‘ส.อ.ท.’ ชี้  ‘ทรัมป์-คามาลา’ ขึ้นประธานาธิบดีไม่ต่างกัน แนะไทย วางตัวเป็นลูกรัก ‘อเมริกา-จีน’ ให้ได้

17.10.24 | 14:52 น.

‘ส.อ.ท.’ ชี้  ‘ทรัมป์’ หรือ ‘คามาลา’ ขึ้นประธานาธิบดี ไม่ต่างกัน แนะไทยรับมือภูมิรัฐศาสตร์ วางตัวเป็นลูกรัก ‘อเมริกา-จีน’ ให้ได้

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม ที่อาคารเกษรทาวเวอร์ แยกราชประสงค์ กรุงเทพฯ มติชน จัดสัมมนา “US ELECTION 2024 เจาะลึก ศึกชิงทำเนียบขาว”

นายปณิธาน ปวโรฬารวิทยา รองเลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยระหว่างร่วมเสวนา หัวข้อ “เลือกตั้งอเมริกาส่งผลอย่างไรต่อไทย” ว่า ถ้าดูที่ตัวเลข ปี 2566 ไทยมีการค้าขายกับอเมริกาที่กว่า 6.7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากจากสมัย นายโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นประธานาธิบดี ที่ 4.9 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ แสดงว่า ความสัมพันธ์ด้านการค้าการลงทุนมีการขยับขยาย ตามนโยบายของ นายโดนัลด์ ทรัมป์ และนายโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนปัจจุบัน

ขณะที่การเลือกตั้งอเมริกาที่กำลังจะเกิดขึ้นนั้น ไม่ว่า จะเป็นนายโดนัลด์ ทรัมป์ หรือ นางคามาลา แฮร์ริส ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนต่อไป เขาต้องมองที่ประโยชน์ของสหรัฐอเมริกา เพราะฉะนั้น เขาไม่ได้ไทยขนาดนั้น แล้วถ้ามองที่ตัวนโยบายด้านเศรษฐกิจ สิ่งที่อเมริกาต้องการคือ เม็ดเงินที่เขาได้มากขึ้น ทั้งนี้ จากนโยบายจะเห็นว่า เขามองเรื่องเศรษฐกิจเป็นหลัก และ เรื่องของการเงิน ที่จะเห็นว่าในภาวะที่เกิดการปัญหาสงคราม ก็มีการแย่งกันเป็นสกุลเงินหลักของโลก ซึ่งส่วนตัวมองว่า เป็นหนึ่งปัจจัยของการขับเคลื่อนนโยบายทางเศรษฐกิจทางอเมริกา

Advertisement

ดังนั้น ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ในมุมมองของภาคเอกชนไม่ว่าจะเป็น นายโดนัลด์ จอห์น ทรัมป์ จากพรรครีพับลิกัน หรือ นางคามาลา แฮร์ริส จาก พรรคเดโมแครต จะขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี ล้วนมีนโยบายที่คำนึงถึงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ การค้าของประเทศตัวเองเป็นส่วนใหญ่ จึงไม่ได้มีผลต่อประเทศไทยที่แตกต่างกันมาก

อย่างไรก็ดี สำหรับประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศเล็ก ๆ จำเป็นจะต้องวางแผน และเตรียมรับมือ เพราะไม่ว่าใครจะขึ้นมา ล้วนมีผลกระทบทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย เมื่อดู สินค้าที่ไทยส่งออกไปสหรัฐ ส่วนใหญ่จะเป็นในกลุ่มของเครื่องจักรกล โทรคมนาคม หม้อแปลงไฟฟ้า ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้ลงถึงสินค้าเกษตร ขณะที่ ไทยนำเข้าจากสหรัฐ ส่วนใหญ่เป็นน้ำมันดิบ เครื่องจักรกลและเทคโนโลยี เคมีภัณฑ์ ซึ่งทำให้เห็นถึงความเปราะบางของสินค้า เนื่องจากไม่ได้ลงลึกไปถึงสินค้าที่เป็นฐานรากของเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง จึงเป็นเรื่องที่จะต้องมีการติดตามและผลักดันเพื่อให้ไทยมีโอกาสทางการค้ามากขึ้น

