หน้าแรก การเมือง สุนัย ขอ ‘อุ๊...

สุนัย ขอ ‘อุ๊งอิ๊ง’ ตัดสินใจคืนนี้ แปะหมายจับ 14 ผู้ต้องหาตากใบ หวังอังกฤษดำเนินคดี ‘พิศาล’ ตามหลักอำนาจยุติธรรมสากล

21.10.24 | 18:17 น.

เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม ที่ห้องกมลพร ชั้น 1 โรงแรมเดอะสุโกศล เขตราชเทวี กรุงเทพฯ ACB LAB ร่วมกับ The Patani, TUNE & CO, มูลนิธิผสานวัฒนธรรม และเครือข่าย จัดเวทีเสวนา “ตากใบต้องไม่เงียบ” เปิดพื้นที่ให้กับเสียงของผู้ที่ได้รับผลกระทบ แลกเปลี่ยนเรื่องราวและความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญและนักกิจกรรมในพื้นที่ เพื่อสร้างความเข้าใจแก่สาธารณชนเกี่ยวกับเหตุการณ์ สลายการชุมนุมที่อำเภอตากใบ จ.นราธิวาส เมื่อ 25 ตุลาคม พ.ศ.2547 พร้อมทั้ง เรียกร้องให้หน่วยงานภาครัฐดำเนินการทางกฎหมายกับผู้เกี่ยวข้องก่อนที่คดีจะหมดอายุความ

บรรยากาศเวลา 13.30 น. ศาสตราจารย์กิตติคุณ สุริชัย หวันแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวเปิดงานและกล่าวต้อนรับ ก่อนร่วมรับชมภาพยนตร์สั้นเรื่อง “ตากใบ” กำกับโดย นายธีรวัฒน์ รุจินธรรม ทั้งนี้ ระหว่างฉายไปจนถึงช่วงท้าย ผู้สื่อข่าวรายวานว่า มีผู้ซึ่งอยู่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ หลั่งน้ำตาด้วยความเสียใจ

ต่อมาเวลา 14.15 น. มีการเสวนาในหัวข้อ “ตากใบต้องไม่เงียบ” โดย รศ.ดร.โคทม อารียา ที่ปรึกษาสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา ม.มหิดล, นางอังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) และ อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.), นายสุนัย ผาสุก ที่ปรึกษาองค์กรสิทธิมนุษยชนนานาชาติ Human Rights Watch ประเทศไทย, นายอาเต็ฟ โซ๊ะโก ประธาน The Patani, น.ส.ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้ก่อตั้ง The reporters, นายชูเวช เดชดิษฐรักษ์ นักร้องนำวงสามัญชน, นางนารี เจริญผลพิริยะ อดีตกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.) ดำเนินรายการโดย ดร.เอกพันธุ์ ปิณฑวณิช จากสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ในตอนหนึ่ง นายสุนัยกล่าวว่า ตนได้ลงไปทำงานที่ 3 จังหวัด หลังจากที่เกิดเหตุการณ์ต่างๆ ที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน บริบทของเหตุการณ์ตากใบเริ่มมาจากการหาตัวคนที่รับผิดชอบ ที่มีข้ออ้างว่ากลุ่มแบ่งแยกดินแดนแย่งปืนของชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ไป มีการตั้งข้อกล่าวกับกลุ่ม ชรบ.ว่าเอาปืนไปให้กลุ่มแบ่งแยกดินแดน จึงมีการตั้งข้อกล่าวหา ดำเนินคดี ควบคุมตัว โดยเชื่อว่าควบคุมไว้ที่ สภ.ตากใบ จึงเป็นเหตุที่มีการชุมนุมประท้วงที่นั้น ให้ปล่อยตัวคนที่โดนจับกุม ตอนนั้นตนช่วยงานที่คณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา โดยตนให้แง่มุมด้านสิทธิมนุษยชนตามกติกาสากล

