หน้าแรก การเมือง ‘สรวงศ์ เทียน...

‘สรวงศ์ เทียนทอง’ กางมิชชั่น-ฟื้นเรตติ้งพท.

19.10.24 | 11:47 น.

หมายเหตุ นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และเลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) บุตรนายเสนาะ เทียนทอง ประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาพรรค พท. กับนางอุไรวรรณ
เทียนทอง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ให้สัมภาษณ์ “มติชน” ถึงมุมมองทางการเมืองและเสถียรภาพของพรรคร่วมรัฐบาล

 

เส้นทางการเมืองผ่านการเป็น ส.ส. 4 สมัย ครอบครัว คุณพ่อ คุณแม่ บ่มเพาะความเป็นนักการเมืองอย่างไร 

ผมอยู่ต่างประเทศมาครึ่งหนึ่งของชีวิต เมื่อกลับไทยมาก็ตามคุณพ่อไปหาเสียงตลอด และจะลงสมัครรับเลือกตั้งตั้งแต่ปี 2544 แต่อายุยังไม่ถึง ขาดอีกไม่กี่เดือน ตอนนั้นเป็นพรรคไทยรักไทยสมัยแรก ผมก็ได้มีโอกาสไปทำงานกับ นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรี อยู่กับนายสุรเกียรติ์ 4 ปีเต็มๆ จนกระทั่งปี 2548 ก็ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งแรก คำสอนต่างๆ ของคุณพ่อคุณแม่ผมได้ซึมซับมาตั้งแต่เด็กๆ ได้เห็นการทำงานมาตลอด เพราะคุณแม่ก็เป็นข้าราชการ ฉะนั้น เวลาผมเข้าทำงานที่ไหนผมก็ยินดีที่จะบอกว่าเป็นลูกข้าราชการ แต่มีสองมุมคือ เป็นลูกราชการด้วยและลูกนักการเมืองด้วย แต่ก็ได้เปรียบตรงที่เราได้รู้วิธีการทำงานและให้เกียรติข้าราชการทุกคน

การทำงานของคุณพ่อเป็นแบบไหน ผมก็พยายามที่จะทำให้เหมือน คือเป็นคนตรงไปตรงมา และผมเคยคุยกับ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ตอนนั้นเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ว่าเราเป็นคนแบบไหน เราเป็นคนตรงๆ ซึ่ง น.ส.แพทองธารก็พูดชัดเจนว่า “เหมือนอิ๊งค์เลย อิ๊งค์ก็เป็นคนตรงๆ ขอให้บอกมา” นี่เป็นสิ่งที่เราดำเนินชีวิตมาโดยตลอด อะไรที่คอมโพรไมซ์ คุยได้ เราก็คุย อะไรที่ต้องเด็ดขาดและตัดสินใจก็ต้องทำ นี่เป็นเหมือนสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่สอนมาโดยตลอด และได้ซึมซับมาโดยสายเลือด

Advertisement

ตัดสินใจอย่างไรที่เข้ามานั่งเก้าอี้เลขาธิการพรรค พท. เพราะเป็นตำแหน่งที่ต้องแบกรับภาระอย่างหนัก

