หน้าแรก การเมือง ธำรงศักดิ์ มอ...

ธำรงศักดิ์ มอง ‘จิตร’ มาก่อนกาล อ่านขาด ‘โจทย์สังคมไทย’ อ.จุฬาฯ ยกเหตุเล่มดังยังไม่เอ๊าต์

28.10.24 | 21:54 น.

ธำรงศักดิ์ มอง ‘จิตร ภูมิศักดิ์’ มาก่อนกาล แกนนำต่อต้านสินค้าจีน อ่านขาด ‘โจทย์สังคมไทย’ – อ.อักษร จุฬาฯ ชี้ ชาวที่มีที่ดินน้อยคือ ‘ชาวนา’

เนื่องในวาระครบรอบ 71 ปี เหตุการณ์โยนบก และ 94 ปี ชาติกาลของ ‘จิตร ภูมิศักดิ์’ ปัญญาชนคนสำคัญ อดีตนิสิตคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ผู้เป็นกวี คีตกร และนักคิดทางการเมืองในประวัติศาสตร์ไทย ซึ่งถูกนิสิตหัวรุนแรงกลุ่มหนึ่ง ‘โยนบก’ ลงจากเวทีหอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อ 28 ตุลาคม 2496 ทั้งยังถูกคณาจารย์ลงโทษพักการเรียนเป็นเวลา 1 ปี เพียงเพราะนำเสนอหนังสือ 23 ตุลาฯ หนังสือประจำปีของมหาวิทยาลัยในรูปแบบใหม่ นั้น

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม เวลา 16.00 น. ที่ลานจักรพงษ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สภานิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ สโมสรนิสิตรัฐศาสตร์ จุฬาฯ, คณะกรรมการนิสิตนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ และคณะกรรมการนิสิตวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ จัดงานรำลึก “94 ปี จิตร ภูมิศักดิ์ : ฤๅเป็นการสิ้นสุดของ ‘ยุคแสวงหา’เพื่อรำลึกถึงนักเขียนคิดนักเขียน และปราชญ์แห่งยุคแสวงหา”

เวลา 17.30 น. มีการเสวนาในหัวข้อ ‘ฤๅเป็นการสิ้นสุดของยุคแสวงหา’ โดย ผศ.ดร.ธิบดี บัวคำศรี อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ, รศ.ดร.ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ ผู้อำนวยการหลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต คณะรัฐศาสตร์ ม.รังสิต และ น.ส.พรรณิการ์ วานิช หรือ ช่อ จากคณะก้าวหน้า

ในตอนหนึ่ง รศ.ดร.ธำรงศักดิ์กล่าวว่า จิตร ภูมิศักดิ์ ตอนที่เข้าเรียนคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ คือปี 2493 เขาเติบโตมาในครอบครัวที่ร้องลำลิเก เรียกว่า สไตล์ชาวบ้าน

Advertisement

“ตอนเขาเรียน วัดเบญจมบพิตร เป็นแกนนำต่อต้านพ่อค้าคนจีน หยุดซื้อสินค้าคนจีน เราคงนึกไม่ออกว่าจิตร เป็นคนก้าวหน้าอย่างไร ต่อมา เข้าเรียนเตรียมอุดมศึกษา มีความสามารถด้านภาษา แต่งโคลง กลอน เข้าหาผู้หลักผู้ใหญ่ด้านวรรณคดี เขาเข้าจุฬาฯ ใฝ่ฝันอยากเป็น ราชบัณฑิตยสถาน ดูแล้ว ไม่มีทางเป็นฝ่ายซ้ายก้าวหน้าได้เลย

“คนที่จ้างเขาไปแปลงาน ให้อ่าน คอมมิวนิสต์ จิตรต้องแปลเป็นภาษาไทย เพราะต้องส่งความรู้ด้านคอมมิวนิสต์มาให้รัฐไทย ตอนนั้นเป็นยุคต้นๆ ของสงครามเย็น พอได้อ่าน ก็ตาสว่าง เขามีแว่นอีกแว่นคือ ‘แว่นคอมมิวนิสต์’ เมื่อใช้แว่นนั้นส่องไปทุกที่ ก็เริ่มเห็นสังคมที่แปลกประหลาดออกไป” รศ.ดร.ธำรงศักดิ์กล่าว

