หน้าแรก การเมือง นักรัฐศาสตร์ ...

นักรัฐศาสตร์ ชี้ เร็วเกินฟันธง ใครชนะศึกทำเนียบขาว เตือนไทยตั้งสติเน้นประโยชน์ชาติ แนะ ‘ลู่ก่อนลม’

17.10.24 | 16:22 น.

นักรัฐศาสตร์ ชี้ เร็วเกินฟันธง ใครชนะศึกทำเนียบขาว เตือนไทย ตั้งสติเน้นประโยชน์ชาติ แนะ ‘ลู่ก่อนลม’ ฝึกเล่นบทนำ

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม ที่ห้องคริสตัล บ็อกซ์ ชั้น 19 เกษร เออร์เบิน รีสอร์ท อาคารเกษรทาวเวอร์ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ เครือมติชนและพันธมิตร นำโดย สมาคมอเมริกาศึกษาในประเทศไทย คณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และพันธมิตรหน่วยงานต่างๆ ร่วมกันจัดสัมมนาใหญ่ หัวข้อ “US Election 2024 เจาะลึก ศึกชิงทำเนียบขาว

ในช่วง เวลา 11.05 น. พบกับเวทีเสวนาในหัวข้อ “เลือกตั้งอเมริกาส่งผลอย่างไรต่อไทย” โดยผู้ร่วมเสวนา ดังนี้ ในด้านนโยบายต่างประเทศ รศ.ดร.จิตติภัทร พูนขำ รองคณบดีฝ่ายวิชาการและวิเทศสัมพันธ์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ในด้านการเมือง-สังคม ผศ.ดร.ประพีร์ อภิชาติสกล อาจารย์ประจำคณะสังคมศาสตร์ หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และอุปนายกสมาคมอเมริกาศึกษาในประเทศไทย และในด้านเศรษฐกิจ นายปณิธาน ปวโรฬารวิทยา รองเลขาธิการ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ดำเนินรายการโดย นายเอกภัทร์ เชิดธรรมธร

ในตอนหนึ่ง รศ.ดร.จิตติภัทร กล่าวในมุมมองด้านนโยบายต่างประเทศว่า การเลือกตั้งอเมริกาเสมือนเป็นการเลือกตั้งของโลก ที่ทุกประเทศจับตามอง และเร็วเกินไปที่จะบอกว่าใครชนะเลือกตั้งในครั้งนี้ สำหรับเอเชียตะวันออกเชียใต้ เป็นภูมิภาคที่สหรัฐ เรียกว่า ‘อินโดแปซิฟิก’ และเป็นคำหลักที่โลกใช้ แต่จีนอาจจะไม่ค่อยชอบคำนี้สักเท่าไหร่ ซูมเข้ามาที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งมีนโยบายที่ว่า ‘America First’ คือการสร้างให้อเมริกาให้กลับมายิ่งใหญ่เหมือนเดิม และเป็นนโยบายที่มุ่นเน้นการเจรจาเป็นหลัก ทั้งเรื่องการเจรจาทางธุรกิจ ไม่เอาพหุภาคีนิยม และเน้นเล่นเกม เน้นพันธมิตรระดับ 3 ฝ่ายล่าง 4 ฝ่ายล่าง ในช่วงที่ผ่านมา

Advertisement

ในทางกลับกัน โจ ไบเดน มีนโยบายลักษณะเสรีนิยม บทบาทความเป็นผู้นำของโลกเน้นเรื่องภาคีนิยม เน้นเรื่องการส่งเสริมสิทธิมนุษยชน ซึ่งสิ่งนี้จะเป็นความต่างของ ทรัมป์ และ ไบเดน ที่เห็นได้อย่างชัดเจน เรื่องของมติเรื่องคุณค่า จะเป็นจุดเด่นของนโยบาย ไบเดน ด้าน ทรัมป์ ก็มีนโยบายที่มีความไม่แน่นอน นโยบายอาจจะเปลี่ยนเป็นรายวัน รายชั่วโมง หรือรายนาที

“ในขณะที่ กมลา แฮร์ริส ตัวแทนจากพรรคเดโมแครต ในศึกการเลือกตั้ง สหรัฐครั้งนี้ จะมีลักษณะเป็น ไบเดน 2.0 แม้ว่าตัวเธอ จะบอกว่าต่างจาก ไบเดน แต่ผมว่า นั้นคือเหตุผลภายใน ที่ตอบโจทย์การเมืองสหรัฐ ถ้าคุณบอกว่ามันเหมือนเดิมแล้วใครจะเลือกคุณ การต่าง อาจจะต่างเล็กๆ น้อย