“ตามกติกาสากลมองเหตุการณ์ตากใบ เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่รัฐกับประชาชน ในหมู่ประชาชนที่ชุมนุมประท้วงมีการใช้ความรุนแรงบางส่วน แต่ไม่ใช่ผู้ชุมนุมทั้งหมด และมีคนที่ไม่ใช่ผู้ชุมนุม ช่วงนั้นใกล้พ้นช่วงถือศีลอด มีทั้งคนที่มาซื้อเสื้อผ้า เพื่อเตรียมไปงานรายอ ซื้ออาหารไว้ทานช่วงเย็น แต่ละคนมีเหตุผลต่างๆนานา แต่มาถึงที่ตากใบแล้วไปต่อไม่ได้ เพราะติดด่านของเจ้าหน้าที่ ผู้คนตกค้างอยู่ตรงนั้น มีกลุ่มคนที่ตั้งใจมา เราเป็นคนบ้านเดียวกัน เราต้องมาเรียกร้องความยุติธรรมให้เขา มาขอให้ปล่อยตัวแค่นั้น ไม่ได้จะเข้าไปชิงตัว แต่การตอบสนองของเจ้าหน้าที่มีปัญหา” นายสุนัยกล่าว

Advertisement

นายสุนัยกล่าวว่า เจ้าหน้าที่รัฐมีการตอบโต้ เริ่มจากตั้งชุดเจรจาบอกว่า ชรบ.ไม่ได้ขังอยู่ที่ตากใบ แต่บอกว่าจะให้ประกันตัว ซึ่งชาวบ้านไม่เชื่อ จึงเป็นปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับประชาชนในพื้นที่ ต่อมาจากการตรวจสอบช้อเท็จจริงเจ้าหน้าที่รัฐมีทัศนคติที่หวาดระแวง มีการวางแผนปลุกปั่นมาล่วงหน้าจากกลุ่มแบ่งแยกดินแดน โดยมีการบรีฟ 2-3 วันก่อนเหตุการณ์อย่างเป็นระบบ โดยมีการตั้งธงจากฝ่ายความมั่นคง การเจรจาจึงล้มเหลวชาวบ้านมีการขว้างปาสิ่งของ การตอบโต้จากเจ้าหน้าที่ไม่ได้สัดส่วนและรุนแรงเกินกว่าเหตุ มีการยิงปืนเตือนขึ้นฟ้าด้วยกระสุนจริง แม่ทัพภาคที่ 4 ในขณะนั้นจึงออกคำสั่งสลายการชุมนุม ตั้งแต่ใช้รถฉีดน้ำแรงดันสูง แก๊สน้ำตา และใช้กระสุนจริง จากการสัมภาษณ์ผู้ที่โดนยิง ซึ่งระบุว่ากระสุนปืนมาจากฝั่งเจ้าหน้าที่ ซึ่งไม่ใช่การสลายการชุมนุมตามหลักสากล

“หลังจากการสลายการชุมนุม มีการเหวี่ยงแห โดยฝ่ายสืบมีการหมายหัวแกนนำผู้ชุมนุมไว้ แต่มีการสั่งให้ถอดเสื้อ จึงแยกไม่ออกว่าใครเป็นใคร รถที่จับกุมไม่เพียงพอ ทำให้ต้องซ้อนคนในรถหลายๆชั้น ต่อมาการเดินทางไปค่ายอิงคยุทธบริหาร ซึ่งปกติใช้เวลาเดินทางชั่วโมงกว่าๆ แต่วันนั้นใช้ระยะเวลาเดินทางนานเกินกว่าเหตุ ทำให้รถคันแรกที่ถึงค่ายพบผู้เสียชีวิตแล้ว แต่ไม่มีการสั่งให้หยุดการกระทำ ทำให้รถคันหลังๆมามีผู้เสียชีวิตมากขึ้น จากการดูศพมีสภาพฟกช้ำจากการถูกอัดมา โดยผู้รอดชีวิตที่ต้องถูกตัดแขนขา เพราะถูกทับจนกล้ามเนื้อตาย ไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที น้ำหนักของเหตุการณ์ เป็นการใช้ความรุนแรงที่ละเมิดแนวทางสากลของเจ้าหน้าที่รัฐต่อประชาชน หลังจากนั้นก็ไม่มีการเรียนรู้ใดๆ มีเหตุการณ์ตามหลังตากใบ เช่น การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร กลุ่ม นปช. กลุ่ม กปปส. กลุ่ม 3 นิ้ว” นายสุนัยกล่าว