รศ.ดร.ธำรงศักดิ์กล่าวต่อว่า แม้ว่าจามจุรี จะศรีจุฬาฯ แต่ตอนนั้นยังไม่เจริญขนาดนี้ ยังห่างไกล ซึ่งคนที่จะเข้าได้ ค่อนข้างมีระดับ

“ในโลกของจิตร เขาชวนนิสิต ร้องรำลิเก เอาชีวิตชาวบ้าน มาสู่หมู่นิสิตผู้มั่งคั่งร่ำรวยที่ไม่ค่อยได้สัมผัส เขาอยู่กับคนที่มีชีวิตที่ดี ในขณะที่เขามาจากอีกสภาพสังคมหนึ่ง เพราะไปใช้ชีวิตที่พระตะบอง อยู่ช่วงหนึ่ง จนครูเคยบอกว่า ‘แกมันเขมร’ ดังนั้น จิตร ค่อนข้างบ้านนอก เมื่อเข้ามาอยู่ในกลุ่ม”

รศ.ดร.ธำรงศักดิ์กล่าวต่อว่า จุดเริ่มต้นของเหตุการณ์โยนบก จิตรแค่อยากเปลี่ยนแปลงรูปแบบหนังสือของจุฬาฯ ที่จริง จิตรถูกพักการเรียนไป 1 ปีครึ่ง

“ตรงนี้ผมหาข้ออ้างของจุฬาฯ ไม่ได้ว่าเพราะอะไร เพราะในเอกสารไม่ได้เขียนไว้ การโยนบกเป็นการลงโทษที่รุนแรงมาก ใช้อำนาจกระทำต่อศิษย์ อย่างที่ไม่พึงกระทำ”

เมื่อถามถึงหนังสือ ‘โฉมหน้าศักดินาไทย’ ซึ่งขัดแย้งต่อจุดยืนของรัฐไทยมองว่าจิตร มีมุมมองต่อชนชั้นศักดินาอย่างไร ?

รศ.ดร.ธำรงศักดิ์กล่าวถึงประสบการณ์ที่เคยพา อาจารย์ท่านหนึ่งไปทัวร์ที่ จ.ชัยภูมิ แล้วพูดถึงชื่อหนังสือนี้ ซึ่งทักท้วงว่าจริงๆ แล้วชื่อ คือ ‘โฉมหน้าของศักดินาไทยในปัจจุบัน’ เป้าหมายจริงๆ ของจิตร ต้องการทำความเข้าใจถึงศักดินาในปัจจุบัน (ปี 2500) ซึ่งใครยังไม่เคยซื้อมาอ่าน ปัจจุบันมีให้โหลดออนไลน์

“จิตร บอกว่าสังคมไทยมี 2 ปัญหา คือ 1.ปัญหาจักรวรรดินิยม ซึ่งคือนายทุน และ 2.ปัญหาศักดินา เขาก็อธิบายว่าศักดินาคืออะไร

เขาคงจะเห็นชัดถึงบทบาทของอเมริกา เขาเป็นคนเดียวที่อธิบายถึงศักดินา ได้อย่างละเอียดละออ”

“หนังสือฝ่ายก้าวหน้า หลั่งไหลเข้ามาในไทย ที่ดูเป็นเสรีนิยม เพราะอยู่ใต้บริบทที่ไทยอยากเข้า เป็นสมาชิก องค์การสหประชาชาติ (UN) ช่วงปี 2489-2495 จึงค่อนข้างเปิด

เขาไม่ได้ได้แว่นนี้ตอนเรียนอักษร แต่ได้จากอาจารย์พิเศษข้างนอก ซึ่งทำให้การเปิดสายตา เริ่มต้นขึ้น ทีมที่ทำหนังสือ 23 ตุลาฯ ก็เป็นเพื่อนฝ่ายก้าวหน้า ปี 2495 มี พ.ร.บ. ป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ พ.ศ.2495 ในปี 2496 เขาจึงถูกโยนบก เพราะการกลับมาของ คอมมิวนิสต์ แว่นนี้ยังหมกอยู่ในสังคมไทยเรื่อยมา และเขามองเห็นว่าโจทย์ในสังคมไทยคืออะไร” รศ.ดร.ธำรงศักดิ์กล่าว และว่า จากหัวชื่อข้อเวทีเสวนา ตนเชื่อว่า นิสิต นักศึกษาในยุคปัจจุยัน ก็ยังแสวงหากันอยู่

