หน้าแรก การเมือง นพดล ยัน &#82...

นพดล ยัน ‘เกาะกูด’ เป็นของไทยมาตลอด วอนเลิกปั่นกระแสเสียดินแดน หวังผลทางการเมือง

1.11.24 | 12:38 น.
แฟ้มภาพ

นพดล ยันเกาะกูดเป็นของไทยมาตลอด MOU 44 ไม่ได้ทำให้ไทยเสียไป ขอเลิกบิดเบือนจุดกระแสเพื่อหวังผลทางการเมือง

เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน นายนพดล ปัทมะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยและอดีต รมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงกระแสการบิดเบือนว่าไทยจะเสียเกาะกูดและเอ็มโอยู 44 อาจนำไปสู่การเสียเกาะกูดว่า ข้อเท็จจริงคือเกาะกูดเป็นของไทยตามสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศสมานานแล้ว และไม่มีใครสามารถยกเกาะกูดให้กัมพูชาได้ คนไทยไปเที่ยวได้ตลอด ตนไม่เคยได้ยินว่ากัมพูชาเรียกร้องสิทธิเหนือเกาะกูด จึงขอเรียกร้องให้เลิกปั่นกระแสไทยเสียเกาะกูดในขณะนี้ เพราะมันเป็นความเท็จ รัฐบาลนี้รักประเทศชาติ ไม่มีใครจะทำให้ไทยเสียดินแดน

นพดลกล่าวว่า ส่วนที่มีการบิดเบือนว่าเอ็มโอยู 44 จะทำให้ไทยเสียดินแดนนั้น เห็นว่าเอ็มโอยู 44 ที่ลงนามโดย นายสุรเกียรติ เสถียรไทย รมว.ต่างประเทศในขณะนั้น ไม่ได้ทำให้ไทยเสียเกาะกูด แต่เป็นกรอบในการเจรจาเรื่องพื้นที่ทางทะเลและพื้นที่พัฒนาร่วม เนื่องจากทั้งไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในเขตไหล่ทวีปทับซ้อนกัน สองประเทศเลือกวิธีเจรจาทางการทูต จึงเป็นที่มาของเอ็มโอยู 44 เพื่อวางกรอบในการเจรจาบนพื้นฐานกฎหมายระหว่างประเทศ นอกจากนั้นมีการระบุชัดเจนว่าเนื้อหาของเอ็มโอยู 44 และการเจรจาจะไม่มีผลกระทบต่อการอ้างสิทธิทางทะเลของทั้งไทยและกัมพูชา อีกทั้งการเจรจานั้นจะต้องกระทำโดยคณะกรรมการร่วมด้านเทคนิคไทย-กัมพูชา (JTC) คนอื่นไปเจรจาไม่ได้ แม้แต่ตัวนายกฯ นอกจากนั้นรัฐบาลก่อน นายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกฯ ก็เคยใช้การเจรจาตามกรอบของเอ็มโอยู 44 มาก่อน

นพดลกล่าวต่อว่า ไม่อยากให้นำเรื่องดินแดนมาบิดเบือนใส่ร้ายอย่างเช่นที่ตนเคยถูกกระทำในอดีต ในสมัยที่เป็น รมว.ต่างประเทศ เคยถูกใส่ร้ายว่าเป็นคนยกปราสาทพระวิหารให้กัมพูชา ทั้งๆ ที่ไทยยกปราสาทพระวิหารให้กัมพูชาตามคำตัดสินศาลโลกไปแล้วตั้งแต่ปี 2505 ที่มี จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกฯ ดังนั้น การใส่ร้ายว่าตนยกเขาพระวิหารให้กัมพูชาจึงเป็นความเท็จโดยสิ้นเชิง ซึ่งในเรื่องนี้ตนถูกฟ้อง แต่ศาลฎีกาก็ได้พิพากษายกฟ้องตน และในคำพิพากษาก็ได้ระบุว่าสิ่งที่ตนทำถูกต้องและประเทศจะได้ประโยชน์ ซึ่งถ้าไม่จุดกระแสคลั่งชาติเพื่อหวังผลการเมืองในขณะนั้น ไทยจะรักษาได้ทั้งดินแดนและความสัมพันธ์ที่ดีกับกัมพูชา

นพดลกล่าวอีกว่า เสียดายที่การจุดกระแสด้วยความเท็จทำให้มีการปะทะตามแนวชายแดน มีทหารเสียชีวิตและทำให้ในปี 2554 กัมพูชากลับไปศาลโลกอีกครั้งหนึ่ง เพื่อยื่นตีความคำพิพากษาศาลโลกปี 2505 จนมีคำตัดสินตีความคดีปราสาทพระวิหารเดิมออกมาในปี 2556 ซึ่งในคำพิพากษาก็ระบุชัดเจนว่ากัมพูชาไม่ได้ขึ้นทะเบียนมรดกโลกรวมพื้นที่ซับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตร ตามที่ตนปกป้องไว้

Advertisement

“คนไทยไม่ว่าเสื้อสีอะไรรักชาติเท่ากัน อย่านำประเด็นรื่องดินแดนมาทำเป็นประเด็นการเมืองเพื่อหวังบั่นทอนเสถียรภาพของรัฐบาลเลย ถ้ารักชาติจริงต้องเอาความจริงและข้อกฎหมายมาพูดกัน นอกจากนั้น การเจรจาตามกรอบเอ็มโอยู 44 จะต้องกระทำโดยคณะกรรมการเจทีซี ซึ่งที่ผ่านมาประกอบไปด้วยเจ้าหน้าที่จากกระทรวงพลังงาน กองทัพ กระทรวงการต่าง เป็นต้น โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่จากกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ซึ่งรักชาติและมืออาชีพ เป็นไปได้อย่างไรที่บุคคลเหล่านี้จะทำให้ไทยเสียดินแดน” นายนพดลกล่าว