US Election 2024 เจาะลึก ศึกชิงทำเนียบขาว

18.10.24 | 08:39 น.

หมายเหตุ – ศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายฟิล โรเบิร์ตสัน อดีตประธานกลุ่มคนอเมริกันที่เป็นสมาชิกพรรคเดโมแครตในประเทศไทย และอดีตรองผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชีย Human Rights Watch และ ม.ล.ณัฏฐกรณ์ เทวกุล ร่วมเวทีเสวนา US Election 2024 เจาะลึก ศึกชิงทำเนียบขาว ของเครือมติชนจัดขึ้นเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม

สิริพรรณ-ฟิล โรเบิร์ตสัน

เทียบจุดแข็ง-จุดอ่อนนโยบาย‘ทรัมป์-แฮร์ริส’

ศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี
อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Advertisement

นโยบายของทรัมป์ที่สามารถดึงดูดใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตัดสินใจที่จะลงคะแนนให้เขาได้คือ นโยบายด้านเศรษฐกิจ ซึ่งให้ความสำคัญกับการลดอัตราภาษี โดยตั้งแต่สมัยที่ทรัมป์นั่งเก้าอี้ประธานาธิบดี อัตราภาษีสูงสุดของสหรัฐอยู่ที่ 39% นโยบายของทรัมป์ทำให้ลดลงมาเหลือ 37% และในครั้งนี้เขาให้คำมั่นระหว่างการรณรงค์หาเสียงว่าจะลดภาษีจาก 21% ในปัจจุบันให้เหลือเพียง 15%

อีกนโยบายโดดเด่นของทรัมป์คือ เรื่องผู้อพยพ จากกรณีรัฐบาลสหรัฐภายใต้การนำของประธานาธิบดีโจ ไบเดน จากพรรคเดโมแครตในปัจจุบัน ปล่อยให้มีผู้อพยพเข้ามาสหรัฐสูงสุดเป็นประวัติการณ์ จำนวนกว่า 300,000 คนในปี 2023 สร้างความไม่พอใจแก่ชาวอเมริกันจำนวนหนึ่งเป็นอย่างมาก เนื่องจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งกลุ่มนี้มองว่าผู้อพยพที่ทะลักเข้ามาในประเทศส่งผลกระทบต่อภาวการณ์ว่างงาน อาชญากรรมที่สูงขึ้นและการเข้าถึงระบบสาธารณสุข ขัดแย้งกับนโยบาย “อเมริกามาก่อน” ซึ่งให้ความสำคัญกับความเป็นอยู่ของคนอเมริกันในประเทศ

ด้านความสัมพันธ์ต่อโลก ทรัมป์หาเสียงว่าจะขึ้นภาษีนำเข้าที่ 10-20% โดยปัจจุบันภาษีนำเข้าของสหรัฐอยู่ที่ 3% เท่านั้น และทรัมป์จะขึ้นภาษีจากสินค้านำเข้าจากจีนมากถึง 60% ทั้งนี้ อัตราภาษีนำเข้าที่ทรัมป์ออกต่อจีนตั้งแต่เมื่อปี 2018 ไบเดนคงอัตราเดิมไว้จนถึงปัจจุบัน แสดงให้เห็นว่าทั้งสองพรรคการเมืองมองว่าจีนเป็นภัยคุกคามสำคัญ ด้านความสัมพันธ์ทวิภาคี ทรัมป์อาจไม่ให้ความช่วยเหลือยูเครนเพื่อรับมือกับรัสเซียในสงครามระหว่างสองประเทศ ส่วนในมิติความสัมพันธ์ระดับพหุภาคี ทรัมป์จะบังคับให้สมาชิกนาโตชำระค่าใช้จ่ายในการเป็นสมาชิกด้วย