เราเข้ามาอยู่ในช่วงที่พรรคขาลง เพราะการเลือกตั้งตั้งแต่ปี 2544 ที่ผ่านมาพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทย ไม่เคยเป็นที่สอง เราเป็นที่หนึ่งมาโดยตลอด ทั้งนี้ จากการหาเสียงและการลงพื้นที่ที่ผ่านมาทำให้เราได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของประชาชน สิ่งที่เราเคยคิดว่าใช้ได้และใหม่ มันไม่ใหม่อีกต่อไป เหมือนที่ผมพูดมาตลอดว่าเราในนามพรรคเพื่อไทย ส.ส.และผู้สมัครทุกคนมีจุดเด่นเรื่องการ
ออนกราวด์ เพราะเราไม่เคยทิ้งประชาชนและไม่เคยทิ้งพื้นที่ แต่จุดอ่อนของบางคนที่อาจเป็นข้อผิดพลาด ซึ่งผมก็เคยพลาดมาแล้ว คือในปี 2562 เรามั่นใจว่าสิ่งที่เราทำมาตลอด อยู่กับพี่น้องประชาชนมาตลอดนั้นเพียงพอ แต่จริงๆ แล้วสุดท้ายมันไม่พอ งานออนแอร์มันสำคัญมาก ณ ปัจจุบัน สิ่งที่เราทำในพื้นที่ คนที่เป็นโหวตเตอร์จริงๆ ส่วนใหญ่เขาไม่ได้อยู่ในพื้นที่ เขาไปทำงานที่อื่นแล้วกลับมาลงคะแนนวันเลือกตั้ง ซึ่งเราจะเห็นได้ชัดจากคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าที่จะมาจากงานออนแอร์ล้วนๆ เพราะเขาไม่ได้สัมผัสกับ ส.ส.หรือผู้สมัครในพื้นที่

ฉะนั้น การรับตำแหน่งเลขาธิการพรรคในช่วงที่พรรคขาลง สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ผมมองว่าศักยภาพของหัวหน้าพรรคจะสามารถพาพรรคกลับมาเป็นอันดับหนึ่งได้อีกครั้ง และไม่ใช่เฉพาะตัวของหัวหน้าพรรค แต่เป็นทีมเราทุกคน ทั้งนี้ เหมือนเป็นบทเรียนของ ส.ส.ทุกคนว่าพี่น้องเราที่พลาดไปครั้งนี้ ซึ่งผมจะพูดกับเขาเสมอว่าเป็นบทเรียน และไม่ใช่ว่าผมไม่เคยพลาด ผมพลาดมาแล้วและตกงานมา 4 ปี จึงควรต้องนำบทเรียนตรงนี้มาปรับใช้

อย่างไรก็ตาม เข้าใจว่าการเป็นเลขาธิการพรรคของผม ผมอยู่ในจุดกลางๆ เพราะปัญหาของพรรคเพื่อไทยจริงๆ คือเจเนอเรชั่นแก๊ป คือเรามี ส.ส.หลายสมัย มีคนที่เป็น ส.ส.สมัยแรกก็เยอะ ปฏิเสธไม่ได้ว่าการมารับตำแหน่งตรงนี้เป็นเรื่องที่หนัก แต่ดีใจอย่างหนึ่งคือมีหัวหน้าชื่อ แพทองธาร ซึ่งคนก็มักจะพูดเสมอว่าท่านหัวหน้าพรรคต้องฟังคุณพ่อ (ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี) ต้องฟังคุณอา (ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี) มีคนมาครอบตลอด แต่คนที่พูดเช่นนี้แปลว่าเขาไม่เคยทำงานกับคุณแพทองธาร เพราะหากเคยทำงานด้วยจะทราบว่าท่านมีทุกอย่างพร้อมหมด ทั้งวัยวุฒิและคุณวุฒิ เพียงแค่ท่านมีคุณพ่อและคุณอาเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี เช่นเดียวกับผมที่ทุกคนก็มองว่ามาเป็นตรงนี้ได้เพราะเป็นลูก คุณเสนาะ ผมไม่ปฏิเสธ เพราะถ้าผมไม่ใช่ลูกคุณเสนาะ ผมก็ไม่รู้ว่าจะมีวันนี้หรือไม่ แต่ทุกอย่างก็วัดกันที่ผลงาน บางคนก็บอกว่าผมเป็นเพื่อนคุณอุ๊งอิ๊ง แต่ต้องบอกว่าผมกับคุณแพทองธารคุยกันครั้งแรก ก่อนผมเป็นเลขาธิการพรรคไม่เกิน 1 ปี คุยกันครั้งแรกตอนวันเกิดคุณแพทองธารช่วงโควิด ย้ำว่าผมจะไม่ออกมาตอบโต้ แต่จะใช้ผลงานเป็นตัววัด ซึ่งผมมั่นใจว่าสิ่งที่ผมทำมาโดยตลอดจะแสดงให้เห็นว่าเรามีศักยภาพที่จะเป็นเลขาธิการพรรคได้

