หน้าแรก การเมือง ส่องดินเนอร์‘...

ส่องดินเนอร์‘พท.-พรรคร่วม’ เคลียร์ปมประชามติ-นิรโทษฯ

20.10.24 | 09:48 น.

หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการถึงการนัดดินเนอร์พรรคร่วมรัฐบาล หลังมีความเห็นแตกต่างกันทั้งเรื่องร่าง พ.ร.บ.ประชามติ และรายงานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการตรา พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่อาจส่งผลต่อเสถียรภาพรัฐบาลได้นั้น

ตรีเนตร สาระพงษ์
อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

การนัดดินเนอร์พรรคร่วมรัฐบาลน่าจะเป็นสัญญาณรอยร้าวในพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งรอยร้าวน่าจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 9 ตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นปฐมบท จากกรณีแก้รัฐธรรมนูญซึ่งพรรคภูมิใจไทยก็ร่วมกันโหวตงดออกเสียงกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ครั้นเมื่อมาถึงรายงานของกรรมาธิการวิสามัญที่ศึกษาเรื่องกฎหมายนิรโทษกรรมซึ่งสาระหลักคือการนิรโทษกรรมให้กับบุคคลผู้ได้รับผลจากการกระทำทางการเมือง ซึ่งสถานภาพก็ยังคงเป็นกระดุมเม็ดแรกที่เสนอแนะต่อ ครม. ที่ไม่ได้ผูกพันฝ่ายนิติบัญญัติก็ตาม ซึ่งในแง่หลักการที่ต่อสู้กันทางความคิดประเด็นสำคัญคือจะให้นิรโทษกรรมมาตรา 112 ด้วยหรือไม่ ซึ่งพรรคเพื่อไทยอาจทิศทางเดียวกับพรรคประชาชนที่เห็นว่าควรรวมมาตรา 112

Advertisement

แต่ประเด็นนี้ก็น่าจะเห็นต่างกับพรรคร่วมรัฐบาลอื่นซึ่งมีแนวคิดอนุรักษนิยมสุดโต่ง และอาจหมายรวมถึงสัญญาประชาคมที่ให้ไว้กับประชาชน ปรากฏการณ์ดังกล่าวได้ฉายภาพความไม่ลงรอยฉายซ้ำอีกครั้งต่อเนื่องจากประเด็นเรื่องเร่งรัฐธรรมนูญ โดยเริ่มจากนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน หรือพรรครวมไทยสร้างชาติก็ชัดเจนว่าไม่เอานิรโทษกรรมแบบเหมาเข่ง

หรือแม้แต่พรรคภูมิใจไทย ซึ่งพักหลักมีอำนาจต่อรองสูงขึ้นจากการมีพลัง ส.ว.สีน้ำเงินในมือ ซึ่งหมายถึงการมีบารมีเหนือองค์กรอิสระที่ถูกตั้งโดย ส.ว. ทั้งในปัจจุบันและอนาคต ก็คาดเดาไม่ยากว่าน่าจะเห็นต่าง และพรรคเพื่อไทยเองก็ไม่กล้าหักพรรคภูมิใจไทยอย่างแน่นอน

และภาพการชิงปิดประชุมสภาของนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ประธานในที่ประชุมก็น่าจะมองเห็นสถานการณ์แล้วว่าหากปล่อยให้มีการอภิปรายก็จะยิ่งเห็นจุดต่าง การชิงปิดประชุมแล้วโยนให้ไปคุยต่อกันที่โต๊ะดินเนอร์น่าดีกว่า ซึ่งสาระสำคัญของการพูดคุยน่าจะมีสองวาระหลัก คือ การสมานรอยปริร้าวระหว่างพรรคร่วม และระหว่างรัฐบาลในฐานะฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งแน่นอนว่าบนโต๊ะอาหารน่าจะต้องจัดเรียงกันเสียใหม่ว่าความต้องการหลักของแต่ละพรรคคืออะไร และพื้นที่พูดคุยที่ต่างยอมให้กันได้อยู่ตรงไหน

