หมายเหตุ – ศ.ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “US ELECTION 2024” จัดโดยเครือมติชน ที่ห้องคริสตัล บ็อกซ์ เออร์เบิน รีสอร์ท อาคารเกษรทาวเวอร์ เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม
“การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2567 ขณะนี้คะแนนทั้ง 2 พรรค ยังไล่ตามกันมาเรื่อยๆ โดนัลด์ ทรัมป์ มีแอพพลิเคชั่นในการเช็กฟีดแบ๊กซึ่งหลายสิ่งที่ทรัมป์เคยตอบแล้ว เรารู้สึกว่าสุดโต่ง ไม่มีเหตุผลในสายตาปัญญาชนทั่วโลก ปรากฏว่าเขาตอบตามฟีดแบ๊ก เป็นนโยบายที่คนอเมริกันส่วนใหญ่ไม่เคยรู้ ส่วน คามาลา แฮร์ริส มาช้าแต่ก็ได้รับการตอบรับจากปัญญาชน จากคนที่ห่วงใยนโยบายของทรัมป์ต่อการแตกแยกของสังคมอเมริกา ทำคะแนนช่วงหลังได้ดี และมีบทบาทเป็นที่ยอมรับในเวทีระหว่างประเทศ ดังนั้น คงต้องตัดสินกันหน้างาน
ผมได้คุยกับผู้รู้ทางด้านการต่างประเทศเมื่อ 2-3 วันก่อน มองว่าถ้าทรัมป์เป็น โลกจะปั่นป่วน แต่การเมืองอเมริกาจะนิ่ง แต่ถ้าแฮร์ริสเป็น โลกอาจไม่ค่อยผันผวน แต่การเมืองสหรัฐอาจปั่นป่วน แต่ผมมองว่า ไม่ว่าใครเป็นประธานาธิบดี โลกก็ผันผวนอยู่ดี
ถ้าทรัมป์เป็น จะเป็นความผันผวนที่คาดเดาได้ยาก อย่างในกรณีรัสเซีย-ยูเครน อาจจะลดความขัดแย้งลง โดยพูดคุยกับรัสเซียมากขึ้น อาจจะลดการสนับสนุนยูเครน แต่กรณีเกาหลีเหนือ และทะเลจีนใต้ คาดการณ์ไม่ได้ เรื่องการกีดกันทางการค้า คงขึ้นๆ ลงๆ เหมือนครั้งก่อน ที่ประกาศจะขึ้นภาษี เพราะการเจรจากันระหว่างจีนกับสหรัฐไม่คืบหน้า ขณะที่แฮร์ริส จะเป็นความผันผวนที่คาดการณ์ได้เหมือนเหตุการณ์โลกต่างๆ ที่เห็นช่วง โจ ไบเดน เป็นประธานาธิบดี ดังนั้น การกีดกันทางการค้า เทคโนโลยี การแข่งขันทางเอไอ อาจจะรุนแรงขึ้น หรือถอยก็ได้ แล้วแต่ว่าการเจรจาทางธุรกิจเป็นอย่างไร
ทรัมป์เป็นนักเจรจา เขาจะส่งผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศอยู่ข้างหน้า เป็นการซ้อนกันของเศรษฐกิจ และการเมือง และเป็นการเทสต์ฟีดแบ๊กของชนชั้นระดับกลาง วัยทำงาน และระดับฐานรากของสังคมอเมริกาอยู่ตลอดเวลา
ทั้งนี้ มี 2 ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ไม่ว่าใครได้เป็นก็ตาม คือ 1.ผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ และ 2.ด้านการเมือง-ความมั่นคง แบ่งเป็น 1.1 ระบบเศรฐกิจระหว่างปรเทศแบบเดิมๆ และ 1.2 ระบบเศรษฐกิจระหว่างประเทศทางเลือกใหม่
ผมเชื่อว่าสำหรับทรัมป์ การเปิดฟรีเทรด คงจะสั่นไหวพอสมควร เรื่องความตกลงการค้าเสรีของหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) ทรัมป์ก็ไม่เอา เป็นต้น กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจอินโด-แปซิฟิก (IPEF) ที่ไทยพร้อมเข้าร่วม ซึ่งมี 7 ประเทศในอาเซียนเข้าร่วมนั้น ต้องดูต่อไปว่าถ้าทรัมป์มา จะเอาหรือเปล่า รวมถึงองค์การการค้าโลก (WTO) ซึ่งคงไม่ให้ความสำคัญนัก ส่วนความสัมพันธ์กับจีน เรื่องการกีดกันทางการค้าน่าจะมากขึ้น กลายเป็นสงครามทางเทคโนโลยี