ส่วนการลงทุนจะเห็นว่าการลงทุนของสหรัฐเข้ามาลงทุนในเอเชียแปซิฟิก มูลค่าถึง 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ แต่ส่วนใหญ่เข้าไปลงทุนที่สิงคโปร์ ล่าสุด 40% ขณะที่การลงทุนที่ประเทศไทยมีเพียง 1.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ดังนั้น จึงควรทำให้ประเทศไทย เป็นฐานการผลิตซัพพลายเชน อยู่ระหว่างกลาง โดยภาครัฐจำเป็นจะต้อง กำหนดทิศทางนโยบายให้มีความเหมาะสม เป็นมืออาชีพ สร้างความเชื่อมั่น ในการดึงการลงทุน การค้า

“ในการเตรียมตัวของอเมริกาในการเข้ามาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาจจะดูไม่ค่อยแน่ใจว่าจะทิ้งไพ่ใบไหนดี ซึ่งเป็นช่วงรอยต่อ ไม่ใช่แค่เรื่องการเลือกตั้งประธานาธิบดี แต่รวมถึง ภูมิรัฐศาสตร์โลกด้วย เขากำลังเลือก และดูอยู่ว่าใครจะมีประโยชน์กับเขามากที่สุด”นายปณิธาน

ดังนั้น เมื่อได้ประธานาธิบดีสหรัฐแล้ว สิ่งที่จะต้องมองและติดตาม คือเรื่องของสงครามการค้า ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ สงครามสกุลเงิน และสหรัฐมองประเทศจีน เป็นภัยของประเทศ ด้วยจากเหตุนี้ จึงมีโอกาสที่จะทำให้สินค้าจีน ไหลมาที่ไทยมากขึ้น เนื่องจากลักษณะสินค้าของ ไทยและจีน มีความคล้ายกัน

อย่างไรก็ดี ในเรื่องการค้าของประเทศไทยไม่ควรแสดงตัวโดยการเลือกข้าง แต่ควรวางตัวให้มีความเหมาะสม และบางครั้งไทยเราต้องเป็นคนที่เข้าได้ทั้งสองข้าง การเจรจาพูดคุยจำเป็นจะต้องมีศิลปะ เพื่อเป็นการสร้างโอกาส ทางการค้า การลงทุนจากทั้ง 2 ประเทศ

“ไม่ใช่เราไม่เลือกข้าง แต่เราต้องเลือกทั้งสองข้าง เราจะต้องเป็นลูกรักของทั้งสองให้ได้ แม้ไม่ใช่ที่หนึ่งในใจอเมริกา หรือไม่ได้เป็นที่หนึ่งในใจจีน แต่รวมกันแล้วเป็นมากกว่ามี่หนึ่งของใครคนใดคนหนึ่ง”นายปณิธานกล่าว

ทั้งนี้ แน่นอนว่าการเตรียมพร้อมของภาคเอกชน ต้องดิ้นรนทุกอย่าง ดังนั้นจึงจำเป็นจะต้องมีการปรับตัว โดยเฉพาะการลงทุนด้านเทคโนโลยีเอไอ ต้องมีการเพิ่มมูลค่าต่อยอดจากสิ่งที่เข้ามาลงทุนในประเทศ และต้องศึกษา และระวังเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ เพราะเป็นเรื่องที่ใหญ่มาก นอกจากนี้ยังจำเป็นจะต้องให้ภาครัฐเข้ามาสนับสนุนให้เอกชนสามารถแข่งขันต่างประเทศหรือเทียบกับคู่แข่งได้โดยเฉพาะการดูแลเรื่องค่าพลังงานและค่าแรง