หน้าแรก การเมือง ณัฐวุฒิ เข้าท...

ณัฐวุฒิ เข้าทำเนียบ ประเมินม็อบใหญ่ ต้านรบ.ยังไม่มี ย้ำจุดยืนเดิมนิรโทษ ต้องไม่เพิ่มขัดแย้ง

28.10.24 | 14:58 น.

”เต้น ณัฐวุฒิ“เข้าทำเนียบ เชื่อม็อบใหญ่ต้านรัฐบาล ยังไม่มี หวังช่วงปิดสมัยประชุมพรรคการเมือง ถกกม.นิรโทษกรรม หาจุดลงตัว ชี้ รัฐบาลผสมพยายามแก้ปัญหาปชช.

เมื่อเวลา 13.10 น.วันที่ 28 ตุลาคม 2567 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการเดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล ว่า มาเพื่อประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และมาหลายครั้งแล้ว และวันนี้ไม่ได้มีวาระในการประชุมหรือมีประเด็นอะไรเป็นพิเศษ และไม่ได้พบกับนายกฯ ทั้งนี้ตั้งแต่มีคำสั่งแต่งตั้ง ได้ปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย ทั้งการประเมินสถานการณ์ข่าวสารการเมือง และความเคลื่อนไหวอื่น โดยทำงานร่วมกับส่วนต่างๆ นอกจากนั้นขึ้นอยู่กับนายกฯมอบหมายภารกิจให้ทำเพิ่ม

ผู้สื่อข่าวถามว่า นายกฯมอบหมายให้ดูแลกลุ่มผู้ชุมนุมหรือไม่ นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า กลุ่มผู้ชุมนุมทางการเมืองยังไม่มีปรากฏความเคลื่อนไหว ส่วนที่มีข้อเรียกร้องเดือดร้อนจากการทำกิน หรือการดำรงชีพ มี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีทำหน้าที่รับเรื่องราวร้องทุกข์อยู่แล้วซึ่งประสานความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง

เมื่อถามถึงสถานการณ์ที่กลุ่มการเมืองจะออกมาเคลื่อนไหวในช่วงนี้หรือไม่ นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ความเคลื่อนไหวมีมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่รัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน ทั้งการชุมนุมบริเวณสะพานชมัยมรุเชษฐ์ การรวมตัวแสดงความเห็นต่าง แต่การชุมนุมขนาดใหญ่หลักหมื่นคน อย่างที่เคยเห็นก่อนหน้านี้ ยังไม่น่าจะเกิดขึ้น โดยรัฐบาลไม่มีหน่วยงานใดติดตามความเคลื่อนไหวในการแสดงออกเหล่านี้เป็นกรณีพิเศษ แต่เรามุ่งเน้นการผลักดันผลงานการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนมากกว่า

เมื่อถามว่า ภายหลังรับตำแหน่งที่ปรึกษาของนายกฯ ได้ให้คำแนะนำใดให้กับรัฐบาลบ้าง นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า สำหรับข้อคิดเห็น หรือข้อเสนอพูดคุยในวงคณะทำงาน คงไม่เสนอแนะนายกฯและรัฐบาลผ่านสื่อ แต่จะเสนอแนะไปตามช่องทางที่เหมาะสม

Advertisement

ผู้สื่อข่าวถามว่า การเสนอกฎหมายนิรโทษกรรม จะทำให้กลายเรื่องเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว กระทบต่อรัฐบาลหรือไม่ นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ต้องแยกออกเป็น 2 ส่วน ที่เห็นทุกพรรคเห็นตรงกันคือ เห็นชอบที่จะออกกฎหมายนิรโทษกรรม เพื่อเป็นเครื่องมือ ในการลดความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมา แต่ที่ยังมีความเห็นต่าง คือกฎหมายนิรโทษกรรมที่จะออกมา โดยเฉพาะมาตรา 112 และขณะนี้สภากำลังจะปิดสมัยประชุม ดังนั้นจะมีการพิจารณากฎหมายนี้หรือไม่ อย่างไร คาดว่า จะอยู่ในสมัยประชุมหน้า ช่วงเวลาที่ว่างเว้นจากการประชุมสภาเชื่อว่า พรรคการเมือง ภาคประชาชนที่เคลื่อนไหว จะมีการปรึกษาหารือกัน และการเดินหน้าเรื่องนี้ หลักการคือจะต้องไม่ไปขยายความขัดแย้งใดเพิ่ม ต้องรักษาบรรยากาศไม่ให้ช่วงเวลานี้ไปมีเงื่อนไขความขัดแย้งเพิ่ม แต่หากมีการพูดคุยกันในพรรคเพื่อไทย คาดว่า นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จะได้พูดคุยและมีข้อสรุปกันว่าจะมีร่างนี้ออกมาประกบหรือไม่ ส่วนอื่นก็น่าจะเช่นเดียวกัน เมื่อถึงเวลาต้องเอาไปพูดคุยกันในสภาฯก็ที่จะพูดคุยกัน

