หน้าแรก การเมือง อังคณา ไม่สบา...

อังคณา ไม่สบายใจ ท่าที รมว.กลาโหม ปมตากใบ ย้อนเล่ารถหุ้มเกราะจอดคุกคาม สวนคนถาม ‘ทำไมเพิ่งฟ้อง’

21.10.24 | 19:05 น.

อังคณา ไม่สบายใจ ท่าที รมว.กลาโหม ปมตากใบ ย้อนเล่ารถหุ้มเกราะจอดคุกคาม สวนคนถาม ‘ทำไมเพิ่งฟ้อง

เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม ที่ห้องกมลพร ชั้น 1 โรงแรมเดอะสุโกศล เขตราชเทวี กรุงเทพฯ ACB LAB ร่วมกับ The Patani, TUNE & CO, มูลนิธิผสานวัฒนธรรม และเครือข่าย จัดเวทีเสวนา “ตากใบต้องไม่เงียบ” เปิดพื้นที่ให้กับเสียงของผู้ที่ได้รับผลกระทบ แลกเปลี่ยนเรื่องราวและความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญและนักกิจกรรมในพื้นที่ เพื่อสร้างความเข้าใจแก่สาธารณชนเกี่ยวกับเหตุการณ์ สลายการชุมนุมที่อำเภอตากใบ จ.นราธิวาส เมื่อ 25 ตุลาคม พ.ศ.2547 พร้อมทั้ง เรียกร้องให้หน่วยงานภาครัฐดำเนินการทางกฎหมายกับผู้เกี่ยวข้องก่อนที่คดีจะหมดอายุความ

บรรยากาศเวลา 13.30 น. ศาสตราจารย์กิตติคุณ สุริชัย หวันแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวเปิดงานและกล่าวต้อนรับ ก่อนร่วมรับชมภาพยนตร์สั้นเรื่อง “ตากใบ” กำกับโดย นายธีรวัฒน์ รุจินธรรม ทั้งนี้ ระหว่างฉายไปจนถึงช่วงท้าย ผู้สื่อข่าวรายวานว่า มีผู้ซึ่งอยู่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ หลั่งน้ำตาด้วยความเสียใจ

ต่อมาเวลา 14.15 น. มีการเสวนาในหัวข้อ “ตากใบต้องไม่เงียบ” โดย รศ.ดร.โคทม อารียา ที่ปรึกษาสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา ม.มหิดล, นางอังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) และ อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.), นายสุนัย ผาสุก ที่ปรึกษาองค์กรสิทธิมนุษยชนนานาชาติ Human Rights Watch ประเทศไทย, นายอาเต็ฟ โซ๊ะโก ประธาน The Patani, น.ส.ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้ก่อตั้ง The reporters, นายชูเวช เดชดิษฐรักษ์ นักร้องนำวงสามัญชน, นางนารี เจริญผลพิริยะ อดีตกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.) ดำเนินรายการโดย ดร.เอกพันธุ์ ปิณฑวณิช จากสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 ในตอนหนึ่ง นางอังคณา สมาชิกวุฒิสภา(สว.) กล่าวว่า ตนเข้าไปเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ตากใบ เนื่องจากประการแรก คือ ตนก็เป็นเหยื่อ ประการสอง คือ ความผู้หญิง ซึ่งต้องขอขอบคุณภรรยาผู้เสียชีวิต ที่ร่วมแบ่งปันความรู้สึก ความทุกข์ยากตลอดเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา

Advertisement

“ตอนระหว่างการขนย้าย อยากจะเล่าว่าชั้นนั้นมีการใช้กฎอัยการศึก พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ทหารเป็นคนที่ดำเนินการเรื่องของการควบคุมตัวประชาชน หรือ การสลายการชุมนุม เหตุการณ์ตอนนั้นมีเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูงคนหนึ่งพูดกับดิฉันว่า เคยเตือนแล้วว่า ถ้าขนแบบนี้จะตายกันหมด

แต่ไม่มีใครฟัง โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่รับผิดชอบในการควบคุมการชุมนุม แล้วยังคิดว่าการเสียชีวิตของคน 78 คน ที่ค่ายอิงคยุทธบริหาร เป็นการเสียชีวิตอย่างทรมานมาก เพราะว่าเป็นการขนซ้อนทับกัน ซึ่งแม้ว่าจะเกลียดชังกันแค่ไหน เราก็ไม่เคยเห็นว่ามีการใช้วิธีการแบบนี้ในการจัดการกับคนที่เห็นต่าง” นางอังคณาเผย