มีอะไรที่หนักใจหรือไม่

ตอนนี้ยังไม่มี จะมีก็คงเป็นช่วงใกล้เลือกตั้งซึ่งต้องหนักใจอยู่แล้วในนามเลขาธิการพรรค แต่จะต้องทำให้ดีที่สุด ซึ่งผมเคยคุยกับหัวหน้าพรรคและจำคำคำหนึ่งได้แม่น คือคุณแพทองธารบอกว่า “อิ๊งค์ไม่ขอบคุณอะไรเลย ขอบคุณอย่างเดียวคือเวลา”

ตอนนี้ผมว่าเรามีเวลาที่จะรื้อฟื้นความเชื่อมั่นของประชาชนให้กลับคืนมา เพราะเราถูกโจมตีหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการตระบัดสัตย์ ซึ่งผมมองว่าเป็นวาทกรรมที่เป็นการสร้างความเกลียดชังให้สังคม และเป็นสิ่งที่ต้องการให้หายไปจากประเทศไทย อะไรก็ตามอยู่ที่ผลงานและเราต้องต่อสู้กันต่อไป

การเมืองช่วงนี้เริ่มเข้มข้นขึ้น คุณเสนาะผู้คร่ำหวอดทางการเมือง และคุณอุไรวรรณ ให้คำแนะนำอะไรหรือไม่

มีแต่ให้กำลังใจครับ คุณแม่เดี๋ยวนี้ก็ไม่ค่อยกล้าโทรหา ทั้งที่ปกติโทรหาทุกวัน ได้แค่ส่งไลน์คุยกัน คุณพ่อก็อายุมากแล้ว มีเวลาว่างผมก็ไปหาท่าน ทั้งหมดนี้ถือว่าเป็นการให้กำลังใจกัน ท่านไม่รู้จะสอนอะไรเพราะ
ทุกอย่างอยู่หน้างาน เวลาเราตัดสินใจอะไรไป คุณแม่ก็จะพูดเสมอว่า “มีสตินะลูก” แค่นั้น

ในฐานะแม่บ้านพรรคจะแก้เกมการเมืองอย่างไร เพราะหน้างานทุกวันนี้มีปัจจัยมากมายที่ต้องแก้ไข

ส่วนตัวมองว่าหากเราไปให้ความสำคัญกับทุกคน หรือทุกเรื่องที่เขาร้อง เราจะไม่มีเวลาทำงานแน่นอน แต่ผมเชื่อว่าสังคมตัดสินใจเองได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไร และทุกอย่างก็พิสูจน์กันด้วยผลงาน ใครจะว่าอย่างไร
ก็ว่าไป ทุกคนมีหน้าที่ของตัวเอง ถ้าเราไปใส่ใจกับคำพูด หรืออะไรต่างๆ นานามันไม่ไหว และนายกรัฐมนตรีก็บอกว่าเราต้องทำงาน เรื่องคดีความที่จะออกมาในทางเกมการเมือง ผมก็พร้อม หากมีสื่อมวลชนมาสัมภาษณ์ผม อะไรที่ผมตอบได้ผมก็จะตอบ อะไรที่ผมตอบไม่ได้ หรือไม่มีความแน่นก็อาจจะมีโยนไปหาคนอื่นบ้าง อะไรที่เป็นเกมการเมืองก็ปล่อยให้เป็นเกมการเมืองไป แต่เราจะใช้การทำงานเป็นธงในการเดินหน้า

วิตกบ้างหรือไม่กับการดาหน้ายื่นร้องทั้งในส่วนของพรรคเพื่อไทยและนายกรัฐมนตรี 

ผมมองว่าเป็นกรวดในรองเท้า เวลาเราเดินก็เจ็บและไม่สมูธอยู่แล้ว แต่ถามว่ากังวลจนทำงานไม่ได้เลยหรือไม่ ก็ไม่ใช่ ผมยึดคำพูดของท่านนายกรัฐมนตรีที่บอกว่า เราต้องมุ่งมั่นทำงาน มีอะไรที่ต้องแก้ก็ให้ทีมกฎหมายเป็นคนแก้ แต่เราก็ทำงานตามปกติ ไม่ได้มีปัญหาอะไร