นายสุนัยกล่าวว่า ต่อมาเมื่อรัฐเป็นผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชน รัฐไม่ต้องรับความผิด การทำผิดแล้วลอยนวลไม่ได้เป็นวาทกรรม แต่เป็นข้อเท็จจริง ต่อมาบรรยาการของความหวาดกลัว มีการยิงแกนนำเรียกร้องความเป็นธรรมที่เหตุการณ์ตากใบผู้เป็นสามี ส่วนลูกโดนฟ้อง ตนได้สัมภาษณ์กับผู้รอดชีวิตที่ภายหลังจับอาวุธขึ้นสู้ โดยเหตุผลที่เข้าสู่บวนการฯ มาจากเหตุการณ์ตากใบเป็นตัวจุดชนวน ประเด็นสันติสุขในภาคใต้ โยงกับความอยุติธรรมที่เป็นปมอยู่ในใจ
เรื่องที่น่าสนใจของการรอถึง 20 ปี คนที่ประสบเหตุโดยตรงเจอการคุกคามของทหารทุกวัน เกิดความกลัว ถัดมาคนในรุ่นลูกไม่ยอม อย่างน้อยต้องการคำตอบว่าเกิดอะไรขึ้น เหตุผลต่อมา ไม่เห็นเจ้าภาพในการเป็นเกราะคุ้มกันให้ชาวบ้าน จากการไต่สวนการตายไม่ระบุบริบทแวดล้อม ว่าขาดอากาศหายใจจากการถูกทับกัน แต่ถูกตัดครึ่งเดียว เหลือเพียงการขาดอากาศหายใจ จึงไม่สามารถฟ้องร้องต่อได้ แต่เมื่อไม่มีเจ้าภาพในตอนนั้น พอมาถึงรุ่นลูกมาผลักดัน เป็นโอกาสสุดท้ายถ้าไม่คว้าไว้ก็หลุดลอย

แค่ศาลรับฟ้องก็หายใจเฮือกใหญ่ๆแล้ว ตอนนี้เราได้คำตอบเพิ่มมาอีกขั้นหนึ่งว่า ใครเป็นผู้ที่ต้องรับผิดชอบ ขยายความไปถึงการถูกกระทำจากการขนส่งทับๆกัน อย่างน้อยก็ได้คำตอบมาส่วนหนึ่ง แต่จะไปถึงขั้นเอาตัวคนผิดมาลงโทษได้ไหม ถ้าได้ก็ดี การที่ศาลประทับรับฟ้องเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก เป็นการทลายบรรยากาศความหวาดกลัว ว่าเจ้าหน้าที่ไม่ได้อยู่เหนือกฎหมาย สามารถถูกออกหมายจับได้ แล้วคนที่โดนหมายจับไม่ใช่คนไก่กา แต่เป็นเบอร์ 1 ของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือแม่ทัพภาคที่ 4 ซึ่งเป็น หัวหน้า กอ.รมน. แล้วหนีหัวซุกหัวซุนออกไป ทำให้เห็นว่าประชาชนพลิกเกมกลับเอาคืนเจ้าหน้าที่รัฐได้ หากจับตัวอดีตแม่ทัพภาคที่ 4 มาดำเนินคดีได้ยิ่งดี แต่ตอนนี้ออกหมายจับจนคนนี้ไม่สามารถมีที่ยืนอยู่ในประเทศไทยอีกต่อไป เป็นก้าวสำคัญที่ต่อไปนี้ชาวบ้านที่ถูกกระทำเหตุการณ์อื่นๆตลอด 20 ปี เรียกร้องความเป็นธรรม เรียกร้องเอาเจ้าหน้าที่รัฐมาลงโทษ สามารถทำได้ ไม่ใช่ความกลัวที่รัฐเป็นผู้กระทำต่อประชาชนอีกต่อไปแล้ว
รัฐบาลปัจจุบัน สามารถที่ทำผิดก่อนหน้านี้ให้เป็นสิ่งที่ถูกได้ ว่าอะไรที่รัฐบาลก่อนหน้านี้ทำไว้ ก็มาทำให้ถูกเสีย ขอโทษในนามของรัฐ ไม่ใช่ในนามรัฐบาลนี้ คุณขอโทษในฐานะที่คุณเป็นผู้บริหารประเทศในขณะนี้ต่อการกระทำที่เกิดขึ้น และรับปากว่าจะอำนวยความเป็นธรรม