จุดด้อยของทรัมป์ที่อาจทำให้เขาสูญเสียคะแนนไป คือเรื่องสิทธิในการทำแท้ง โดยจากคำวินิจฉัยของศาลสูงสุดที่สมาชิกถูกแต่งตั้งโดยทรัมป์ขณะที่เขาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี 3 ราย ซึ่งยกเลิกคำตัดสินคดี Rod v. Wade ที่อนุญาตให้หญิงตั้งครรภ์สามารถทำแท้งได้อย่างถูกกฎหมายนั้น เป็นประเด็นที่ทำให้ฐานคะแนนเสียงเพศหญิงของเขาเข้มแข็งมากขึ้น คดีความที่ทรัมป์เผชิญอย่างต่อเนื่องเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ชาวอเมริกันให้ความตระหนัก อาทิ คดียักยอกเงินบริจาคในพรรคการเมืองระหว่างการหาเสียงเมื่อปี 2016 รวมถึงการปลอมแปลงเอกสาร การยุยงให้เกิดเหตุจลาจลวันที่ 6 มกราคม การเก็บเอกสารราชการไว้ที่บ้านและคดีฉ้อโกงด้วย

เมื่อถามว่าความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับไทยและภูมิภาคเอเชียจะเปลี่ยนหรือคงเหมือนเดิมอย่างไร หากทรัมป์และแฮร์ริสชนะการเลือกตั้ง ในสถานการณ์ที่จีนมีบทบาทต่อไทยและอาเซียนมากขึ้นเรื่อยๆ ไทยจะยังคงจุดยืนไม่เลือกข้างต่อไปได้หรือไม่

“สหรัฐมองว่าไทยเปรียบเสมือนร้านโชห่วยเล็กๆ ไม่ได้เป็นร้านค้าที่มีสิ่งใดที่สหรัฐต้องมาเยียวยาแผลใจเหมือนเวียดนาม และไม่ได้เป็นห้างสรรพสินค้าที่มีสิ่งของหยิบจับหลากหลาย” เห็นได้จากเมื่อทรัมป์ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี นโยบายการต่างประเทศของเขามีความไม่ชัดเจน และเป็นการคิดไปทำไปมากกว่า หากทรัมป์ได้นั่งเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐอีกครั้งจะมีความไม่แน่นอนสูง ในขณะที่แฮร์ริสเองไม่ได้มีประสบการณ์เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมากนัก แต่คาดว่านโยบายการต่างประเทศของเธอคงคล้ายกับสมัยของไบเดน

“สิ่งที่อยู่ในหัวใจของทรัมป์และแฮร์ริสคือ จีน ซึ่งเป็นภัยคุกคามสำคัญทั้งเศรษฐกิจและความมั่นคง ดังนั้น ไม่ว่าสองคนจะขึ้นมาในแง่ของการค้า การตั้งกำแพงภาษี การใช้สงครามการค้า จะเป็นเรื่องใหญ่มาก การที่เราเสนอตัวเป็นสมาชิก BRICS กับ OECD จะส่งผลอย่างไร ไทยจะดำเนินนโยบายอย่างไร จุดยืนของไทยนโยบายไผ่ลู่ลมหรือความพยายามประสานประโยชน์เป็นรัฐทางเลือกมาถูกทางแล้ว การไม่เลือกข้างหรือเลือกทั้งสองข้างอันนี้ก็ถูกทางแล้ว แต่ประเด็นสำคัญคือเราควรมีท่าทีที่ชัดเจนต่อจีนและสหรัฐอเมริกาและในหลายๆ เรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรุกรานยูเครนของรัสเซีย จุดยืนที่เป็นประชาธิปไตยและประนีประนอมกับทั้งสองฝั่งเป็นเรื่องที่ไทยจะต้องตั้งหลักให้มั่น”

ฟิล โรเบิร์ตสัน
อดีตประธานกลุ่มคนอเมริกันที่เป็นสมาชิกพรรคเดโมแครตในประเทศไทย
และอดีตรองผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชีย Human Rights Watch

นโยบายของนางคามาลา แฮร์ริส รองประธานาธิบดีสหรัฐ ตัวแทนจากพรรคเดโมแครตแตกต่างจากนายโดนัลด์ ทรัมป์ ตัวแทนจากพรรครีพับลิกัน เกือบทุกประการ เช่น เรื่องสิทธิสตรี สิทธิการทำแท้งที่เธอมองว่าสำคัญ ซึ่งแฮร์ริสพูดตลอดเวลาว่ารัฐบาลไม่ควรแทรกแซงชีวิตของประชาชน ส่วนเรื่องผู้อพยพ แฮร์ริสถูกโจมตีเรื่องนี้มาก แต่เธอเพิ่งให้สัมภาษณ์สถานีโทรทัศน์ฟ็อกซ์ว่าพร้อมที่จะหาทางแก้ปัญหาเรื่องนี้ แต่ทรัมป์ไม่เอาด้วย