ทุกวันนี้เข้าขากันดีกับพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่

เข้าขากันดี ไม่ได้มีอะไร มีเพียงบางประเด็นที่เป็นนโยบายหลักของแต่ละพรรค ที่เขามีจุดยืนของเขา และต้องยอมรับว่าพรรคเพื่อไทยครั้งนี้เป็นรัฐบาลผสมของแท้ เพราะที่ผ่านมาตั้งแต่พรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน อาจจะมีเชิญพรรคนั้นพรรคนี้เล็กๆ มาร่วมรัฐบาลบ้าง แต่ไม่เคยเป็นรัฐบาลผสมเช่นนี้ แต่ครั้งนี้เมื่อเป็นรัฐบาลผสมแล้ว เสียงในสภาพรรคเราก็ไม่ได้เยอะเหมือนเมื่อก่อน แต่ก็ยังทำงานด้วยกันได้ ไม่มีอะไรเป็นข้อขัดแย้งที่ใหญ่โต เราต้องยอมรับเรื่องของการอยู่ร่วมกัน ขนาดพี่น้องที่คลอดมาด้วยกัน
ยังเห็นไม่ตรงกัน แต่นี่ต่างพรรค ต่างอุดมการณ์ ตอนหาเสียงก็แข่งกัน เวลามารวมตัวกันทำงานในฝ่ายบริหารก็เป็นสิ่งที่เราต้องทำความเข้าใจร่วมกัน เหมือนที่นายกรัฐมนตรีบอกว่าเรามีการพูดคุยกันอยู่แล้ว

ไม่ขัดแย้ง แต่ยอมรับว่ามีเรื่องการต่อรองเข้ามาใช่หรือไม่

เรื่องการต่อรองมีอยู่แล้ว มันเป็นการเมือง เราว่าแบบนี้ดีกว่า แต่คุณว่าแบบนั้นดีกว่า เราก็ต้องมาพูดคุยกันว่าจะวิน-วินกันได้อย่างไร เราต้องไปด้วยกัน ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร

เรื่องนิรโทษกรรม พรรคร่วมรัฐบาลยังมีความคิดเห็นที่หลากหลาย จะเป็นจุดให้เราต้องคุยกันมากขึ้นหรือไม่

การนิรโทษกรรมทั้งฉบับไม่ได้มีปัญหาอะไร มีปัญหาข้อเดียวคือ มาตรา 112 หากเราแยกจริงๆ นิรโทษกรรมนักโทษทางการเมือง แล้วจำกัดความคำว่าคดี 112 เป็นคดีทางการเมืองหรือไม่ แต่สำหรับผม ผมคิดว่าไม่ใช่คดีทางการเมือง ฉะนั้น ต้องมีการถกเถียงกัน แต่จริงๆ แล้วหากคิดในแง่การเมือง ไม่ว่าจะเอาเข้าหรือไม่เอาเข้าก็อันตรายทั้งคู่ ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่เราในฐานะรัฐบาล หรือพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคจะตัดสินใจได้ทันที ต้องมีการพูดคุยกัน

มีการตั้งข้อสังเกตว่ารัฐบาลพยายามยื้อไว้ เพราะเป็นเผือกร้อน

ไม่ใช่เผือกร้อนเพราะนานแล้ว รวมถึงสิ่งที่เกิดขึ้นก็เป็นเรื่องที่มีการถกเถียงกันในสังคม แต่ส่วนตัวผมมองว่าต้องแยกให้ออกก่อนว่านิรโทษกรรมอะไร หากนิรโทษกรรมนักโทษทางการเมือง หรือคดีทางการเมือง ต้องแยกอีกว่าความผิดตามมาตรา 112 เป็นคดีทางการเมืองหรือไม่ ในส่วนนี้ต้องชัดเจนและผมว่าต้องมีการพูดคุยกัน