หลักฐานที่ชัดเจนประการหนึ่งที่สนับสนุนปัญหานี้คือการที่พรรคเพื่อไทยตั้งนายสุทิน คลังแสง ก็เป็นผู้เล่นใหม่ที่เข้ามามีบทบาททำหน้าที่คุยนอกรอบให้ตกผลึกเสียก่อน ป้องกันไม่ให้ไปแหกหน้ากันในสภา มิฉะนั้น รอยร้าวจะกลายเป็นการแตกอย่างถาวร

แน่นอนว่าการที่นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ออกมาประกาศกำหนดว่าจะมีการเปิดโต๊ะดินเนอร์เดือนละครั้ง ซึ่งความถี่นี้อาจสะท้อนให้เห็นว่าความขัดแย้งเข้าใกล้วิกฤตเต็มที และผลจากการดินเนอร์ในประเด็นนิรโทษกรรมก็น่าจะเดาไม่ยาก คือการที่เราได้เห็นพรรคเพื่อไทยที่พยายามไม่ให้ภาพลักษณ์กลายเป็นพรรคอนุรักษนิยมสุดโต่ง จะต้องตีกรรเชียงหนีพรรคประชาชนเพื่อปิดจุดต่างกับพรรคร่วมรัฐบาลแสวงหาจุดร่วมเพื่อเป้าหมายคือการอยู่ครบวาระ และแม้จะผิดคำสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนไปบ้าง แต่นี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่สถานการณ์ทางการเมืองผลักให้พรรคเพื่อไทยทำเช่นนี้

และอีกภาพที่จะได้เห็นคล้ายๆ กับช่วงจัดตั้งรัฐบาล คือการโดดเดี่ยวพรรคประชาชนอีกครั้ง

วีระ หวังสัจจะโชค
อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

สําหรับการจัดตั้งรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร จะมีภารกิจทางการเมือง โดยเฉพาะภารกิจทางเศรษฐกิจก็คือการแจกเงิน 10,000 บาท แต่ภารกิจทางการเมืองคือภารกิจที่จะก้าวข้ามความขัดแย้งและออกแบบกติกาทางการเมืองใหม่ ที่ต้องรื้อ ผลพวงที่มาจากการรัฐประหารปี 2557 ออกไป ก็หนีไม่พ้นว่าจะต้องพูดเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และเมื่อจะแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ต้องมีการทำประชามติต้องคุยด้านกฎหมายประชามตินี่คือภารกิจอันที่ 1

อีกหนึ่งภารกิจคือการที่รัฐบาลจะก้าวข้ามความขัดแย้งได้ ไม่ใช่แค่การจับมือจากพรรคร่วมในหลายๆ อุดมการณ์ แต่จำเป็นจะต้องทำให้กลุ่มประชาชนที่เคยขัดแย้งกัน ในทางการเมืองตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่เสื้อเหลือง เสื้อแดง นกหวีด จนมาถึง 3 นิ้ว ให้เขารับรู้ได้ว่าเขากำลังจะได้รับความเป็นธรรม คดีไหนที่เป็นคดีทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นคดีเกี่ยวกับความมั่นคง คดียึดสนามบิน หรือแม้แต่การรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 ทั้งหมด ทั้งมวลต่างเป็นคดีที่เกี่ยวกับการเรียกร้องทางการเมืองทั้งสิ้น ซึ่งมีบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากเรื่องดังกล่าวเต็มไปหมด จากทุกฟากฝั่ง เพราะฉะนั้นก้าวแรกที่จะทำภารกิจทางการเมือง ก้าวข้ามความขัดแย้งให้ได้คือใครที่มีความขัดแย้งแล้วได้รับผลพวงความเสียหายจากความขัดแย้งทางการเมืองจำเป็นต้องถูกนิรโทษกรรมทางการเมืองก่อน แบบประเทศไทยในอดีตที่เรามีความขัดแย้งของรัฐบาล กับคอมมิวนิสต์ ก็ต้องมีการแยกเนื้อกับน้ำให้ละเอียดว่า ประชาชนไหนที่ไปเข้าร่วมแล้ว รู้สึกว่าอยากกลับมาสมานฉันท์กันใหม่ อยากกลับมาร่วมพัฒนาชาติไทยกันใหม่ ก็เกิดการนิรโทษกรรมในสมัยรัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เช่นเดียวกัน