แฮร์ริสยังมุ่งเน้นเรื่องความสำคัญของเทคโนโลยีว่าจะเปลี่ยนโลกอย่างไรและผลักดัน CHIPS and Science Act ของอเมริกา ที่จะลงทุนเงิน 285 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในการผลิตเทคโนโลยีและฮาร์ดแวร์ในอเมริกา เพราะมองว่าเทคโนโลยีเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศ อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับการแข่งขันกับจีนด้วย ทรัมป์และแฮร์ริสมองว่าจีนเป็นตัวปัญหาที่จะแข่งกันตลอดเวลา แต่ทรัมป์จะนำเรื่องภาษีมาแข่งกับจีน แต่แฮร์ริสมองว่าจะต้องเจรจาต่อรอง เรื่องจีนนั้นเราจึงมองว่าแฮร์ริสจะมีจุดยืนที่หนักแน่นแต่เป็นปฏิปักษ์น้อยกว่าทรัมป์

ทรัมป์และแฮร์ริสยังมีความแตกต่างกันเรื่องภาวะโลกร้อน ทรัมป์บอกว่าถ้าเป็นประธานาธิบดีอีกครั้ง จะนำสหรัฐออกจากข้อตกลงปารีสที่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาโลกร้อนอีกครั้ง ทั้งๆ ที่อเมริกาเป็นหนึ่งในผู้ปล่อยก๊าซคาร์บอนมากที่สุดในโลก แฮร์ริสมองว่าภาวะโลกร้อนเป็นภัยระดับโลกที่ทุกคนต้องเผชิญหน้า แต่ทรัมป์ยังมองว่านักวิทยาศาสตร์คิดผิดและไม่มีปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม ส่วนประเด็นความมั่นคง แฮร์ริสบอกว่าองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (นาโต) เป็นพันธมิตรทางทหารที่สุดยอดที่สุดในประวัติศาสตร์โลก เปรียบกับทรัมป์ที่บอกว่านาโตไม่ได้เรื่อง ไม่สมทบเงินมากพอที่จะแก้ปัญหาได้และอเมริกาอาจถอนตัวออกจากนาโต

เรื่องสงครามในฉนวนกาซาและตะวันออกกลางก็เป็นประเด็นน่าสนใจและเป็นปัญหากับแฮร์ริส เพราะรัฐมิชิแกนมีชาวอาหรับ-อเมริกันอาศัยอยู่ 3 แสนคน และมองว่าไบเดนสนับสนุนอิสราเอลอย่างไม่มีข้อยกเว้น จึงมองว่าแฮร์ริสเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาด้วย แฮร์ริสพยายามมีจุดยืนที่แตกต่างกับไบเดนและบอกว่าไม่เห็นด้วยกับอิสราเอลที่ละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมในการโจมตีพลเรือนกาซาและเลบานอน เพื่อเรียกเสียงสนับสนุนในมิชิแกน แต่ไม่รู้ว่าความพยายามของแฮร์ริสจะสำเร็จหรือไม่ ส่วนในเอเชีย แฮร์ริสยังคงดำเนินนโยบายแบบเดียวกับไบเดน อาจไม่เหมือนกันทุกประการแต่อย่างน้อยก็จะมีความราบรื่น ไม่ได้เกิดความวุ่นวายเหมือนทรัมป์หากขึ้นเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ

“ไทยก็ยังเป็นพันธมิตรหลักของสหรัฐในระดับภูมิภาคเอเชียอยู่ดีไม่ว่าใครจะเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ ที่จะแตกต่างคือเรื่องการค้า ซึ่งทรัมป์สนับสนุนการเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มขึ้น 10-20% ไม่ว่าสินค้าจะมาจากประเทศไหน ก็จะกระทบกับบริษัทส่งออกจากไทยโดยตรง แต่แฮร์ริสจะสนใจเรื่องสิทธิมนุษยชนและสิทธิแรงงานมากกว่าทรัมป์ แฮร์ริสมองว่าอเมริกาจะไม่ยอมรับสินค้าที่ผลิตโดยบริษัทที่เอาเปรียบคนงานไม่ว่าจะผลิตที่ประเทศใดก็ตาม แฮร์ริสไม่ได้ต้องการการค้าเสรีเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องการการค้าที่ยุติธรรมด้วย”

‘ม.ล.ณัฏฐกรณ์’ชี้ 5 ปัจจัย

ชาวมะกันจะโหวตใครเป็น ปธน.

ม.ล.ณัฏฐกรณ์ เทวกุล

ผลโพลของสื่อแต่ละสำนักในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 5 พฤศจิกายนี้พบว่า ผลโพลคะแนนนิยมใน 7 มลรัฐสะวิงสเตตของสำนักข่าว Euronews แสดงให้เห็นว่านายโดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐและตัวแทนจากพรรครีพับลิกันเพื่อชิงตำแหน่งประธานาธิบดี มีคะแนนเหนือนางคามาลา แฮร์ริส รองประธานาธิบดีสหรัฐและตัวแทนจากพรรคเดโมแครต เพียงแค่ 2 ใน 7 รัฐเท่านั้น แต่ว่ากันว่าให้จับตาการนับคะแนนในมลรัฐโอไฮโอ ที่มีคะแนนของคณะผู้เลือกตั้ง (electorial vote) เยอะ มีความเป็นรัฐสะวิงสเตตที่รีพับลิกันและเดโมแครตผลัดกันชนะในรัฐนี้และส่วนใหญ่หากใครชนะในรัฐโอไฮโอจะชนะการเลือกตั้งสหรัฐ โพลเกือบทุกสำนักชี้ว่าทรัมป์นำแฮร์ริสขาดลอยในโอไฮโอ หากทำนายว่าแฮร์ริสจะชนะการเลือกตั้งเพราะเธอกำลังมีคะแนนนิยมนำในรัฐสะวิงสเตตส่วนใหญ่ก็เป็นความคิดที่ถูก แต่ถ้าดูเฉพาะในโอไฮโอ โพลส่วนใหญ่ให้ทรัมป์ชนะขาด เราจึงกลับมาที่จุดเดิมว่าเราก็ยังฟันธงไม่ได้อยู่ดีว่าใครจะชนะการเลือกตั้ง

เมื่อดูโพลสำรวจทั่วประเทศก็จะขึ้นอยู่กับว่าคุณดูสำนักไหน ฟ็อกซ์นิวส์บอกว่าทรัมป์มีคะแนนนิยมนำแฮร์ริสในเดือนตุลาคมที่ 50% ต่อ 48% เปลี่ยนจากในเดือนกันยายนที่บอกว่าแฮร์ริสเป็นฝ่ายนำ ขณะที่โพลที่ The Congress จัดทำร่วมกับ YouGov บอกว่าแฮร์ริสนำทรัมป์ 49% ต่อ 45% ด้านโพลของสำนักข่าวเอ็นบีซีบอกว่าทรัมป์และแฮร์ริสเสมอกันที่ 48% หากทรัมป์จะชนะการเลือกตั้งจะต้องมีปัจจัยเสริมที่ทำให้คนเทคะแนนให้ โดยเฉพาะในส่วนคนที่ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเลือกใคร ในการเมืองการเลือกตั้งสหรัฐมีอยู่ด้วยกัน 5 ปัจจัยที่ทำให้คนชั่งน้ำหนักในการตัดสินใจว่าจะเลือกใคร ปัจจัยแรกคือ เศรษฐกิจ ว่าเป็นอย่างไร ซึ่งตอนนี้ดูตามตัวเลขจีดีพีจะพบว่าเศรษฐกิจของสหรัฐยังไม่อยู่ในภาวะถดถอย ธนาคารกลางสหรัฐสามารถปรับอัตราดอกเบี้ยแบบ soft landing ได้ เพราะอัตราเงินเฟ้อปรับลดลงมาแล้วหลังแตะระดับสูงสุดตลอดกาลในยุคของประธานาธิบดีโจ ไบเดนที่ทรัมป์เอามาใช้หาเสียง ปัจจัยที่สองคือ Emotion ว่ามีม็อบหรือไม่ ทัศนคติของคนเลือกตั้งในมุมหนึ่งคือไปเลือกตั้งเพื่อเปลี่ยนผู้นำให้เกิดความสงบในบ้านเมือง แต่เมื่อไม่มีม็อบแล้วเราต้องเปลี่ยนผู้นำหรือไม่