วงสนทนาพรรคร่วมรัฐบาลกับนายกฯ วันที่ 21 ตุลาคมนี้ จะหยิบยกข้อกฎหมายต่างๆ มาพูดคุยกันด้วยใช่หรือไม่

การอยู่ร่วมกันต้องคุยกัน แต่จะใช้โอกาสไหนคุยกันก็แล้วแต่ แต่ต้องคุยกันอยู่แล้ว นายกรัฐมนตรีก็คุยอยู่ทุกสัปดาห์ หากผมจำไม่ผิด นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีส่วนมากก็จะเป็นหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาล และรัฐมนตรีที่รับผิดชอบพรรคการเมืองอื่น ก็มีการพูดคุยกันอยู่แล้ว แต่เรื่องนี้อาจจะเป็นเรื่องของพรรคมากกว่า ซึ่งที่คุยกันทุกครั้งจะเป็นเรื่องของคณะรัฐมนตรี เพราะการเชิญก็จะเป็นการเชิญหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรค เพราะหัวหน้าพรรคที่เป็นรัฐมนตรีก็อาจจะไม่ทราบเรื่องในพรรคเท่ากับเลขาธิการพรรค โดยในวันที่ 21 ตุลาคมนี้จะเป็นการพบปะเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันมากกว่า

มีการจับจ้องไปที่ผู้ทรงอิทธิพลภายนอก เช่น คุณทักษิณ หรือคุณเนวิน ชิดชอบ ที่มีการนัดพูดคุยกัน มีความลำบากใจหรือไม่กับการที่เราปฏิเสธมาตลอดว่าไม่ได้ถูกครอบงำ

ไม่มี เพราะคุณทักษิณสำหรับพวกผมคือผู้ก่อตั้งพรรคไทยรักไทย เป็นคนที่ทำให้พวกผมคิดว่าการเมืองเปลี่ยนประเทศได้ หากเราย้อนกลับไปดูก่อนปี 2544 การเมืองก็มีแต่ด่ากันในสภา ไม่ได้มีผลงานอะไรออกมาเป็นที่ประจักษ์ แต่ในปี 2544 การเมืองทำให้คนเห็นว่ามันเปลี่ยนประเทศและเปลี่ยนชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนได้จริงๆ มันไม่ใช่แค่เพียงคำพูด ฉะนั้น สิ่งต่างๆ ที่พวกผมในฐานะ ส.ส.เขต ทุกครั้งที่ลงพื้นที่ ทุกคนก็ยังพูดถึงอยู่ ทั้งนี้ สิ่งที่เป็นผลงานที่เป็นประจักษ์ไม่มีทางที่จะลบออกไปจากชีวิตคนได้แน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนในต่างจังหวัด ซึ่งการได้กลับมาหลังจากที่ไม่ได้กลับมา 17 ปี ผมมองว่าไม่ใช่เรื่องแปลกเลย แม้กระทั่งสื่อเองก็ยังไม่สามารถละสายตาไปจากคุณทักษิณได้ ท่านบอกว่าท่านอยากกลับมาอยู่กับครอบครัว แต่การที่เป็นคนอายุ 75 ปี และยังแข็งแรงอยู่ และที่สำคัญเป็นพ่อของนายกรัฐมนตรี ผมจึงบอกว่าคนเราต้องแยกแยะให้ออก ครอบงำกับปรึกษา โดยกฎหมายบอกว่าคนที่ไม่ได้สังกัดพรรคการเมืองมาพูดอะไรก็ตาม เราไปเชื่อฟังจนขาดอิสรภาพนั้นถือเป็นการครอบงำ