ส่วนตัวมองว่า ไบเดน มีนโยบายที่เหมือนกับ ทรัมป์ หลายคนบอกว่ามีความต่าง แต่ผมคิดว่า สำหรับอินโดแปซิฟิกแล้ว ไบเดน และ ทรัมป์ ไม่ได้ต่างกันอย่างมีนัยยะสำคัญ” รศ.ดร.จิตติภัทร กล่าว

รายละเอียดของ ไบเดน ในภูมิภาคมีความน่าสนใจ ตนคิดว่าต้องทันโลก รู้ทัน รู้รอบ และรู้ลึก ก่อนที่เราจะไปกำหนดนโยบายทิศทางได้ เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญในการดำเนินนโยบายต้องพิจารณา ดังนี้
1.สหรัฐต้องคงบทบาทความเป็นผู้นำในภูมิภาคนี้
2.เน้นการสร้างกฎกติกา หรือระเบียบโลก บทฐานเสรีประชาธิปไตย
3.การมองจีน คือการเป็นคู่แข่งทางยุทธศาสตร์
4.การทันจีน เราเห็นการสร้างระบบพันธมิตรใหม่ในภูมิภาคนี้ คือการเสริมสร้างพันธมิตรกับ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย ไทย ฟิลิปปินส์

“ความน่าสนใจไทยอยู่อันดับ 10 ใน 27 ประเทศอินโดแปซิฟิก ถ้าเราไปดูความสัมพันธ์ของสหรัฐกับไทย ไทยเราเป็นมิตรก็จริง เราเป็นในนามเฉยๆ เพราะความสัมพันธ์ทางความร่วมมือ ยังมีเส้นบางๆ หากเทียบกับ สหรัฐ-ญี่ปุ่น สหรัฐ-เกาหลีใต้ เราจะเห็นมิติที่สำคัญของการสร้างพันธมิตร เราจะเห็นกลไลระหว่างภูมิภาคเยอะ” รศ.ดร.จิตติภัทร กล่าว

รศ.ดร.จิตติภัทร กล่าวต่อไปว่า ในมติเรื่องความมั่นคงและเศรษฐกิจ ในช่วงไบเดน ทำให้เราเห็นว่า การมีความสัมพันธ์ทางมั่นคงกับภูมิภาค มันสอดรับไปกับเรื่องเศรษฐกิจอย่างแนบแน่น มีนัยะของการเชื่อมโยงระหว่างธุรกิจ ในประเทศที่ใช้ทั้งพลเรือนและทางทหารรวมกัน ไม่ว่าจะเป็น AI ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงทรัพยากรที่สำคัญ ต้องมีนัยยะที่สำคัญในการเชื่อมโยง

“เราจะเห็นได้อีกว่า ในช่วงไบเดน เราจะเห็นบทบาทที่สำคัญ คือการสร้าง Supply Chain ของโลกใหม่ การร่วมมือกับพันธมิตรพัฒนาทรัพยากรยุทธศาสตร์ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็น EV, Semiconductor เป็นต้น และในขณะเดียวกัน ก็ยังมีการปฏิเสธทรัพยากรเหล่านี้ อย่างที่แบนจีนออกไป จากโครงสร้างการผลิต คำถามใหญ่ คือ ไทยเรามีโอกาสที่จะอยู่ในระบบพันธมิตรนี้ได้ไหม มีโอกาสและข้อจำกัดอะไรที่สำคัญ“ รศ.ดร.จิตติภัทร เผย

จากนั้น รศ.ดร.จิตติภัทร กล่าวถึงทิศทางรับมือของรัฐบาลไทยกับสหรัฐว่า เมื่อเราเห็นทิศทางเป็นใครก็แล้วแต่ เราต้องตั้งสติดีๆ ต้องดูด้วยว่า ผลประโยชน์ของชาติเขา สอดคล้องกับผลประโยชน์ของประเทศเราหรือเปล่า

“คำถามคือ เราจะเลือกเข้าข้างใคร แรงกดดัน จะถูกบีบให้เลือกข้าง การแข่งขันผู้นำทางยุทธศาสตร์ต้องเลือกข้าง ผู้นำเอเชียทุกคนจะรู้ เพียงเราต้องรู้ว่าจะเล่นเกมอย่างไร ในเกมการเลือกข้างครั้งนี้ ถ้าผลประโยชน์ของเราในบางเรื่องสอดคล้องกับสหรัฐ เราก็ต้องเลือก ถ้าผลประโยชน์เราสอดคล้องกับจีน เราก็ต้องเลือก ผลประโยชน์ของชาติต้องว่าอยู่บนหลักการของระหว่างประเทศ ซึ่งจะทำให้ไทยจะมีท่าทีจุดยืนที่สง่างงามในเวทีระหว่างประเทศด้วย และเราต้องยอมรับความจริงว่า เราเผชิญหลายๆ เรื่อง ทั้งภาพใหญ่ของความมั่นคงเศรษฐกิจโลก ไทยเราไม่ได้อยู่ในจอเรดาร์ของสหรัฐมากเท่าใด“ รศ.ดร.จิตติภัทร กล่าว