จากนั้น รศ.ดร.ธำรงศักดิ์แนะนำหนังสือ ‘ตำนานแห่งนครวัด’ เป็นการแปลงทฤษฎี ให้เป็นบทสนทนาของตัวเอก 3 คน ซึ่งตัวเอกผู้หญิงนั้น จิตรยกย่องให้ฉลาดมาก 3 คนสนทนากันว่า นครวัดสร้างขึ้นมาจากแรงงานของใคร?

“อันนี้ผมแนะนำให้อ่าน มีวางขายในงานนี้ด้วย ปี 2500 เป็นปีที่สำคัญมากของนิสิต ทั้งจุฬา และธรรมศาสตร์ แม้ว่าหนังสือของจิตร จะไม่ได้เผยแพร่วางตลาด แต่มีหนังสือ ‘ฝรั่งศักดินา’ ของ หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช เข้ามาโต้ แสดงว่ากระแสของจิตรนั้น แรงมากถึงขนาดต้องโต้กลับทันที”

“ยุคนั้นไม่มีคุกการเมือง เพราะไม่มีคำว่าคดีการเมือง แต่ผมนึกไม่ออก เราไม่มีคดีการเมือง แต่มีผู้ลี้ภัยการเมือง สอนงงๆ ไม่รู้ว่าจะอธิบายประเทศนี้ว่าอย่างไร การที่ทำให้ไม่มีคุกการเมืองในยุคนี้ ยิ่งเป็นเผด็จการไปอีก

จิตร เขาไม่ได้ทำผิดอะไร เขาแค่แตกต่างทางความคิด ตอนอยู่ในคุก จิตรทำงานเขียนได้เยอะมาก เพราะงานเขียนจำนวนมาก อย่าง ‘สังคมไทยลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาก่อนสมัยศรีอยุธยา’ ออกมาจากคุกหมดเลย

“พี่สาวของจิตรบอกว่า หากต้องการยืมหนังสือ คุกการเมืองให้เอาเข้า หนังสือประวัติศาสตร์เข้าได้ ยกเว้นหนังสือการเมือง ก็ให้พี่สาวไปยืมหนังสือห้องสมุดต่างๆ มาอ่านอ้างอิงได้

สิ่งหนึ่งที่สำคัญมากคือ ผลงานที่ผลิตแล้ว ถูกทิ้งไว้ แล้วถูกนำมาตีพิมพ์ ช่วงปี 2516 มันคือมรดกที่ถูกทิ้งไว้” รศ.ดร.ธำรงศักดิ์กล่าว

ในตอนหนึ่ง รศ.ดร.ธำรงศักดิ์กล่าวถึงคำถามที่เคยมีผู้สื่อข่าวถามว่า ‘ถ้าจิตรยังอยู่จนวันนี้ จะเป็นสลิ่มหรือไม่’ ตนว่า ไม่น่าเป็น เพราะมีผลงานที่เข้าใจถึงโฉมหน้าศักดินา แต่คำว่าสิทธิมนุษยชน จิตรคงงงว่าคำนี้มาอย่างไร เพราะยุคนั้นยังไม่มี เจเนเนชั่นปัจจุบัน พูดถึงสิทธิ แม้จะไม่มีคำว่าศักดินา แต่มันคือเรื่องเดียวกัน เพราะเมื่อเรียกร้องสิทธิ ก็ย่อมต้องกำจัดความกดดันออกไปให้ได้” รศ.ดร.ธำรงศักดิ์กล่าว

ด้าน ผศ.ดร.ธิบดี กล่าวว่า เมื่อพูดถึงสภาพสังคมในเวลานั้น ตกแยกเป็น 2 ประเด็นคือ 1. สังคมไทยสมัยนั้น และ 2.สังคมในจุฬาฯ