ฉันใดก็ฉันนั้นการนิรโทษกรรมก็เป็นอีก Project อีกโครงการทางการเมืองที่รัฐบาลนี้จำเป็นจะต้องทำควบคู่ไปกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยสิ่งที่เราเห็นจากการตั้งรัฐบาล แต่ปัญหาคือรัฐบาลของแพทองธารเหมือนทำสำเร็จเพียงแนวทางในทางเศรษฐกิจเท่านั้น ก็คือมีการแจกเงิน 10,000 บาทให้กับกลุ่มคนเปราะบางไปเรียบร้อยแล้ว แต่โปรเจ็กต์ทางการเมือง ยังไม่เห็นภาพอย่างชัดเจนว่าจะทำอย่างไร อย่างเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประชาชนที่ติดตามการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พอทราบในเบื้องต้นและว่าเราคงมีเวลาไม่เพียงพอแก้ไขและรัฐธรรมนูญทั้งฉบับแน่ๆ เพราะจะต้องทำประชามติ 3-4 ครั้ง นับถึงตอนนี้วาระรัฐบาลล่วงเลยมา 1 ใน 4 แล้ว พ.ร.บ.ประชามติยังมีปัญหาอยู่เลย เพราะฉะนั้นภารกิจทางการเมืองตรงนี้ รัฐบาลแพทองธาร พรรคเพื่อไทยยังทำไม่สำเร็จ

ปัญหาที่ตามมาคือปัญหามันเกิดมาจากพรรคเพื่อไทยหรือจากรัฐบาลแพทองธารหรือไม่ คำตอบก็คืออาจจะไม่ เพราะถ้าเราสังเกตสัญญาณหลายท่าน อย่างทีมนักกฎหมายของพรรคเพื่อไทย ที่พยายามจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้ครอบคลุมทุกเรื่อง ก็หมายถึงรวมมาตรา 112 ด้วยนี้ปัญหาคือ พรรคเพื่อไทยก็มีเจตนารมณ์ที่ดีที่จะทำตามเป้าหมาย

การเมือง 2 เรื่องนี้ ปัญหาคือภายใต้การจัดตั้งรัฐบาลที่ผสมหลากหลายอุดมการณ์หลากหลายกลุ่ม ถ้ามีกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่มีความเข้มแข็งเพียงพอ ที่จะทำให้รัฐบาลสั่นคลอนได้ การไม่เห็นด้วย กับแนวนโยบายบางอย่าง มันส่งผลให้พรรคที่เป็นอันดับ 1 แทนที่ควรจะมีอำนาจ กับกลายที่คนที่มีอำนาจตัดสินใจไปอยู่พรรคอันดับ 2 อันดับ 3 ซึ่งเป็นพรรคร่วมแทน เพราะเขาสามารถสร้างเสียงสั่นคลอนให้กับรัฐบาลได้ เพราะฉะนั้นโปรเจ็กต์ทางการเมืองทั้ง 2 เรื่อง ทั้งการนิรโทษกรรมและการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เราก็จะเห็นว่ามีพรรคการเมืองบังคับอย่างเช่น พรรคภูมิใจไทยพรรคประชาธิปัตย์ 2 พรรคนี้ไม่เห็นด้วยแน่ๆ อย่างเช่นนิรโทษกรรม มาตรา 112 เขาจะไม่เอา ในขณะที่แกนนำของพรรคเพื่อไทยก็เห็นว่า ถ้าจะนิรโทษกรรมก็ต้องนิรโทษกรรมทั้งหมด ถ้าไปนิรโทษกรรมเพียงบางกลุ่ม ถ้าไม่นับ ม.112 ก็จะเป็นการนิรโทษกรรมให้กับคนเพียงกลุ่มเดียว แต่ลงโทษกับอีกกลุ่มหนึ่งเหมือนเดิม ความขัดแย้งก็ยังไม่จบไป แต่พอไปจัดตั้งรัฐบาลที่มีหลายกลุ่มหลายฝ่ายในรัฐบาลเดียวกัน ทำให้พรรคแกนนำต้องฟังเสียงของพรรคร่วมอื่นๆ จนการฟังเสียงไม่ใช่เพียงการฟังเสียงเท่านั้น แต่กลายเป็นการขี่คอ ที่พรรคอันดับ 3 อันดับ 4 จะออกมาบอกว่า พรรคอันดับ 1 คุณอย่าทำแบบนี้นะ แล้วนี่ก็คือภาพพรรคเพื่อไทยในปัจจุบัน ที่แม้ใจอยากจะทำเรื่องหนึ่งแต่สุดท้าย ก็อาจต้องโอนอ่อนไปตามเสียงของพรรคร่วมเพราะอย่างน้อยที่สุดสิ่งที่สำคัญสำหรับรัฐบาลคือเสถียรภาพของรัฐบาลในการทำงานร่วมกัน เพราะถ้าเผื่อพรรคเพื่อไทย ทำตัวแข็งไม่ฟังพรรคร่วม แล้วเดินจับมือแก้นิรโทษกรรมทำงานกับพรรคประชาชน การแก้รัฐธรรมนูญ สุดท้ายรัฐบาลก็จะทำไม่ได้