รศ.ดร.จิตติภัทร กล่าวต่อไปว่า แม้ว่าตัวเลขการค้าจะดี แต่บางทีเขาอาจจะเล่นเราก็ได้ สิ่งที่เราต้องทำ คือ สร้างสมดุลระหว่าง สหรัฐ กับจีน

“เราจะรักษาสมดุลในเชิงรุกอย่างไร ไทยเรามักถูกมองว่า ไม่มีจุดยืนเป็นไผ่ลู่ลม ดังนั้นเราไม่ควรเป็น หลายครั้งเราต้องลู่ก่อนลม คือเราอาจจะต้องคิดไปข้างหน้าว่า โลกจะเป็นอย่างไร Scenario จะเป็นแบบไหน
เราอาจจะนิยามตัวเองว่า Leading Power บ้างไหม ที่สำคัญกับเราเช่น ตัวแสดงที่ให้ความสำคัญกับมนุษยธรรม เรื่องการพัฒนาเทคโนโลยี ซึ่งจะตอบโจทย์เรื่อง ภาคอุสาหกรรม เกษตรกรรม การบริการ และการท่องเที่ยว เป็นต้น ยกตัวอย่าง ในงาน TICA Cooperation กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ สิ่งนี้เป็นซอฟต์พาวเวอร์ที่ดีของเรามาก “ รศ.ดร.จิตติภัทร กล่าว

รศ.ดร.จิตติภัทร กล่าวต่อไปว่า การกลับเข้าไปสู่จอเรดาร์ ในอำนาจสหรัฐ เป็นเรื่องที่ถูกแล้ว เราพร้อมที่จะเป็นผู้เล่นในสิ่งที่เราเก่งหรือไม่ เช่นภาคอุตสาหกรรม เกษตรกรรม ธุรกิจภาครัฐพร้อมที่จะไปเล่นตรงนั้นไหม เช่น Semiconducto มันยักษ์ใหญ่มากในปัจจุบัน เราพร้อมจะเล่นไหม AI เราก็ต้องไป และไปแบบไหน
“หลายเรื่องต้องมานั่งคิดดีๆ สิ่งที่เราแนบแน่นกับสหรัฐ มันเป็นเรื่องของสัญลักษณ์เฉยๆ หรือไม่ หลายๆ ครั้ง เราไม่ได้อยู่ในตารางการเยือนของผู้นำสหรัฐ ทรัมป์ก็ดี ไบเดนก็ดี เราพร้อมไหมที่จะปรับเปลี่ยนนโยบาย การเลือกข้าง เราต้องคิดผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก เกียรติภูมิของประเทศเป็นหลัก และคิดเรื่องการสร้างยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศ เราจะไปทิศทางไหน รู้เขา รู้เรา เราต้องเล่นบทบาทความเป็นผู้นำมากขึ้น
แต่เราขาดในเรื่อง Leading Power คือการสร้างนโยบายที่เราจะเป็น Leading Power เราจะทำอย่างไร เราต้องมีวิสัยทัศน์ ว่าเราจะทำอย่างไร และการสร้างอัตลักษณ์ Leading Power

เราอยู่ตรงกลางมหาอำนาจซ้ายขวา หน้าหลัง ถ้าเราไม่ มีสภาวะการเป็นผู้นำ เราจะเจอกับปัญหาโจทย์ใหม่“ รศ.ดร.จิตติภัทร ทิ้งท้งท้าย

เมื่อผู้ดำเนินรายการ ถามทิ้งท้ายว่า มีข้อสังเกตว่า ถ้าทรัมป์ ขึ้นมา ความสัมพันธ์ของระหว่างสหรัฐกับปูติน จะดีขึ้น ?

รศ.ดร.จิตติภัทร กล่าวว่า ตนคิดว่ามีแนวโน้มสูงที่จะพูดคุยได้ง่าย แต่ 4 ปี ของทรัมป์ ไม่ได้ง่าย แม้จะมีช่องและประตูที่จะเจรจากันได้ อาจจะเห็นความไม่แน่นอน แต่เป็นสิ่งที่คาดเดาได้