที่ชุมชน มีความจำเป็นต้องเปิดพื้นที่ให้มีความปลอดภัย เหล่านี้เป็นอีกหนทางสู่สันติสุขได้
แต่ที่ผ่านมาไม่เคยเปิดพื้นที่ให้ชาวบ้านเป็นส่วนหนึ่งในการกำหนดมาตรการเสริมที่จะต้องได้รับการยืนยันเรื่องความปลอดภัย ทำให้ไม่มีผู้ที่กล้าออกมาเสนอความต้องการจริงๆ กระนั้นก็ต้องให้โอกาสและเวลาในการดำเนินการ
ประเด็นนี้ประชาชนให้ความสนใจ และรอดูว่าผลจะออกมาในรูปธรรม หรือจะเป็นเพียงการจัดฉาก เพื่อให้เห็นเพียงแค่นโยบาย
ไม่ได้นำไปสู่การปฏิบัติและความสำเร็จ

