วันที่ 5 มีนาคม นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊กส่วนตัว มีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางไปศึกษาดูงานในหลักสูตรการบริหารงานสำหรับผู้บริหารระดับสูง(กบส.) รุ่นที่ 2 ที่สาธารณรัฐเกาหลี ระหว่างวันที่ 1 – 5 มีนาคม ว่า ตนคุยกับ กกต.เกาหลีใต้ กกต.เกาหลีใต้ มีจำนวน 9 คน มีประธานศาลฎีกา ทำหน้าที่เป็นประธาน บุคคลที่มาต้อนรับและให้ข้อมูลเป็นรองประธานกกต. ซึ่งทำงานใน กกต.มาก่อนเป็นเวลายาวนาน คำถามที่ตนถาม คือ เกาหลีใต้ขจัดการซื้อเสียงได้อย่างไร ทั้งๆที่เมื่อ 50-60 ปีก่อน สภาพการเมือง การหาเสียง เต็มไปด้วยการซื้อเสียงและใช้อำนาจอิทธิพลต่างๆ
นายสมชัย ระบุว่า คำตอบของเขา มีดังนี้ 1. มีการแก้กฎหมายเพิ่มโทษ แก่ผู้กระทำผิดใช้เงินซื้อเสียง ทั้งโทษอาญาติดคุก และโทษปรับที่รุนแรง 2. ชาวบ้านที่รับเงิน หรือรับสิ่งของ หากถูกจับได้ ไม่มีโทษอาญา แต่มีโทษปรับเป็นมูลค่าเงิน 10 เท่า เช่น รับแจกบะหมี่มา 1 ห่อ มูลค่า 3,000 วอน. หากจับได้ ถูกปรับ 30,000 วอน 3. กกต. เอาจริงเอาจังกับการบังคับใช้กฎหมาย ไม่เกรงใจพรรคการเมืองใด แม้เป็นพรรครัฐบาล มีการทำคดีจนนักการเมืองเข้าคุกไปหลายคนแล้ว 4. ประชาชน มีความตื่นตัว ในการใช้สิทธิให้ได้คนดีมาปกครองบ้านเมือง โดยสามารถเชื่อมโยงได้ว่า การเลือกตั้งที่สุจริต นำไปสู่การเมืองคุณภาพและนำไปสู่บ้านเมืองที่เจริญก้าวหน้า
นายสมชัย โพสต์ต่อว่า ตนได้ไปคุยกับสมาคมองค์กรจัดการเลือกตั้งโลก (Association of World Election Bodies) หรือ A – WEB องค์กรนี้มีบทบาทในการส่งเสริมการจัดการเลือกตั้งของประเทศสมาชิกให้เป็นไปอย่างสุจริต เที่ยงธรรม และมีประสิทธิภาพ ที่ผ่านมาได้เข้าไปช่วยหลายประเทศ ในการนำเทคโนโลยีไปใช้ในการเลือกตั้ง พร้อมทั้งเป็นผู้สนับสนุนงบประมาณของอาสาสมัครสังเกตการณ์นานาชาติ ในการเข้าไปสังเกตการณ์การเลือกตั้งในประเทศต่างๆ โดย A – WEB ได้ใช้เวลาสั้นๆ ในการนำเสนอความก้าวหน้าในการใช้เทคโนโลยีสำหรับการเลือกตั้งสมัยใหม่ที่ใช้ในโลกนี้ เข่น เครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องนับคะแนน เครื่องลงทะเบียนผู้มีสิทธิ์ เครื่องประมวลผล พร้อมทั้งให้คำมั่นว่า ยินดีสนับสนุนและให้การช่วยเหลือ กกต.ไทย ทั้งในด้านการอบรม และ อุปกรณ์ต่างๆ