นางอังคณากล่าวว่า เหยื่อหลายคนพิการ เพราะว่าเลือดไม่ไปเลี้ยงแขน เลือดไม่ไปเลี้ยงขา สุดท้ายแล้วต้องตัดแขนตัดขา หรือ กล้ามเนื้อตาย เลือดเป็นกรด ไตวาย หลายคนก็เสียชีวิตในเวลาต่อมา หรือ รอดชีวิตมาได้ก็ต้องใช้ชีวิตแบบทุพพลภาพ

“ส่วนตัวแล้วไม่ได้มองว่ามันเป็นแค่การสลายการชุมนุม แต่ดิฉันมองว่ามันเป็นการแก้แค้น มันเป็นความเกลียดชัง ดิฉันจำได้ว่าเคยมีท่านกรรมมาธิการต่างประเทศอย่าง ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ เคยพูดว่า เจ้าหน้าที่บอกว่ายึดปืนยาวได้ ท่านก็ถามว่า แล้วคิดว่าพวกนี้เอาปืนยาวยัดใส่โสร่งไปหรือ ซึ่งจากการรายงานของคณะกรรมมาธิการอิสระ ก็ชัดเจนว่าผู้ชุมนุมไม่ได้อาวุธร้ายแรง

ทีนี้ถ้าผู้ชุมนุมไม่ได้มีอาวุธร้ายแรง ก็กลับไปสู่คำถามที่ว่า แล้ว 7 คน ที่ถูกยิงหน้าสภ.ตากใบ ใครเป็นคนยิง ซึ่งตอนนี้คดีงดการสืบสวนไปแล้ว และก็กำลังจะหมดอายุความเช่นกันในวันที่ 24 ตุลาคม เที่ยงคืน สรุปแล้วกรณีทั้งหมดก็จะหมดอายุความไปพร้อมกัน” นางอังคณาชี้

นางอังคณากล่าวว่า ตนอยากจะชวนคุยว่า ขณะนี้ประเทศไทยยินดีที่ได้เก้าอี้ในคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ แล้วเราก็พยายามที่จะบอกว่าเราเป็นประเทศประชาธิปไตย และเคารพสิทธิมนุษยชน ขณะเดียวกันประเทศไทยก็ยังบอกอีกว่า ยังมีอีกหลายประเทศที่แย่กว่าเรา แต่การที่ประเทศต่างๆ แย่กว่าเรา มันไม่ได้หมายความว่า เราจะยินยอมให้เกิดวัฒนธรรมการลอยนวลพ้นผิด

“ดิฉันอยากจะย้ำว่า สิ่งที่เกิดขึ้นมันคือความล้มเหลวของระบบยุติธรรมในประเทศไทย และอยากจะเรียนว่าในช่วงที่ผ่านมาจะมีข่าวว่า ทำไมครอบครัวถึงไม่ฟ้อง ทำไมครอบครัวถึงเพิ่งมาฟ้อง อยากจะบอกว่าครอบครัวเขาเรียกร้องมาโดยตลอด

การเรียกร้องของครอบครัว ก็การเรียกร้องให้หน่วยงานที่มีหน้าที่อำนวยความยุติธรรมได้ทำหน้าที่ มันไม่ใช่หน้าที่ของผู้หญิง ผู้สูงอายุ หรือ เมียทั้งหลาย ที่จะต้องไปฟ้องเรียกร้องความเป็นธรรม ในคดีที่มีความผิดอาญาแผ่นดิน เพราะคดีที่เป็นความผิดอาญาแผ่นดินเป็นหน้าที่ของอัยการที่ต้องฟ้อง ไม่ใช่บอกว่า ก็ตำรวจไม่ทำสำนวนมา ตำรวจก็บอกว่า สำนวนไม่ได้หาย แต่ไม่รู้ไปไหนอย่างนี้” นางอังคณากล่าว

นางอังคณากล่าวต่อว่า สุดท้ายแล้วมันก็เป็นการใช้กระบวนการที่ทำให้ล่าช้า ตนยืนยันว่าในช่วงระยะเวลาเกือบ 20 ปี ในการทำหน้าที่ของตนหลากหลายวาระ ยืนยันว่า ชาวบ้านเรียกร้องความยุติธรรมมาโดยตลอด หลายครั้งเลยที่พวกเขาขอมาเข้าพบคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพราะเห็นว่าอัยการไม่ส่งฟ้องเสียที