ผมคิดว่าถ้าทรัมป์ขึ้นมา คงเป็นลักษณะเอาใจอุตสาหกรรมภายในประเทศ ที่มีความสามารถในการแข่งขันน้อย แต่มีความสามารถในการล็อบบี้สูง ถ้าเจรจากับจีนได้ในบางเรื่อง ก็อาจจะพลิกเป็นการไม่กีดกัน แต่ถ้าเป็นเรื่องที่แรงกดดันในประเทศสูง เจรจาจีนไม่ได้ การกีดกันจะแรงทันที จะเกิดความไม่แน่นอนในมาตรการการค้า-การลงทุนระหว่างประเทศ โลกปั่นป่วนแน่ แต่จะทางไหน และมากน้อยแค่ไหน
สำหรับแฮร์ริส ถ้าเป็น IPEF คงเดินต่อแน่ เพราะอยากเอามาแทน CPTPP ส่วนเอเปค คงจะเดินต่อ เอเชียแปซิฟิกจะมีพาร์ตเนอร์ชิพ ขณะที่ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับจีน สงครามการค้าและเทคโนโลยี
คงยังมีอย่างต่อเนื่อง แต่คาดการณ์ได้ โดยอาจจะอาศัยกฎเกณฑ์บางอย่างเพื่อกีดกันอยู่บ้าง แต่ไม่อาศัย WTO เสียทีเดียว
1.2 ระบบเศรษฐกิจระหว่างประเทศทางเลือกใหม่ ผมมองว่าการรวมกันแบบเดิมอาจจะถูกต่อต้านคล้ายเดิม ขณะที่การรวมกันของกลุ่มประเทศบริกส์ BRICS บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน แอฟริกาใต้ ที่เดิมมี 5 ประเทศ แต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา เพิ่มอีก 6 ประเทศ มีประเทศที่น่าสนใจอย่าง ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อิหร่าน อาร์เจนตินา และอีก 20 ประเทศเข้าคิวอยู่ รวมถึงไทย เหมือนจะมาแทนสหประชาชาติ (UN) และองค์การการค้าโลก WTO หรือไม่
ที่น่าสนใจคืออินเดีย เป็นส่วนหนึ่งของ BRICS แต่พอเป็นเรื่องเศรษฐกิจ ดูเหมือนจะไม่ค่อยอยู่กับจีน พอมีสงครามยูเครน-รัสเซีย อินเดียไม่ได้อยู่กับตะวันตก เพราะมีประวัติศาสตร์ใกล้ชิดกับรัสเซีย จะเห็นว่าการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ มันเริ่มเมิร์ช (merch) กัน สงครามแบบใหม่ (economic war) กับสงครามแบบดั้งเดิม (traditional warfare) ไม่ได้แยกขาดเหมือนเมื่อก่อน แต่เชื่อมโยง และทำให้แต่ละประเทศมีจุดยืนในแต่ละเรื่องไม่เหมือนกัน ซึ่ง BRICS เริ่มคิดถึงระบบการชำระเงินที่จะมาแทน SWIFT พอรัสเซียถูกแซงก์ชั่น คนเริ่มหันมาใช้ระบบที่จีนคิดค้นในปี 2015 เรียกว่า CIPS แค่นั้นไม่พอ BRICS ยังคิดระบบการโอนเงินระหว่างประเทศที่ไม่ต้องพึ่งใคร เพราะเห็นแล้วว่าถ้าไม่ได้สนิทกับอเมริกา-ตะวันตก เมื่อเกิดขัดแย้งกัน แล้วถูกแซงก์ชั่นแบบนี้ขึ้นมา โอนเงินระหว่างประเทศไม่ได้ จะทำอย่างไรดี