เมื่อถามถึงจุดยืนต่อเรื่องนิรโทษกรรม นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ได้แสดงความคิดเห็นไปหลายครั้ง และมีจุดยืนเดิม หวังว่าข้อขัดแย้งที่มีอยู่จะใช้ช่วงเวลานี้จะมาปรึกษาหารือแลกเปลี่ยนกัน และส่วนตัวมองว่า จะต้องไม่ไปเพิ่มเงื่อนไขความขัดแย้งไปถึงฝ่ายใด ซึ่งเป็นเรื่องหลักที่ทุกรัฐบาลไม่ใช่แค่รัฐบาลนี้ต้องยึดถือปฏิบัติอยู่แล้ว หากสังเกตตั้งแต่รัฐบาลนายเศรษฐา จนมาถึง น.ส.แพทองธาร ก็ไม่มีท่าทีนี้ เพราะขณะนี้เรื่องใหญ่ที่สุดของรัฐบาลคือผลักดันนโยบายในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้กับประชาชน ส่วนความขัดแย้งทางการเมืองไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่บรรยากาศการจัดเวทีเรื่องนี้มีความละเอียดอ่อน ขอให้เป็นเรื่องของพรรคการเมืองและฝ่ายสภาไปว่ากันใครมีความคิดเห็นด้านใดก็แสดงออกด้วยท่าทีที่เหมาะสมน่าจะดีที่สุด

เมื่อถามว่า ได้พูดคุยกับนพ.เหวง โตจิราการ แกนนำนปช.บ้างหรือไม่ นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ยังไม่มีโอกาสนั่งพูดคุยอย่างเป็นทางการ ส่วนตัวแต่ก็มีเหตุผลในการตัดสินใจของตนเอง มีวิถีทางในการเลือกเดิน และความเป็นตัวของตัวเองในอดีตจนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แม้วิธีการคิด วิธีการเดินอาจจะมีการปรับเปลี่ยนบ้างไปตามสถานการณ์ แต่เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา เมื่อถูกวิพากษ์วิจารณ์จากเพื่อนมิตรและพี่น้อง ตนเองเลือกที่จะเงียบแล้วทำตามสิ่งที่ตนเองเชื่อ และเดินตามทางที่เลือกและให้เวลาอธิบายเรื่องทั้งหมดดีกว่า

ผู้สื่อข่าวถามถึงโครงการดิจิทัลวอลเล็ตและการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ดูจะยากขึ้นทั้งที่เป็นนโยบายหาเสียงหลักของพรรคเพื่อไทย จะมีนโยบายใดเรียกคะแนนเสียงกลับมาในการเลือกตั้งครั้งต่อไป นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า รัฐบาลกำลังรีบดำเนินการทำงานกันอย่างเต็มที่ และยังมีเวลาทำงานเกือบ 3 ปี ประเด็นดังกล่าวที่มองว่า ยากอาจจะคลี่คลายง่ายขึ้นและมีผลปฏิบัติได้ การทำงานการเมืองในรัฐบาลผสมไม่มีอะไรเดินหน้าไปได้ด้วยก้าวใหญ่ เพราะยังมีเรื่องที่เห็นต่างกัน จึงเป็นเรื่องที่ผู้เกี่ยวข้องจะหาทางให้ได้ข้อสรุปร่วมกัน และเดินต่อไปได้ และเมื่อพรรคเพื่อไทย ตัดสินใจเป็นคนจัดตั้งรัฐบาล ความรับผิดชอบทั้งหลาย ต่อปัญหาของประชาชนก็ต้องทำให้เต็มที่ ส่วนจะปรากฏผลงานที่ชัดเจน หรือไม่ประชาชนจะเป็นผู้พิจารณาตัดสินใจเอง