“เขามาร้องเรียนเสร็จ วันต่อมาก็มาถอนเรื่องแล้ว เพราะมีเจ้าหน้าที่ไปเยี่ยมที่บ้าน ไม่ได้ไปเยี่ยมคนเดียว แต่ไปเยี่ยมเป็นกองกำลังที่เขาไปเยี่ยม ตรงนี้มันก็ทำให้ชาวบ้านที่ชนบนบทเกิดความหวาดกลัว แล้วอย่างที่บอกคือ คนส่วนมากเป็นผู้หญิง เขาก็จะเกิดความรู้สึกกลัว แต่ไม่ว่าอย่างไรกระบวนการยุติธรรมก็ไม่เคยยุติ ไม่เคยอยู่เฉย” นางอังคณาเผย

นางอังคณาชาวบ้านเรียกร้องตลอด เรียกร้องให้กรรมการสิทธิฯฟ้องแทนได้ด้วย โดยให้กรรมการสิทธิฯเป็นโจทก์ร่วมฟ้อง ซึ่งรัฐธรรมนูญปี 2550 ให้กรรมการสิทธิฟ้องแทน แต่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ซึ่งยังไม่ออกเสียที ก็ยังทำหน้าที่นี้ไม่ได้ ชาวบ้านก็มาร้องอีก แต่กรรมการสิทธิฯก็ไม่สามารถฟ้องแทนได้

“ตรงนี้ดิฉันของยืนยันว่า ชาวบ้านเรียกร้องมาโดยตลอด แล้วในเมื่อเขาสิ้นหวังในกระบวนการยุติธรรม เขาก็พยายามจะใช้กลไกกรรมมาธิการสิทธิฯ ทั้งความผิดอาญาแผ่นดินเป็นหน้าที่อัยการ ถ้าประชาชนฟ้องเอง ประชาชนต้องไปร้องต่อศาล เพื่อให้ศาลไต่สวนว่า คดีมีมูลเพียงพอที่จะฟ้องไหม ไม่ใช่ใครจะลุกขึ้นมากล่าวหาเจ้าหน้าที่ระดับสูงได้” นางอังคณาชี้

นางอังคณากล่าวว่า กระบวนการที่เกิดขึ้นมันใช้เวลานานมาก ซึ่งหลายคนที่ไม่หวังดีก็ใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้าง ลดทอนกระบวนการต่อสู้เพื่อความยุติธรรม ให้มีความน่าเชื่อถือลดลง

“ดิฉันรู้สึกละอายแก่ใจ และอยากจะประณามการสร้างทัศนคติเชิงลบแก่ผู้เสียหาย ซึ่งเรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ใครก็ตามที่ถูกยิงตาย ถูกลักพาตัว เพราะสงครามยาเสพติด ถูกมองว่าก็คนพวกนี้เป็นคนไม่ดี คดีตากใบ คนพวกนี้เป็นพวกต่อต้านรัฐ คนพวกนี้ออกมาประท้วงรัฐ คนพวกนี้เกี่ยวข้องกับกระบวนการด้วย สิ่งเหล่านี้มันก่อให้เกิดความอคติ โดยเฉพาะต่อคนที่ยังมีชีวิตอยู่ แล้วสิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้นตลอด ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม เมื่อมีปัญหากับเจ้าหน้าที่รัฐ คุณจะถูกตีตรา จะถูกทำให้คนมองว่าคุณเป็นคนผิด” นางอังคณาเผย

นางอังคณากล่าวว่า ตอนตนที่เป็นคณะกรรมการเยียวยา มีการเยียวยาด้วยจำนวนเงินสูงสุด 7.5 ล้านบาท แต่การเยียวยากรณีผู้เสียหายภาคใต้ กับ เหตุเกิดที่ส่วนกลาง อย่างกรณีการชุมนุมของคนเสื้อแดงปี 2553 ต่างกันตรงที่ว่า ปี 53 ญาติผู้เสียชีวิตจะถูกขอร้องหรือเซ็นหนังสือจำยอมว่า จะไม่ติดใจที่จะฟ้องทั้งแพ่งและอาญา แต่กรณีเยียวยาจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ตนในฐานะคณะกรรมการเยียวยา ได้แจ้งต่อท่านรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมตอนนั้นว่า เรื่องนี้เป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ไม่สามารถที่จะขอให้ญาติยุติการฟ้องร้องได้ กรณีผู้เสียหายจังหวัดชายแดนภาคใต้ทุกคน จึงไม่ได้เซ็น เพื่อสมัครใจจะไม่ฟ้อง และเขามีสิทธิโดยชอบธรรมในการฟ้องเพื่อความเป็นธรรม

นางอังคณากล่าวว่า ตนคิดว่ามันมีหลายประการที่อาจจะสามารถเขียนหนังสือได้เป็นเล่ม ซึ่งในทุกปีที่มีการจัดงานรำลึก ชาวบ้านก็จะขอให้ตนไปอยู่เป็นเพื่อน ใช้คำว่า ‘ไปอยู่เป็นเพื่อน’ เนื่องจากว่าทหารจะมาเยี่ยมบ่อย