ที่ผ่านมาทั้งหมดก็ชัดเจนอยู่แล้ว ก่อนจะมีการเลือกนายกรัฐมนตรีข่าวก็ออกมาว่าเป็น นายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยอีกหนึ่งคน แล้วทำไมสุดท้ายจึงออกมาเป็นคุณแพทองธาร แบบนี้ถามว่าครอบงำที่ไหน แล้วที่จะมีการยื่นยุบพรรค หากมีการยุบพรรคจริงๆ พรรคคุณก็โดน พรรคผมไม่โดน เพราะวันที่มีข่าวว่าหัวหน้าพรรคแต่ละพรรคเข้าไปบ้านจันทร์ส่องหล้า มีพรรคเพื่อไทยพรรคเดียวที่ไม่ได้เข้าไป เพราะหัวหน้าพรรคอยู่จีน เลขาธิการพรรคอยู่สภา ไม่ได้เข้า รอดพรรคเดียว

ผมจึงบอกว่าท่านเป็นคนสำคัญ และเป็นพ่อของนายกรัฐมนตรี ซึ่งตรงนี้ปฏิเสธไม่ได้ แต่ถามว่าท่านมาครอบงำอะไรจนเราขาดอิสรภาพหรือไม่ ไม่มีแน่นอน ชัดเจนในหลายเรื่องที่ปรากฏออกมาแล้ว

และผมขอบอกอีกว่า การทำงานยุคของหัวหน้าแพทองธารทุกอย่างผ่านมติพรรคหมด และทุกอย่างต้องทำแบบรอบคอบมากๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อท่านเป็นนายกรัฐมนตรีแล้วด้วย สังเกตได้จากทุกวันนี้ยังตั้งเลขาธิการ ผู้ช่วย อะไรเช่นนี้ไม่หมด เพราะทุกคนต้องผ่านขั้นตอนการตรวจสอบจาก 14 หน่วยงานเหมือนรัฐมนตรี ทุกอย่างพวกเราทำบนพื้นฐานความโปร่งใสและรอบคอบที่สุด

ฉะนั้น เรื่องของคุณทักษิณและ คุณเนวิน ซึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่าคุณเนวินเป็นที่เคารพของพรรคภูมิใจไทย มันแยกออกจากกันไม่ได้ และการเจอกันของทั้งสองคนที่เป็นข่าวนั้นกลายเป็นว่าไปคุยและจูบปากกันแล้ว ทั้งที่ก็อาจจะไม่เคยมีปัญหาอะไรกันมาก่อนเลยด้วยซ้ำ หรือการพูดคุยกันนานอาจจะไม่ใช่เรื่องการเมืองเลย เอาเป็นว่าบุคคลทั้งสองท่านเป็นบุคคลสำคัญของทั้งสองพรรคดีกว่า

มีคำปรามาสว่ารัฐบาล น.ส.แพทองธารอายุอาจจะไม่ยืนยาว

หากเราลองย้อนอดีตความผิดพลาดเกิดมา 2 อย่างคือ การถูกกล่าวหาว่าทุจริตคอร์รัปชั่น และการยื่นแก้ไขกฎหมายอะไรต่างๆ ที่ไม่สมเหตุสมผล ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ผมมองว่าปัจจุบันการยื่นแก้ไขกฎหมายอะไรก็ตาม แม้แต่รัฐธรรมนูญ หากมีเสียงเอ๊ะ เราก็ต้องรับฟัง แม้สิ่งต่างๆ อาจจะถูกกลั่นกรองมาแล้วจากนักการเมือง แต่ไม่ถูกมองจากคนด้านนอก เมื่อมีเสียงเอ๊ะมาหลายสิ่งหลายอย่างเราก็ปรับตาม เช่น โครงการดิจิทัลวอลเล็ต เราสามารถปรับเปลี่ยนกันได้ ผมจึงมองว่ารัฐบาลจะอยู่ยาวหรือไม่อยู่ยาวมีหลายปัจจัย ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการถูกกล่าวหาว่าทุจริตคอร์รัปชั่น มีการแก้ไขอะไรที่ไม่สมควรแก้ไขหรือไม่ แต่ไม่ได้เกิดขึ้นในรัฐบาลนี้แน่นอน