หน้าแรก การเมือง แกนนำรบ. ตบเท...

แกนนำรบ. ตบเท้าขึ้นตึกไทยฯ นายกฯแจงยิบ MOU 44 ไม่เกี่ยวเกาะกูด ยันเดินหน้าเจรจากัมพูชาต่อ

4.11.24 | 16:42 น.

‘นายกฯ’ ลั่น ประเทศไทยต้องมาก่อน รัฐบาลจะรักษาแผ่นดินไทยไว้อย่างเต็มที่ ชี้ ‘MOU 44’ ไม่เกี่ยวเกาะกูด ยัน ยกเลิกเองไม่ได้ต้องตกลงทั้งสองประเทศ มั่นใจ ถ้าทุกคนเข้าใจหลักการไม่มีบานปลาย

เมื่อเวลา 13.20 น. วันที่ 4 พฤศจิกายน ที่ทำเนียบรัฐบาล หัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาล ทยอยเดินทางขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อประชุมแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล ที่ห้องสีเขียว ร่วมกับ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี นายภูมิธรรม เวชยชัย, นายอนุทิน ชาญวีรกูล, นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม หัวหน้าพรรคประชาชาติ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.อุตสาหกรรม เลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรคชาติพัฒนา เข้าร่วม เพื่อติดตามการทำงาน ปัญหา และข้อเสนอ แนะต่างๆ เกือบ 2 ชั่วโมง

ต่อมา เวลา 15.05 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้แถลงภายหลังการประชุมแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล ว่า วันนี้ได้คุยกันในเรื่องของ MOU 44 ได้คุยกันในรายละเอียด วันนี้จะมาขอยืนยันว่า เกาะกูดเป็นของประเทศไทย เป็นมาตั้งนานแล้วและกัมพูชาก็รับรู้เช่นนั้นเหมือนกัน ตามสนธิสัญญาฝรั่งเศส และรัฐบาลนี้จะไม่ยอมเสียพื้นที่ของประเทศไทยแม้แต่ตารางนิ้วเดียวไปให้ใครก็ตาม ซึ่งเรื่องเกาะกูดเป็นเรื่องที่เราไม่เคยมีปัญหากับกัมพูชาอยู่แล้ว ไม่เคยมีข้อสงสัยด้วย อาจจะมีแต่เกิดความเข้าใจผิดกันในประเทศไทยเอง และในส่วนของ MOU 44 ก็ยังอยู่ เพราะไม่สามารถยกเลิกได้นอกจากใช้การตกลงกันระหว่างสองประเทศคู่สัญญา หากเรายกเลิกเองก็จะถูกฟ้องร้องได้

 

Advertisement

เมื่อถามถึง รัศมีรอบเกาะกูดซึ่งเป็นทะเลว่าจะมีการแบ่งกันลงตัวอย่างไร น.ส.แพทองธารกล่าวว่า ใน MOU 44 นั้น ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับตัวเกาะกูดเลย ส่วนในพื้นที่ของทะเลนั้นมีการขีดเส้นไม่เหมือนกัน แต่ในเนื้อหาของ MOU เป็น agreement to negotiate หรือ ตกลงกันว่าจะมีการเจรจากันระหว่างประเทศ เพราะฉะนั้นอย่างไรก็ตามเราจะต้องมีคณะกรรมการการทำงานที่มาคุยกัน ซึ่งขณะนี้คณะกรรมการของทางกัมพูชามีอยู่แล้ว แต่ของเราเมื่อเปลี่ยนรัฐบาลก็จะต้องมีการจัดตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ขึ้น ตั้งแต่รัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็มีคณะกรรมการนี้เกิดขึ้น ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงจัดตั้ง เมื่อเสร็จแล้วก็จะได้มีการศึกษาและพูดคุยกัน ซึ่งก็ไม่น่านานแล้วเพราะมีการจัดตั้งมาสักพักแล้ว ตั้งแต่ตนได้รับตำแหน่งประมาณหนึ่งเดือน ก็เริ่มคุยกันเรื่องคณะกรรมการแล้ว แต่อาจจะต้องรอนิดหนึ่งเพื่อให้ลงตัว