ระบบเงินสำรองระหว่างประเทศ ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่เรียกว่า Special Drawing Right (สิทธิไถ่ถอนเงินจาก IMF) ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมานั้น บอร์ดของ IMF ให้ความสำคัญกับเงินหยวน เอาโควต้าของเงินเยนและปอนด์ ไปให้หยวน ตอนนี้โควต้าในตะกร้าของ SDR มาที่ 1 คือ ดอลลาร์ 2.ยูโร 3.หยวน และ 4.ปอนด์ แต่ BRICS ยังมองหาการสร้างสกุลเงินของ BRICS เกิดกระบวนการที่เรียกว่า ใช้ดอลลาร์ให้น้อยลง ขณะที่เงินหยวน เริ่มใช้ในการค้าระหว่างประเทศมากขึ้น
ซึ่ง สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้ไปเยือนซาอุดีอาระเบีย ประเทศที่ผลิตพลังงานมากที่สุด ตกลงว่าจากนี้จะใช้เงินหยวนในการซื้อขายพลังงาน การแข่งขันทางการเงินไม่ค่อยเป็นข่าว แต่รุนแรงและหนัก ตะวันตกยอมรับไม่ได้ ยิ่งกว่าเรื่องการค้าและเทคโนโลยีด้วยซ้ำ เพราะอเมริกาพูดตลอดว่า พิมพ์แบงก์เท่าไหร่ก็ไม่เป็นไร มีคนพร้อมถือดอลลาร์ แต่ถ้างเงินยูโรและหยวนมีบทบาทขึ้นมาก เพราะรัสเซียถูกแซงก์ชั่น จีนบอกไม่เป็นไร ฉันจะซื้อขายพลังงานจากรัสเซีย แต่ขอใช้เงินหยวนนะ กลายเป็นสกุลเงินที่ใช้มากเกินกว่าที่จีนเองต้องการ นี่คือสงครามทางการเงินที่ซ่อนอยู่ และทำให้เกิดความตึงเครียดหนัก
ดังนั้น ด้วยประเด็นเหล่านี้ เรื่องทางเลือกของระบบเศรษฐกิจใหม่ การรวมกลุ่มของ BRICS การใช้ระบบโอนเงินแทน SWIFT การสร้างเงินสำรองระหว่างประเทศ โดยลดบทบาทเงินดอลลาร์ ไม่ว่าใครจะมาเป็นประธานาธิบดี จะถูกต่อต้านคล้ายๆ กัน
ผมว่าเรื่องสงครามรัสเซีย-ยูเครน ถ้าเป็นทรัมป์ เขาจะพยายามยุติสงคราม เพราะมั่นใจว่าสนิทกับปูติน แต่ต้องดูต่อไปว่าทำได้จริงหรือไม่ เพราะอาจจะขัดกับตะวันตก รีพับลิกันอาจจะสนับสนุนยูเครนลดลง แต่แฮร์ริส น่าจะสนับสนุนยูเครนต่อไป
ส่วนปัญหาตะวันออกกลาง ผมคิดว่าในที่สุดแล้ว จุดยืนไม่น่าจะต่างกันมาก เพราะว่าพลังของชาวยิวที่อยู่ในอเมริกายังเซฟ Public Opinion คนอเมริกันได้อยู่ จุดยืนต่อผู้ก่อการร้ายคงคล้ายกัน และคงมองว่าอิหร่าน เป็นศัตรูทางการเมือง ที่ผ่านมาอิสราเอลอยากให้อิหร่านตอบโต้ ถ้ามีปัญหา อเมริกาช่วยเหลือในด้านข่าว อาวุธ การเมือง แต่ไม่เข้าร่วมรบ แต่ถ้าอิหร่านเข้ามา อเมริกาเข้าร่วมรบ ดังนั้น อิหร่านจะตอบโต้อิสราเอลเมื่อไร่ จะบอกอเมริกาให้รู้ล่วงหน้าโดยไม่เป็นข่าว และจะตอบโต้ให้มากที่สุดที่จะพอหยามอิสราเอลได้ แต่ไม่มากถึงขนาดที่อเมริกาจะถือว่าเข้าสู่สงคราม เมื่อไหร่ที่คาดการณ์กันผิด อาจจะเป็นสงครามที่ขยายวงออกไปค่อนข้างมาก ดังนั้น จุดยืนที่อเมริกายังคงไม่กล้าห้ามอิสราเอลมากว่าที่เป็นอยู่ ก็คงเหมือนเดิม