และเมื่อชั่งน้ำหนักแล้วว่า จะให้รัฐบาลอยู่รอดหรือให้แก้ไขรัฐธรรมนูญหรือนิรโทษกรรมพรรคเพื่อไทยก็คงจะเลือกให้พรรคร่วมอยู่รอดได้มากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลที่เป็นไข่ในหิน อย่างรัฐบาลแพทองธาร ผู้มีอำนาจในพรรคเพื่อไทยทุกคน จำเป็นจะต้องรักษาให้ปลอดภัยที่สุด เพราะฉะนั้นจะไม่ดำเนินการหรือตัดสินใจ อะไรถ้าหากไม่ได้รับเอกสารจากพรรคร่วมอื่นๆ ด้วย ผลสุดท้ายแล้วเราอาจจะเห็นพรรคเพื่อไทยที่มีเจตนารมณ์ที่ดีในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เจตนารมณ์ที่ดีในการที่จะแก้กฎหมายประชามติให้ง่ายขึ้น และเจตนารมณ์ที่ดีที่จะให้นิรโทษกรรมในทุกข้อหาที่เป็นทางการเมือง แต่เจตนารมณ์ที่ดีนั้นคงไม่เห็น คงไม่เกิดขึ้นจริง เพราะในบริบทแห่งความเป็นจริงเขาคงต้องรักษาเสถียรภาพของรัฐบาลมากกว่าโปรเจ็กต์ทางการเมือง จนสุดท้ายแล้วรัฐบาลนี้ก็จะกลายเป็นรัฐบาลที่ใช้แนวนโยบายเศรษฐกิจ แต่นโยบายทางการเมืองเมื่อเห็นต่างกันก็เลือกที่จะไม่ทำ

ส่วนในวันที่ 21 ตุลาคมนี้ที่จะนัดเคลียร์ใจ ผมมองกลับกันว่า รัฐบาลน่าจะอยู่ได้ยาวๆ เพราะว่า การดำรงอยู่ของเสถียรภาพของรัฐบาล เขาเลยไม่ตัดสินใจอะไรที่สุ่มเสี่ยงนัก เพราะฉะนั้นก็จะใช้นโยบายลดแลกแจกแถม ไปหลังจากนี้ นโยบายเงิน 10,000 บาท เฟส 2 ว่ากันไป หรือนโยบายช่วยเหลือน้ำท่วมก็ว่ากันไปแต่จะไม่ยุ่งกับนโยบายทางการเมือง แล้วพอไม่ยุ่งพรรคร่วมรัฐบาลก็จะนิ่ง พอพรรคร่วมนิ่งเสียงในฝ่ายบริหารเสียงในสภาก็จะไม่แตก แล้วเมื่อเสียงสภาไม่แตก จะโหวตอะไรรัฐบาลก็ผ่าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกฎหมาย เรื่องอภิปราย ผมก็เลยมองว่ารัฐบาลถ้าไม่ตัดสินใจกับนโยบายทางการเมือง รัฐบาลก็จะอยู่ได้ยาวๆ