เมื่อถามถึง กรณีที่มีการมองว่าการยอมรับ MOU เป็นเหมือนการที่ประเทศไทยยอมรับเส้นของประเทศกัมพูชานั้น น.ส.แพทองธารกล่าวว่า อันนั้นคือความเข้าใจผิดเราไม่ได้ยอมรับเส้นอะไร MOU นี้ คือการที่เราคิดไม่เหมือนกัน แต่ต้องแก้ไขปัญหาร่วมกันทั้งสองประเทศ ตั้งแต่เมื่อปี พ.ศ.2515 กัมพูชาได้ขีดเส้นมาก่อน และประเทศไทยได้ขีดเส้นด้วยในปี พ.ศ.2516 ซึ่งในตอนแรกคิดเหมือนกันแต่ข้อตกลงข้างในไม่เหมือนกัน จึงได้จัดทำ MOU ขึ้นมา และเปิดเพื่อการเจรจาว่าจะเป็นอย่างไร โดยให้คนไทยสบายใจได้เพราะเกาะกูดไม่เคยเป็นส่วนอยู่ในการเจรจานี้เลย

 

เมื่อถามว่า จากที่มีการพูดคุยกันว่ามีการยกเลิก MOU 44 ในสมัยรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นั้น ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร น.ส.แพทองธารกล่าวว่า ไม่มี เพราะข้อเท็จจริงคือ MOU ไม่สามารถเลือกได้ถ้าไม่มีข้อตกลงระหว่างสองประเทศคู่สัญญา และจะต้องเป็นมติเข้าผ่านรัฐสภา ซึ่งในปี พ.ศ.2552 ก็ไม่ได้มีการนำเรื่องนี้เข้ารัฐสภา และในปี พ.ศ.2557 พลเอกประยุทธ์ก็ยืนยันเช่นนั้น

เมื่อถามว่า แต่ในขณะนี้มีกระแสต้องการให้มีการยกเลิก MOU จะทำอย่างไรไม่ให้สถานการณ์บานปลาย น.ส.แพทองธารกล่าวว่า ต้องถามก่อนว่ายกเลิกแล้วได้อะไร เราต้องกลับมาที่เหตุและผล เพราะว่าทุกประเทศคิดไม่เหมือนกันได้ แต่เมื่อคิดไม่เหมือนกันก็จะต้องมี MOU ที่คุยกันว่า เมื่อมีความเห็นไม่เหมือนกันแล้วจะคุยกัน เพื่อไม่ให้เกิดเป็นปัญหาระหว่างประเทศ ซึ่งเรื่องนี้สำคัญมาก การที่รักษาไว้ซึ่งความสงบระหว่างประเทศเป็นสิ่งสำคัญ MOU นี้เปิดให้ทั้งสองประเทศได้คุยกัน หากถามว่ายกเลิกแล้วได้อะไรบ้าง ถ้าเรายกเลิกฝ่ายเดียวเราโดนฟ้องร้องจากกัมพูชาอย่างแน่นอน ซึ่งมันไม่มีประโยชน์ และตนคิดว่าถ้าทุกคนเข้าใจในหลักการแล้วไม่น่าจะบานปลาย เพราะมันเป็นข้อเท็จจริงที่ต้องเป็นแบบนั้น ไม่มีการคุยอะไรข้างหลัง เพราะนี่เป็นกรอบเป็นหลักเป็นกฎหมายอยู่แล้ว