“บางทีเราก็รู้สึกว่าตอนที่เราลงไป ยิ่งมีรถหุ้มเกราะมาจอดที่ปากซอยบ้านศาลาใหม่ (อ.ตากใบ) ซึ่งดิฉันก็บอกกับชาวบ้านว่า การที่มีเราที่เป็นคนนอกไป ยิ่งจะทำให้เขารู้สึกไม่ปลอดภัยขึ้นหรือเปล่า เขาก็บอกว่า อย่างน้อยอยู่ด้วยกันเป็นเพื่อนก็ยังดี เจ้าหน้าที่ไม่กล้าที่จะมาเดินตามบ้าน

สำหรับเจ้าหน้าที่ก็คือการเยี่ยมเยียน ไถ่ถามสารทุกข์สุขดิบ แต่สำหรับดิฉันคือการคุกคาม แล้วทุกครั้งที่เจ้าหน้าที่เอารถหุ้มเกราะมา เขาก็จะบอกว่ากลัวกรรมการสิทธิฯจะไม่ปลอดภัย แต่ตามจริงแล้วเจ้าหน้าที่ มองว่าผู้คนที่อยู่แถบนั้นมองเหตุต่างจากรัฐ และสามารถที่จะทำอันตรายต่อคนนอกได้

แต่เวลาที่เข้าไปนอนที่นั่น ดิฉันไม่เคยรู้สึกแบบนั้นเลย และคิดว่าหลายท่านที่มีโอกาสเข้าไปก็จะรู้สึกถึงความขมขื่น ความเจ็บปวด ทุกปีที่มีการจัดงานรำลึก เหล่าแม่ๆก็ยังร้องให้กันอยู่ แล้วในแต่ละปีแม่เหล่านั้น ก็ตายไปโดยไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น” นางอังคณาเผย

นางอังคณากล่าวว่า ตนรู้สึกไม่สบายใจที่ รมว.กลาโหม ออกมาต่อล้อต่อเถียง ออกมาบอกว่า ทำไมไม่ถามฉันเรื่องน้ำท่วมบ้าง ถามแต่เรื่องตากใบอะไรแบบนี้ แต่ก็ดีใจที่ครั้งหนึ่งท่านแถลงข่าว แล้วยืนอยู่ข้างผู้บัญชาการทหารสูงสุด ซึ่งเป็นหนึ่งในเจ้าหน้าที่ทหาร เคยได้ลงพื้นที่ไปตากใบหลังวันที่เกิดเหตุ

นางอังคณากล่าวอีกว่า วันนั้นเป็นวันที่ชาวบ้านไม่คุยกับเจ้าหน้าที่ทหาร เป็นวันที่ชาวบ้านถ่มน้ำลายรด เขาไม่คุยด้วย ไม่ให้ความร่วมมือ แต่ก็ต้องชื่นชมเลยว่า ท่านสามารถทำให้ชาวบ้านกลับมาคุยกับเจ้าหน้าที่ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าประชาชนจะไว้วางใจ

“ดิฉันก็ยังอยากให้ทางรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ไม่ได้มีความชอบธรรมที่จะบอกว่า มันไม่ได้เกี่ยวกับรัฐบาล มันเกี่ยว เกี่ยวมากๆ ดิฉันเองรู้สึกว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รู้สึกผิดด้วยซ้ำ โดยให้มีการเยียวยาตามมติครม.ที่เชื่อว่า เป็นการกระทำที่มาจากฝีมือเจ้าหน้าที่รัฐ

แต่การเยียวยาตามหลักสากล ไม่ใช่การให้เงินอย่างเดียว แต่ต้องทำให้กลับคืนสู่สภาพเดิม ทำให้เขารู้สึกว่ามีชีวตอยู่ คืนศักดิ์ศรี หยุดตีตราว่าคนเหล่านี้เป็นโจร หรือ เป็นคนผิด เป็นคนต่อต้านรัฐ เรื่องนี้จึงมีความสำคัญอย่างมาก” นางอังคณาชี้

นางอังคณากล่าวว่า ตนไม่เคยเห็นความพยายามของรัฐในช่วงปีที่ผ่านๆมา รวมถึงนายทักษิณ ชินวัตรเองที่บอกว่า ลืมไปแล้ว จำไม่ค่อยได้ ซึ่งชีวิตคนตั้ง 78 คนตายที่ค่ายอิงคยุทธบริหาร และอีก 7 คน ตายที่หน้าสภ.ตากใบ กลายเป็นคนที่ไม่มีค่าอะไรเลย