ส่วนปัญหากับจีน คิดว่าทั้ง 2 พรรค คงใช้นโยบายแหย่จีนเหมือนเดิม ให้จีนไม่สามารถอยู่นิ่งๆ ได้ ส่วนตัวแล้ว ผมเห็นว่าตะวันตกคิดผิด การแหย่ให้จีนไปหมกมุ่นกับ ไต้หวัน ฮ่องกง ทะเลจีนใต้ แล้วจะได้ห่างจากรัสเซีย ไม่มีเวลามาดูแลอาเซียน และ BRICS มากเท่าที่ควรนั้น แต่ 3 ปีที่ผ่านมาตรงกันข้าม ยุทธศาสตร์ของตะวันตก กลับทำให้จีน-รัสเซียใกล้ชิดมากขึ้น และประเทศกลางๆ หันมาเข้าข้างจีน เพราะเดินหน้าเรื่องการพัฒนา และอยู่ร่วมอย่างสันติ ขณะที่จีนก็พยายามล้อมแต่ไม่รบต่อไป คราวที่แล้วแค่ฝึกอาวุธ เครื่องบินขับไล่ ไทยต้องหยุดการบิน การขนส่งจากอาเซียนไปเกาหลี และญี่ปุ่น ต้องหยุด ลองจีนล้อมแต่ไม่รบสัก 3 เดือน จะเกิดอะไรขึ้นกับเศรษฐกิจไทย
จีนมีพันธมิตรอยู่ใน BRICS มีเพื่อนอยู่ในอาเซียน ผมเชื่อว่าแฮร์ริสน่าจะทำได้มากกว่าทรัมป์ ในการดึงพันธมิตรของจีนออกไปอยู่กับอเมริกามากขึ้น เช่น IPEF เป็นการดึงพันธมิตรอาเซียนที่สนับสนุน One Belt One Road ซึ่งอินเดียยังไม่เข้า RCEP อาจจะแตะมือกับสหรัฐมากขึ้น เป็นต้น
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาบทบาทขององค์การระหว่างประเทศ โดยเฉพาะ UN ถูกด้อยค่าไปอย่างมาก เพราะถูกมองว่าทำอะไรไม่ได้เลยเรื่องปัญหาตะวันออกกลาง บทบาทความเป็นผู้นำในการไกล่เกลี่ยเพื่อสันติภาพหายไป มติของสมัชชาใหญ่ กลายเป็นแค่คำแนะนำ ไม่มีผลผูกพัน ที่จะมีผลผูกพันคือมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ แต่จะต้องไม่มีเสียงวีโต้ของ 5 ประเทศ ดังนั้น เมื่อมีเรื่องไม่พอใจ ประเทศเหล่านั้นจะวีโต้ มติที่จะมีผลผูกพันก็ออกไม่ได้ ถูกด้อยค่าลงไป เช่น ศาลโลกให้ทำ แต่อิสราเอลไม่ทำ หน่วยรักษาสันติภาพของ UN ถูกโจมตี ซึ่งยูเอ็นก็ประท้วงแต่ไม่มีผล ดังนั้น เรื่องกฎหมายระหว่างประเทศ ความช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรม เราเห็นแล้วว่าในฉนวนกาซา ทางใต้ของเบรุตที่รบกัน หรือในยูเครน-รัสเซีย กฎหมายระหว่างประเทศถูกละเลยเป็นอย่างยิ่ง
ขณะที่ความขัดแย้งของเมียนมาจะซับซ้อนมากขึ้น มี 3 ระดับ คือ 1.ชนกลุ่มน้อยขัดแย้งกันเอง พอมีปฏิวัติรัฐประหาร ก็เกิดความขัดแย้งอีกระดับ 2.ระหว่างรัฐบาลทหาร และฝ่ายต่อต้าน (กองกำลังพิทักษ์ประชาชน)
มีการช่วยเหลือทางอาวุธจากประเทศข้างนอก ส่วนระดับสุดท้ายเพิ่งเกิดปลายปีที่แล้ว 3.ระดับภูมิรัฐศาสตร์ (Geo politics) ที่เข้ามาอยู่ข้างบ้าน (เมียนมา) ไทยไม่ค่อยมองผ่านเลนส์อันใหม่ ยังมองแบบเก่าว่ายังไงรัฐบาลทหาร
เมียนมาก็ชนะ แต่ความจริงไม่ชนะ แต่ไม่แพ้
