พริษฐ์ เผย กมธ.พัฒนาการเมืองฯ ทำหนังสือขอเข้าพบ ‘นายกรัฐมนตรี-ประธานรัฐสภา-ประธานศาล รธน.’ หวังร่วมหาทางออกให้ประเทศมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก่อนเลือกตั้งครั้งหน้า บอก ถ้า รบ.ยังต้องการทำให้บรรลุเป้าหมาย ต้องวางแผนใหม่
เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2567 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวถึงการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ว่า เวลานี้เกือบเป็นที่แน่นอนแล้วว่าหากรัฐบาลเดินตามแผนเดิม เราจะไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่จัดทำโดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) บังคับใช้ทันก่อนการเลือกตั้งครั้งถัดไป ตามนโยบายที่รัฐบาลเคยได้ประกาศไว้ ซึ่งแผนเดิม ที่ว่าคือแผนที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 23 เมษายนที่ผ่านมา คือให้มีกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ประกอบไปด้วยการทำประชามติจำนวน 3 ครั้ง โดยกำหนดว่าจะไม่มีการจัดประชามติครั้งแรกจนกว่าร่างแก้ไขพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประชามติจะมีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย ซึ่ง ครม. ของน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ยังไม่เคยสื่อสารว่ามีแผนที่เปลี่ยนแปลงไป
นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันการพิจารณาร่างร่างแก้ไข พ.ร.บ.ประชามติ ยังไม่ได้ข้อสรุป เนื่องจากความเห็นที่แตกต่างกัน ระหว่างสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา จนทำให้ประชามติรอบแรกยากที่จะเกิดขึ้นทันช่วงเดียวกับการเลือกตั้งท้องถิ่นในกุมภาพันธ์ 2568 ซึ่งเป็นแผนเดิมของรัฐบาล ดังนั้น ตนจึงเห็นว่าหากรัฐบาลยังต้องการบรรลุเป้าหมายในการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้ทันบังคับใช้ก่อนการเลือกตั้ง รัฐบาลจึงจำเป็นต้องคิดแผนใหม่
นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม ในบรรดาทางเลือกที่เหลืออยู่ ตนเห็นว่าทางเดียวที่เป็นไปได้ คือ การลดจำนวนการทำประชามติจาก 3 ครั้ง เหลือ 2 ครั้ง โดยขั้นตอนแรกของกระบวนการดังกล่าวคือการให้รัฐสภาพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีเนื้อหาสาระเกี่ยวกับการมีสภาร่างรัฐธรรมนูญมาจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หรือแก้ไขมาตรา 256 และเพิ่มหมวด 15/1
นายพริษฐ์ กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ แม้พรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกลในขณะนั้น ต่างได้ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญลักษณะดังกล่าวเข้าสู่รัฐสภาตั้งแต่ต้นปี 2567 แต่รัฐสภายังไม่ได้มีโอกาสพิจารณาร่างเหล่านั้น เพราะประธานรัฐสภาตัดสินใจไม่บรรจุร่างเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมรัฐสภา เนื่องจากข้อกังวลเกี่ยวกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ 4/2564 ซึ่งยังมีการตีความที่แตกต่างกันระหว่างสมาชิกรัฐสภาและภายในสังคม
นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า แม้ตนเคยอภิปรายไปแล้วว่าเพราะอะไรตนจึงเห็นว่าการเดินหน้าด้วยกระบวนการทำประชามติ 2 ครั้ง และการบรรจุร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่อง สสร. เข้าสู่รัฐสภา จึงสอดคล้องกับกฎหมายและคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญทุกประการ แต่เพื่อทำความเข้าใจและหาทางออกร่วมกับทุกฝ่าย
ฉะนั้น ตนในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร จึงได้ทำหนังสือขอเข้าพบกับสามบุคคลสำคัญ เพื่อร่วมหารือถึงทางออกและแผนใหม่ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้ทันก่อนการเลือกตั้ง ดังนี้ 1.นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล ซึ่งตนหวังจะหารือกับทุกพรรคการเมืองในรัฐบาล เพื่อให้เห็นตรงกันถึงความจำเป็นและความเหมาะสมในการเดินหน้าด้วยแผนการทำประชามติ 2 ครั้ง รวมถึงร่วมกันหาวิธีการในการหารือกับสมาชิกวุฒิสภาให้เห็นไปในทิศทางเดียวกัน
2.นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา เพราะหวังจะหารือให้ประธานรัฐสภาเห็นว่าการทบทวนหันมาบรรจุร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่อง สสร. ของพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกล เข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมรัฐสภา ซึ่งจะทำให้มีการลดจำนวนประชามติจาก 3 ครั้งเหลือ 2 ครั้ง สอดคล้องกับกฎหมายและคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
3.ประธานศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากโดยส่วนตัวตนหวังจะหารือให้ศาลรัฐธรรมนูญขยายความความหมายของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ 4/2564 เพื่อให้เกิดความชัดเจนว่าศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่ากระบวนการ และขั้นตอนในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะต้องประกอบด้วยการทำประชามติจำนวนกี่ครั้ง
“ผมหวังว่าทั้งสามท่านจะยินดีให้ กมธ.พัฒนาการเมืองฯ เข้าพบท่านหรือตัวแทนท่านที่สามารถตัดสินใจหรือให้ความเห็นแทนท่านได้ เพื่อร่วมหารือถึงทางออกในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้ทันก่อนการเลือกตั้งครั้งถัดไป ซึ่งเป็นเป้าหมายที่รัฐบาลเคยสัญญาไว้กับประชาชนและต้องอาศัยหลายภาคส่วนในการจับมือกันเดินหน้าไปด้วยกัน” นายพริษฐ์ กล่าว