แต่การอยู่ได้ยาวในที่นี้คือการเอาต้นทุนในอนาคตมาแลก เพราะว่าหากมีการเลือกตั้งในปี 2570 รัฐบาลก็จะหาเสียงได้เฉพาะนโยบายเศรษฐกิจที่แจกเงินประชาชนไป แต่นโยบายทางการเมืองทำไม่ได้เลยก็จะเป็นปัญหาของพรรคเพื่อไทย ในการเลือกตั้งครั้งหน้าจะใช้นโยบายทางการเมือง ประชาธิปไตยการแก้รัฐธรรมนูญ มาหาเสียงได้ลำบาก ส่วนในเรื่องของการเคลียร์ใจผมก็เห็นว่า จริงๆ แล้วเขาก็มีการเคลียร์ใจกันมาสักพักแล้ว แต่ก็จะมีแค่บางพรรคที่พยายามที่จะกำหนดวาระทางการเมืองของตนเองพูดตรงๆ ก็คือพรรคภูมิใจไทย มีอิทธิพลทั้งฝ่ายบริหาร คือ เป็นพรรคร่วมที่มีเสียงสูงสุดถ้าไม่รวมพรรคเพื่อไทย และมีอิทธิพลกับฝ่ายนิติบัญญัติด้วย ทั้งในสภาล่างและสภาสูง ด้วยเหตุเช่นนี้ทำให้เสียงพรรคภูมิใจไทยในที่นี้เสียงดัง มากกว่าพรรคอันดับ 1 อย่างพรรคเพื่อไทย เพราะฉะนั้นอะไรที่ไปขัดใจกับพรรคภูมิใจไทย ก็คงจะทำไม่ได้

ตอนที่รัฐบาลแพทองธารจัดตั้งแรกๆ เขาพยายามเอานโยบายกัญชาผิดกฎหมายใหม่ แต่ก็ทำได้แค่นั้น สุดท้ายก็เหมือนเดิมกฎหมายใหม่ก็ยังไม่ออก แล้วกติกาในการควบคุมก็ยังไม่ชัดเจน สุดท้ายเมื่อไม่ชัดเจนทุกคนก็ยังเปิดกัญชายังเปิดอย่างเสรี เราเห็นร้านกัญชาอยู่ทุกหัวมุมในเมืองใหญ่ แต่เราก็เข้าใจได้ว่าในเชิงการต่อรองทางการเมือง เป็นการต่อรองด้วยตัวเลข และในการจัดตั้งรัฐบาล การที่พรรคอันดับ 1 อันดับ 2 ห่างกันไม่มาก พรรคเพื่อไทย 141 พรรคประชาชน 151 ทำให้พรรคอันดับ 3 เสียงดังที่สุด

เพราะว่าแม้เขาจะไม่จับมือกับพรรคฝ่ายค้าน แต่บางกฎหมายเขาอาจจะโหวตสวน ก็ได้ ซึ่งก็สร้างความสั่นคลอนให้กับรัฐบาล ถ้าเป็นรัฐบาล นายกฯเศรษฐา ทวีสิน ก็จะดูมีความเข้มแข็งที่กล้าจะหักกับภูมิใจไทยได้ แต่พอเป็นนายกฯแพทองธาร แล้วเห็นภาพชัดเจน ว่าพรรคภูมิใจไทย เขาอยากไปทางไหน รัฐบาลเพื่อไทยก็จะทำตาม ไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่เต็มใจก็ตาม ซึ่งในวันที่ 21 ต.ค. คงไม่ต้องคาดหวังอะไรมาก เราก็จะได้เห็นภาพมุมสวยๆ รูปสวยๆ จากพรรคร่วมรัฐบาลมาจับมือกัน แล้วก็ยิ้มหัวเราะกัน แต่สุดท้ายก็คือเราก็ต้องอยู่กับรัฐบาลแบบนี้ต่อไปจนครบวาระ ถ้าไม่เกิดอุบัติเหตุทางการเมืองไปเสียก่อน