ที่บอกว่า พลเอกพิศาล วัฒนวงษ์คีรี ลาออกจากพรรค ลาออกจากการเป็น ส.ส.แล้ว ไม่เกี่ยว สถานะความเป็นรัฐบาล เป็นผู้บริหารประเทศ คุณยังต้องรับผิดชอบอำนวยความยุติธรรมนี้ต่อไป ข้อที่2 ผมคับข้องใจอย่างมาก ทำไมพรรคเพื่อไทยถึงเลือกพลเอกพิศาล เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อเบอร์ต้นๆ ในการลงรับสมัครเลือกตั้ง ซึ่งถูกชี้ชื่อในรายงานการตรวจสอบ ที่ตั้งโดยรัฐบาลทักษิณ” นายสุนัยกล่าว
นายสุนัยกล่าวว่า ประเด็นนี้มีนัยยะในเชิงหลักจริยธรรม คนที่มีประวัติด่างพร้อยฆ่าคนตายโดยเล็งเห็นผล ตามคำประทับรับฟ้อง คำถามย้อนกลับมาที่พรรคเพื่อไทย มาตรฐานจริยธรรมจะมารัดคอได้หรือไม่ ว่าให้พลเอกพิศาล อยู่ในบัญชีรายชื่อเบอร์ต้นๆ แล้วปล่อยให้เรื่องล่วงเลย สุดท้ายความยุติธรรมภายในประเทศดูหมดหวัง มีคำถามว่านำเรื่องการส่งผู้ร้ายข้ามแดนมาใช้ได้หรือไม่ ซึ่งไม่ทันในการพิสูจน์ความผิด ในระดับทวิภาคี และการใช้ตำรวจสากล กระบวนการยุติธรรมที่จะนำคนเหล่านี้มาขึ้นศาลให้ได้ภายในเที่ยงคืนของวันที่ 25 ต.ค. หลังจากนั้นอายุความหมด ไม่สามารถดำเนินการทางกฎหมายทั้ง 14 คน

“พลเอกพิศาลหนีไปอยู่อังกฤษ ที่อังกฤษมีหลักไม่ส่งผู้ร้ายมารับโทษประหาร แต่อังกฤษยึดหลักอำนาจยุติธรรมสากล (Universal jurisdiction) ให้ทางอังกฤษดำเนินคดีในฐานความผิดที่อังกฤษเองก็มี ซึ่งใช้กับเผด็จการคนอื่นที่หนีไปอยู่ต่างประเทศ ก็โดนกักตัวไว้แล้วถูกดำเนินคดี ก็เป็นความหวังที่คิดนอกกรอบหน่อย ถ้าผ่านเที่ยงคืนของวันที่ 25 ต.ค.ยังเอาตัวพลเอกพิศาลกลับมาไม่ได้ เราเคลื่อนไหวผลักดันให้ทางการอังกฤษดำเนินคดีกับพลเอกพิศาล ด้วย Universal jurisdiction ดีไหม

พรุ่งนี้ผมอยากเห็นป้ายหมายจับทั้ง 14 คน ขึ้นหน้า สภ.ตากใบ ค่ายอิงคยุทธบริหาร ค่ายที่เขาตูม ศาลาว่าการแต่ละจังหวัด ศอ.บต.ว่าเป็นที่ต้องการตัวในความผิดในคดีตากใบ ขอเป็นรูปธรรม อย่างน้อยชาวบ้านได้เห็นสายลมเปลี่ยนทิศแล้ว ความยุติธรรมของประชาชน ชีวิตของประชาชนมีความหมายมีหน้าตา พวกเราลงไปภาคใต้กันบ่อยจะเห็นป้ายหมายจับประชาชน ตอนนี้เราอยากเห็นป้ายหมายจับเจ้าหน้าที่รัฐที่รับผิดชอบ ต่อการตาย บาดเจ็บของประชาชน ขอได้ไหม หลายหน่วยงานที่พูดชื่อมา ผู้บัญชาการสูงสุดชื่อ แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นคนที่ตัดสินใจสูงสุด ขอคืนนี้เลย ออกมาประกาศให้ประชาชนชื่นใจทำความยุติธรรมให้มีหน้าตาจับต้องได้หรือไม่” นายสุนัยกล่าวทิ้งท้าย