เมื่อถามว่า กลัวว่าการแถลงวันนี้จะถูกมองว่าเป็นการเดินหน้าลุยต่อโดยไม่ฟังเสียงคัดค้านหรือไม่ น.ส.แพทองธารกล่าวว่า ไม่จริงเลย ที่มาในวันนี้ทุกคนตกลงกันอย่างง่ายดายและเข้าใจ ตามหลักการเดียวที่ว่าอันนี้เป็นข้อตกลงระหว่างประเทศ วันนี้ที่ออกมาแถลงเพื่อจะอธิบายให้ประชาชนเข้าใจว่า MOU 44 นั้น ไม่เกี่ยวข้องกับเกาะกูด เกาะกูดเป็นของเรา และ MOU เป็นเรื่องระหว่างสองประเทศ เมื่อต้องการจะยกเลิกต้องเป็นการตกลงระหว่างประเทศ และเรายังไม่ได้เสียเปรียบใดๆ ในการตกลงอันนี้ ดังนั้นอย่าเอาเรื่องของการเมืองมาทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสั่นคลอน จึงอยากให้ทุกคนทำความเข้าใจตามหลัก

เมื่อถามว่า แปลว่าจากการคุยกันในวันนี้ เห็นด้วยที่จะเดินหน้าต่อใช่หรือไม่ น.ส.แพทองธารกล่าวว่า เดินต่อแน่นอน และที่เราต้องทำที่ทางกัมพูชารอเราคือในเรื่องของคณะกรรมการ ที่จะต้องทำการศึกษาและเป็นตัวแทนไปพูดคุย ซึ่งประกอบไปด้วยหลายกระทรวง เช่น กระทรวงกลาโหม กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงพลังงาน ที่จะช่วยกัน

 

เมื่อถามว่า แล้วรัฐบาลไทยมีแนวทางในการตกลงเรื่องแหล่งปิโตรเลียมใต้ทะเลอย่างไรบ้าง น.ส.แพทองธารกล่าวว่า ต้องคุยกันระหว่างประเทศก่อน ในเรื่องนี้จริงๆ ต้องมีการศึกษารายละเอียดด้วย ว่าจะสามารถแบ่งอย่างไรได้บ้างเพื่อให้ได้ผลประโยชน์ที่ได้กับทั้งสองประเทศ ให้ได้เกิดความยุติธรรมมากที่สุด ซึ่งเราทราบอยู่แล้วว่าการมีแก๊สธรรมชาติจะช่วยลดต้นทุนพลังงานได้ จึงจะต้องมีการตั้งและส่งคณะกรรมการผู้รู้ไปศึกษาร่วมกันกับทางกัมพูชาด้วย เพื่อจะได้คำตอบที่ตอบพี่น้องประชาชนได้อย่างชัดเจน

เมื่อถามว่า จะใช้ความสัมพันธ์ที่ดีของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้เป็นบิดา เพื่อที่จะพูดคุยกับทางกัมพูชาหรือไม่ น.ส.แพทองธารกล่าวว่า ความสัมพันธ์ที่ดีสามารถสร้าง connection ดีๆ ได้ อย่างเช่นหากเรามีเพื่อนสนิทเราสามารถพูดคุยกับเพื่อนสนิทเราได้ แต่ในเรื่องของผลประโยชน์ของประเทศเขาและประเทศเรา เราต้องใช้คณะกรรมการเพื่อไม่ให้เกิดความลำเอียง จะได้มีความรู้จริงรู้ครบและเกิดความยุติธรรมขึ้นมาด้วย

เมื่อถามว่ายืนยันว่ารัฐบาลไทยจะรักษาประโยชน์ของประเทศไทยใช่หรือไม่ น.ส.แพทองธารกล่าวว่า “ดิฉันเป็นคนไทย 100 เปอร์เซนต์ อย่างที่บอกไว้ว่า ประเทศไทยต้องมาก่อน คนไทยต้องมาก่อน เพราะฉะนั้นรัฐบาลยืนยันจะรักษาแผ่นดินไทยไว้อย่างเต็มที่ และจะทำให้ประชาชนมีความสุขที่สุด”