ยุคของจิตร เมื่อเทียบกับทศวรรษหลัง 2500 นั้นเปิดกว้างมากกว่า มีพื้นที่สำหรับคนเห็นต่าง เราเห็นการตีพิมพ์หนังสือพิมพ์มหาชน เป็นกระบอกเสียงของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย สังคมไทยในช่วงนั้น เปิดกว้างมากกว่าที่เป็นในทศวรรษ 2500 เราถึงเรียกว่า ‘ยุคสายลมแสงแดด’ เพราะถูกจำกัดในการทำกิจกรรม งานของ 2 กุมาร ขรรค์ชัย บุนปาน และสุจิตต์ วงษ์เทศ ‘กูเป็นนิสิต นักศึกษา…’ เราอ่านเทียบได้
แต่หลังจากนั้น ก็เปิดกว้างมากขึ้น

ส่วนใน สังคมจุฬาลงกรณ์ คำถามคือคนที่เข้ามาเรียนมาจากพื้นเพอย่างไร ? ซึ่งเราเริ่มเห็นแล้วว่า ส่วนมากมาจากหัวเมือง นักเรียนประจำ ต้องใช้เกวียน นั่งมาจุฬาฯ ต่อมาคณะก็เปิดกว้าง มีหลายภาควิชามากขึ้น ถ้ามาสมัคร แล้วคุณสมบัติครบ จำนวนรับได้ ก็รับเข้ามา จึงมีคนหลากหลาย มีตั้งแต่หม่อมราชวงศ์ ไปจนกระทั่ง ลูกหลานของผู้ดีมีเงิน ไม่ต่างจากที่เป็นในเวลานี้

“เหมือนที่หลายคนมองจุฬาฯ ว่าเป็นพวกรวย จองหอง แต่ความจริงเราก็มีนิสิตที่ฐานะยากจน มาจากชาวไร่ ชาวนา มีความหลากหลายของฐานะทางสังคม ซึ่งนอกจากการเล่นลิเก ก็มีกิจกรรมอื่นๆ ด้วย เช่น การจับกลุ่มพูดคุยถกเถียงในประเด็นต่างๆ อ่านหนังสือ มีที่ทางที่ทำให้เกิดคนอย่างจิตร เกิดปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนต่างกลุ่ม และมีพื้นที่เปิด ที่จะได้สำรวจความคิดใหม่ๆ เห็นสิ่งใหม่ๆ ที่เปิดโลก แบบที่จิตรเป็น” ผศ.ดร.ธิบดีกล่าว

ผศ.ดร.ธิบดีกล่าวอีกด้วยว่า ก่อนที่จะปฏิวัติ ก็ย่อมต้องรู้สภาพสังคม เพื่อแยกมิตรและศัตรู ซึ่งจิตรกำลังพูดถึงศักดินา ไปพร้อมๆ กับ จักรวรรดินิยม (การเป็นเมืองขึ้น) ชัดเจนว่า หนังสือของจิตรเป็น ‘มาร์กซิสต์’ หลายคนอ่านแล้วไม่ชอบ เพราะมีความตรงไปตรงมา จิตรมีคำอธิบายและโยนทุกอย่างใส่ไปในนั้น เช่น พูดถึงชุมชน ที่เปลี่ยนไปเป็นลำดับ จนเข้าสู่คอมมิวนิสต์ อย่างไร

“ที่น่าสนใจ คือวิธีการมองของจิตร ที่เอาวิธีการของฝรั่งมามอง ทำให้เราเห็นสังคมไทยอีกแบบ จะเชื่อหรือไม่ ชอบหรือไม่ก็ตาม จิตรมองว่า หากเราจะมองว่าใครเป็นศักดินา คนนั้นคือ ‘เจ้าของกระบวนการผลิต’

ดังนั้น ชื่อหนังสือ ‘โฉมหน้าศักดินาไทย’ อาจจะยังใช้ได้ ในการพูดถึงสังคมไทยในปัจจุบัน แม้จะไม่ทั้งหมด ทุกวันนี้เราเห็นอยู่ว่า ชาวที่มีที่ดินน้อย คือชาวนา” ผศ.ดร.ธิบดีกล่าว