ปัจจัยที่สาม ที่มีอิทธิพลต่อการเลือกตั้งคือ เรื่องนโยบายการต่างประเทศ ในปัจจุบันภูมิรัฐศาสตร์มีความขัดแย้งสูง สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางรวมถึงสถานการณ์การสู้รบในยุโรปตะวันออกประเด็นนี้จำแนกคนออกได้เป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มคนที่ต้องการคนที่หนุนภารกิจการสู้รบในต่างประเทศ และที่สามารถคาดเดาได้ว่าจะดำเนินนโยบายอย่างไร หรือกลุ่มคนที่ต้องการผู้สนับสนุนให้ชาติดำเนินนโยบายโดดเดี่ยว (isolationist) แต่ไม่สามารถคาดเดาได้

เรื่องนโยบายการต่างประเทศเอื้อต่อทั้งแฮร์ริสและทรัมป์ในแบบที่ไม่เหมือนกัน ผู้ที่มีสิทธิเลือกตั้งที่ต้องการยุติการสู้รบในยูเครน รวมถึงการให้ความช่วยเหลือกับยูเครนทั้งในเรื่องงบประมาณและอาวุธยุทโธปกรณ์ หรือต้องการให้สหรัฐมีส่วนร่วมกับอิสราเอลให้ทำสงครามกับอิหร่าน โดยทรัมป์มีความเชื่อว่าอิหร่านเป็นผู้สั่งการการลอบสังหารที่เขาเผชิญ คนกลุ่มนี้มีแนวโน้มว่าจะเลือกทรัมป์ อย่างไรก็ดี ในกรณีที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องการผู้นำที่กล้าขวางนายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ในการทำสงคราม และแสดงความจำเป็นที่จะต้องเปิดให้สหประชาชาติมีบทบาทดำเนินภารกิจในด้านมนุษยธรรม หรืออยากเห็นผู้นำที่มีท่าทีแข็งข้อกับปูตินบ้าง แฮร์ริสเป็นตัวเลือกที่จะตอบโจทย์คนกลุ่มนี้

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือเรื่องที่แฮร์ริสไม่ได้ชนะการเลือกตั้งในรอบการเลือกตั้งขั้นต้น (Primary Vote) ด้วยเสียงสนับสนุนของเธอเอง หากถามพรรคเดโมแครตว่าอยากให้คนเป็นตัวแทนพรรคเพื่อชิงตำแหน่งประธานาธิบดี พวกเขาจะเสนอชื่ออื่น โดยเรื่องนี้เป็นปัจจัยลบที่ควรคำนึงถึงเวลาทำโพล

สำหรับปัจจัยสุดท้ายนั้นคือเรื่องคาริสม่าหรือความมีเสน่ห์ดึงดูดของตัวแทนพรรคแต่ละพรรคเพื่อชิงตำแหน่งประธานาธิบดี โดยเรื่องนี้ทรัมป์ได้เต็มๆ เขามีบุคลิกที่น่าตื่นเต้น สนุกและมีความเป็นตัวของตัวเองสูง ทั้งนี้ เรื่องนี้เป็นดาบ 2 คมและมีผลในแง่ลบคือคนเกลียดจะเกลียดแรง ซึ่งปัจจัยเรื่องคาริสม่านี้จะมีผลต่อการตัดสินใจลงคะแนนเสียงในวินาทีสุดท้าย ซึ่งอาจจะพลิกไปจากโพลที่แฮร์ริสนำอยู่ประมาณ 2%