ฉะนั้น ไทยที่มีพรมแดนติดกัน 2,400 กิโลเมตร เวลาไทยมีปัญหาทางภาคเหนือ ตะวันตก กับส่วนกลาง มัณฑะเลย์, เนปยีดอ, ย่างกุ้ง บางเรื่องจะพูดกับรัฐบาลทหารเมียนมาได้แต่บางเรื่องต้องไปพูดกับคนอื่น ซึ่งสหรัฐเริ่มเห็นเรื่องนี้ ก็เริ่มเข้ามา แตะมือสื่อสารกับรัฐบาลทหารเมียนมา เลยเป็นการขัดแย้งกันของมหาอำนาจ เหมือนที่เราเห็นอย่างในทะเลจีนใต้ อันตรายของเราคือยังนั่งท่องฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน ซึ่งผ่านมา 3 ปีแล้ว เรายังไม่บรรลุสักข้อ ขณะนี้อาเซียนคิดว่าจะทำทรอยก้าพลัส คุยในวงกว้างขึ้น ต้องคุยกับจีน อินเดีย บังกลาเทศด้วย เพราะความขัดแย้งของมหาอำนาจอยู่ในเมียนมา
ปัญหาหลักของไทย คือผู้อพยพพลัดถิ่นชาวเมียนมา ที่เข้ามาอยู่ ไม่ได้จดทะเบียน 2 ล้านคน และเป็นแรงงานที่สำคัญ ความช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรม ไทยจะทำต่อหรือไม่ ไทยมีความสามารถสูงในการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ทั้งจีนและอเมริกาก็สนับสนุนไทย การจะผลักดันให้เจรจา ต้องเข้าใจก่อนว่าแต่ละฝ่ายที่ขัดแย้ง มีผู้สนับสนุนที่เป็นมหาอำนาจอยู่ข้างนอก
ผมว่าไทยต้องกวาดสัญญาณในอนาคตให้ดี เพราะกระทบจุดยืน ปากท้องของไทย เราไม่ได้ขัดแย้งกับรัสเซีย-ยูเครน แต่พอเขาแซงก์ชั่นพลังงาน ค่าครองชีพขึ้น เดือดร้อนทันที หรือกรณีฮูตีโจมตีเรือที่ผ่านทะเลแดง พอเรือผ่านไม่ได้ ต้องไปอ้อมแหลมกู๊ดโฮป แอฟริกาใต้ ค่าระวางเรือขึ้น สินค้าเราแพงขึ้น ค่าใช้จ่ายในการส่งออกก็สูงขึ้น ฉะนั้น อะไรที่อยู่ไกลๆ ในโลกปัจจุบันนี้ กระทบเราอยู่ดี อย่าไปคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว
บทบาทแรก ผมคิดว่า 1.เราต้องทันเศรษฐกิจของโลกในปัจจุบัน ที่มีการกีดกันทางการค้า และมีเศรษฐกิจทางเลือกเพิ่มขึ้น เราจะเอาทางไหน หรือไปทั้ง 2 ทาง แต่ต้องฟังกระแสมหาอำนาจให้ดีว่า อันไหนจะรุ่ง-จะร่วง AI ไทยต้องตามให้ทันโลก การเมือง ดูแค่จีน-อเมริกาไม่พอ ต้องดูว่าเขาขัดแย้งกันเรื่องอะไร ผลประโยชน์อยู่ที่ไหน ประเทศที่เข้าข้างแต่ละฝั่งไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว ต้องตามให้ทัน ตอนนี้สังคมเขาพูดกันเรื่อง sustainability เรื่องประชาธิปไตย เรื่องสิทธิมนุษยชน ผมว่าต้องวางจุดยืนประเทศ ให้ปลอดภัย เรามีคุณสมบัติหนึ่งคือเป็นสะพานเชื่อมที่ดี แต่อย่าไปเชื่อมในเรื่องที่ไม่มีพลัง ปัญหารัสเซีย-ยูเครน ตะวันออกกลาง เราไม่มีพลัง ที่พอมีพลังคือเมียนมา เรื่องการช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรม ผมว่าเราต้องเดิน
ทางที่ 2.หาทางออกจากความขัดแย้ง เรามีทางเป็นผู้ผลักดันคุยกับผู้ที่เกี่ยวข้องได้ อย่างกรณีทะเลจีนใต้ อาจร่วมมือกับอาเซียนให้ไม่เกิดความขัดแย้งนี้ เหมือนรูปแบบที่เราทำกับมาเลเซียตั้งแต่ปี 1978 เราพัฒนาพื้นที่ร่วมกัน ไม่มีความแตกร้าว
ไม่ว่าเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร โลกก็คงป่วน แต่จะป่วนแบบคาดการณ์ได้ หรือไม่ได้ แต่ไม่ว่าอย่างไร ไทยก็ต้องกวาดสัญญาณอนาคต”

