กมธ.สันติภาพชายแดนใต้ มีมติเรียก “ภูมิธรรม-เลขาฯสมช.-แม่ทัพภาคที่ 4” หารือแนวทางปมตากใบถ้าหมดอายุความจริง กันผู้ฉวยโอกาสก่อวุ่นในใต้ “ช่อ” ชี้ “พิศาล” จากเพื่อไทยไม่มีผลต่อคดี ยืนยันรับเงินเยียวยาไม่ใช่คดีอาญาจบ พร้อมเทียบคดีคนเสื้อแดงปี 53 ถ้าญาติรับเงินก็จบด้วย
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 17 ตุลาคม ที่รัฐสภา น.ส.พรรณิการ์ วานิช โฆษกกรรมาธิการวิสามัญสันติภาพชายแดนใต้ แถลงถึงมติของ กมธ.ว่า ทราบกันดีว่าอีก 8 วันจะหมดอายุความคดีตากใบ และยังไม่สามารถติดตามผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดในคดีมาได้แม้แต่คนเดียว ทาง กมธ.ประชุมมีความเห็นตรงกันว่าคดีนี้จะเป็นหมุดหมายสำคัญโดยเฉพาะหากคดีหมดอายุความลงในวันที่ 25 ตุลาคมนี้ ในขณะที่ยังไม่สามารถนำจำเลยในคดีมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม คดีก็จะไม่ดำเนินต่อไปได้ มีหลายส่วนที่ให้ความกังวลทั้ง ส.ส.ในพื้นที่ที่ถูกคนพื้นที่สอบถามจับได้ไหม หรือฝ่ายเจรจาสันติภาพเองก็กังวล ซึ่งตนเพิ่งไปพบกับผู้อำนวยความสะดวกทางการเจรจาทางฝั่งมาเลเซีย โดยเขาก็ยืนยันว่าทางฝั่งประเทศโอไอซี องค์การความร่วมมือทางอิสลาม ให้ความสำคัญและจับตามอง และทุกคนทราบดีว่าคดีความกำลังจะหมดอายุวันที่ 25 ตุลาคมนี้ และมีแนวโน้มว่าจะหมดอายุความจริงๆ โดยไม่สามารถนำตัวผู้ถูกกล่าวหาเข้าสู่กระบวนการได้
ด้วยข้อกังวลนี้ทาง กมธ.จึงได้มีมติเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องคดีนี้มาหารือในวันที่ 24 ตุลาคมนี้ ทั้ง นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และ พล.ท.ไพศาล หนูสังข์ แม่ทัพภาคที่ 4 เพื่อหารือว่าหากคดีหมดอายุความจริง เราจะมีวิธีการรับมือสถานการณ์อย่างไร ทั้งในแง่การประคับประคองการเจรจาสันติภาพ ที่จะเริ่มมาครั้งใหม่ในสมัยรัฐบาลของนายเศรษฐา ทวีสิน และการสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้น ซึ่งอาจจะมีความรุนแรงเพิ่มขึ้นหรือไม่ หรือจะมีการฉกฉวยเอาคดีนี้ไปเป็นข้ออ้างในการก่อเหตุความรุนแรงในพื้นที่

เมื่อถามถึงข้อเรียกร้องที่ พล.อ.พิศาล วัฒนวงษ์คีรี ลาออกจากพรรคเพื่อไทยแต่ยังเป็นจำเลยคดีนี้อยู่ น.ส.พรรณิการ์กล่าวว่า ในความเห็นส่วนตัวว่าเรื่องนี้มีความชัดเจนอยู่แล้วว่า สถานะความเป็นสมาชิกพรรคหรือไม่เป็นนั้น ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับการดำเนินคดีทั้งสิ้น การลาออกจากสมาชิกพรรคเพื่อไทย ก็ไม่มีความเกี่ยวข้องกับคดีนี้ ดังนั้นการที่ พล.อ.พิศาลลาออกจากเพื่อไทย แต่ความเป็นจำเลยคดียังคงอยู่ อย่างไรก็ตามไม่อยากให้โฟกัสไปแค่จำเลยเพียงคนเดียว เพราะคดีนี้มีจำเลยหลายคนที่เป็นข้าราชการ ทหาร ตำรวจ พลเรือนระดับสูงทั้งสิ้น เป็นหน้าที่โดยตรงของรัฐบาลที่ดำรงตำแหน่งอยู่ขณะนี้จะต้องแสดงเจตจำนงทางการเมืองที่มากพอในการนำตัวผู้ถูกกล่าวหามาสู่กระบวนการยุติธรรมให้ได้
ทั้งนี้ หากการที่จะไม่สามารถนำตัวจำเลยมาดำเนินการได้สักคนตนเชื่อว่าจะกระทบอย่างมากต่อการเจรจาสันติภาพ จะถูกมองว่ารัฐบาลนี้มีความมุ่งมั่น หรือมีเจตจำนงทางการเมืองหรือไม่ ในทางต่อการเจรจาที่ได้เริ่มมาในสมัยรัฐบาลนายเศรษฐา จึงมองว่าเป็นโอกาสสุดท้ายของรัฐบาลนี้ว่า 8 วันนี้รัฐบาลจะมีเจตจำนงทางการเมืองในการตามตัวจำเลย ซึ่งมี 2 คนที่อยู่ในต่างประเทศ กระบวนการส่งผู้ร้ายข้ามแดนนั้นจะมีความพยายามเจรจากับผู้นำระเทศหรือไม่ และส่วนจำเลยที่อยู่ในไทยมีกระบวนการอื่นๆ นอกเหนือจากกระบวนการข้าราชการปกติหรือไม่ ยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เป็นการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม

เมื่อถามว่าหลายคนมีการได้รับการเยียวยาไปแล้ว คดีควรยุติหรือไม่ น.ส.พรรณิการ์กล่าวว่า ถามกลับว่าถ้ามีการจ่ายเงินเยียวยาไปแล้ว จึงไม่สามารถดำเนินคดีอาญาต่อได้ แล้วการที่มีการรับเงินเยียวยาของพี่น้องเสื้อแดงที่เสียชีวิตไปในเหตุการณ์สลายการชุมนุมปี 2553 และการที่มีการเรียกร้องให้ฟื้นคดีอาญามาแล้ว นำตัวผู้กระทำความผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม นั่นจะเป็นเรื่องหลอกลวงหรือไม่ เพราะเป็นกรณีเดียวกัน การที่เยียวยาไปในรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นเรื่องดีตนขอชื่นชม เพราะเป็นการแสดงความรับผิดชอบของรัฐบาลต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้น แต่การรับเงินเยียวยานั้น ไม่ได้แปลว่ากระบวนการทางอาญาสิ้นสุดลง แม้ว่าจะมีความพยายามที่จะให้ญาติผู้เสียชีวิตรับเงินเยียวยาแล้วเซ็นยินยอมว่าจะไม่มีการดำเนินการทางอาญาอีก ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าผิดหลักการสากลอย่างมาก เพราะตนยืนยันว่าคดีตากใบไม่มีญาติคนไหนรับเงินเยียวยาแล้วเซ็นยินยอมกับเรื่องดังกล่าว การจ่ายเงินเยียวยาเพียงอย่างเดียวไม่ได้นำมาซึ่งความปรองดองสมานฉันท์แท้จริง และไม่ได้หมายความว่ารับเงินแล้วจบ เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นก็ต้องกลับมาตั้งคำถามถึงการสลายการชุมนุมเสื้อแดงว่ารับเงินไปแล้วก็ต้องจบ