นายสมชัย ระบุต่ออีกว่า นอกจากนี้คณะตนยังได้ไปคุยกับสถาบันการให้การด้านการเมืองแก่ประชาชนของเกาหลี (Korean Civic Education Institute for Democracy) หรือ KOCEI ที่ตั้งอยู่ในกรุงโซล เป็นหน่วยงานภายใต้สังกัด ของกกต.เกาหลี ที่มีกลุ่มเป้าหมายของการให้การศึกษา มี 4 กลุ่ม คือ 1.ผู้มีสิทธิ์ออกเสียง (voters) 2.ผู้มีสิทธิ์ออกเสียงในอนาคต (future voters) 3.นักการเมือง พรรคการเมือง 4.เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง และมีหลักสูตรอบรมต่างๆ ร่วมร้อยหลักสูตร มีคนผ่านกระบวนการอบรมกว่าหมื่นคนในแต่ละปี
“ คำถามที่ผมถามคือ มีปัจจัยอะไรที่นำไปสู่ความสำเร็จในการทำงานตั้งมากมายก่ายกองเท่านั้น คำตอบ คือ 1.การให้ความรู้ทางการเมือง civic education ได้อยู่ในกฎหมาย กำหนดเป็นหน้าที่ประการหนึ่งของกกต. 2.โคซี่ ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐฉพาะในกิจกรรมดำเนินการต่างๆปีละ 170 ล้านบาท (ยังไม่รวมงบก่อสร้าง ศูนย์อบรมใหญ่ เป็น complex จำนวน 5 อาคาร) 3.ความมุ่งมั่นและจริงใจของรัฐบาลในการให้ความรู้ทางการเมืองแก่ประชาชน โดยเชื่อว่าหากประชาชนรู้การเมืองประชาชนจะช่วยพัฒนาบ้านเมืองให้ดีขึ้น
นอกจากนี้ นายสมชัย ยังโพสต์อีกว่า การพบกับเอกอัครราชทูตไทยของเกาหลี ทำให้ทราบปัญหาของการใช้สิทธิ์ของคนไทยในเกาหลี ดังนี้
1. คนไทยในเกาหลี มีนับแสนคน แต่เป็นแรงงานที่ถูกกฎหมายเพียง 2 หมื่นเศษ ที่เหลือเป็นแรงงานผิดกฎหมาย กลุ่มคนเหล่านี้จึงไม่ประสงค์แสดงตน กลัวว่าการมาใช้สิทธิ์ จะถูกทางการเกาหลีจับส่งกลับไทย
2. รูปแบบการจัดการเลือกตั้ง สถานทูตใช้หน่วยเลือกตั้งเคลื่อนที่ (moblie unit) ไปบริการคนไทยในเมืองใหญ่ 5 เมือง อาทิ ปูซาน อินชอน เทจอง อย่างไรก็ตาม จำนวนผู้มาใช้สิทธิ์ยังค่อนข้างน้อย 3. ไม่สามารถใช้ระบบการเลือกตั้งทางไปรษณีย์ได้. เนื่องจากระบบไปรษณีย์ยังไม่ดีนัก 4. ระบบการจดทะเบียนผู้มีสิทธิ์ทางอินเตอร์เน็ตที่ กกต.เริ่มใช้ช่วงประชามติ เป็นสิ่งดี แต่ต้องประชาสัมพันธ์หนักกว่านี้
“ผมได้ชี้แจงถึงการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นสำหรับการเลือกตั้งของคนไทยในต่างประเทศในการเลือกตั้งครั้งหน้า คือ1. จะมีประเทศนำร่อง 3 ประเทศ ที่สามารถเลือกตั้งทางอินเตอร์เน็ตได้ คือ นอร์เวย์ จอร์แดน และ กรุงโอซาก้า ญี่ปุ่น 2. จะยกเลิกการส่งบัตรเลือกตั้งกลับไทย แต่ให้นับคะแนนที่สถานทูต ต่อหน้าคนไทยที่เป็นสักขีพยาน 3. การนับคะแนน จะต้องนับภายใน 24 ชั่วโมง หลังจากเวลาปิดหีบที่ประเทศไทย และ4. คนไทยในต่างประเทศ สามารถรับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับผู้สมัครและพรรคการเมืองได้ ผ่านทางแอพพลิเคชั่นบนมือถือ ที่กกต.จัดทำขึ้น”นายสมชัย ระบุ

