“เผ่าภูมิ” มอบนโยบาย สรรพสามิต คลอดภาษีใหม่ ภาษีหวานมันเค็ม รักษาสุขภาพคนไทย เดินหน้าภาษีบุหรี่อัตราเดียว
ภาษีหวานมันเค็ม – เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2567 ที่กรมสรรพสามิต นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ได้มอบนโยบายให้กรมสรรพสามิตเป็นกลไกและรักษาสมดุลด้านภาษีระหว่างการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สุขภาพของประชาชน ธรรมาภิบาล และรายได้การจัดเก็บโดยเฉพาะด้านสุขภาพประชาชน ให้ใช้กลไกภาษีเพื่อสนับสนุนการแพทย์เชิงป้องกัน ลดการบริโภคอาหารที่เป็นโทษต่อสุขภาพ เพื่อให้ประชาชนมีสุขภาพที่ดี และลดภาระงบประมาณด้านสาธารณสุขของประเทศ โดยในส่วนภาษีความหวานที่มีการจัดเก็บอยู่แล้ว ให้ดำเนินการจัดเก็บภาษีความหวานแบบผสมต่อเนื่อง และเข้าสู่เฟส 4 ตามกำหนดเวลา
นายเผ่าภูมิกล่าวว่า ทั้งนี้ ยังให้กรมสรรพสามิตศึกษาพิจารณากลไกการเก็บ ภาษีโซเดียม หรือ ภาษีความเค็มในสินค้าบางประเภทที่ไม่อยู่ในสินค้าควบคุม เช่น ขนมขบเคี้ยว หรือสินค้าไม่จำเป็นจะโดนเก็บก่อนตามสัดส่วนความเค็ม ขณะเดียวกันสินค้าที่กระทบต่อประชาชนส่วนใหญ่ หรือเป็นสินค้าปัจจัยสี่ต่อผู้มีรายได้น้อยก็ต้องคำนึงไม่ให้ประชาชนกระทบ
นายเผ่าภูมิกล่าวว่า ด้าน ภาษีไขมัน ถือเป็นเรื่องใหม่จึงให้สรรพสามิตไปเริ่มศึกษาในสินค้าบางประเภท โดยดูว่า “มีไขมันดีหรือไขมันไม่ดี” มีเป้าหมายเพื่อต้องการปรับพฤติกรรมให้คนไทยลดการบริโภคโซเดียม ความเค็ม และไขมัน ซึ่งตั้งเป้าคนไทยลดบริโภคเค็มลง 30% ภายในปี 2568 ขณะเดียวกัน ให้มีระยะเวลาปรับตัวแก่ผู้ประกอบการก่อนกฎหมายมีผลบังคับ
นายเผ่าภูมิกล่าวว่า ส่วน ภาษีบุหรี่ ให้จัดเก็บภาษีแบบผสมผสาน โดยพิจารณาและศึกษาความเหมาะสมในการปรับปรุงโครงสร้างภาษีบุหรี่แบบอัตราเดียว เพื่อลดการบิดเบือนกลไกราคา โดยให้พิจารณาปัจจัยความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการและสนับสนุนผู้เพาะปลูกใบยาสูบในประเทศด้วย รวมทั้งดำเนินการระบบตรวจ ติดตามบุหรี่ โดยใช้ระบบคิวอาร์ โค้ดในบุหรี่ เพื่อป้องกันบุหรี่เถื่อนทั้งระบบ ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบข้อมูลการเสียภาษีและแหล่งที่มาของบุหรี่เพื่อมั่นใจได้ว่าได้มาตรฐานและตรวจสอบโดยกรมสรรพสามิต
นายเผ่าภูมิกล่าวอีกว่า สำหรับ ภาษีน้ำมัน ให้กำหนดกลไกราคาคาร์บอนในภาษีสรรพสามิตจากน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน 6 ประเภท ซึ่งไทยจะเป็นประเทศที่ 2 ในอาเซียน โดยคำนวณจากค่าสัมประสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเบื้องต้นกำหนดราคาคาร์บอนที่ 200 บาทต่อตันคาร์บอน เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมหรือกระบวนการผลิตที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทั้งประชาชนและผู้ประกอบการ โดยต้องไม่ให้กระทบต่อราคาขายปลีกพลังงานแก่พี่น้องประชาชน
นายเผ่าภูมิกล่าวว่า การเก็บแบตเตอรี่ ให้ศึกษาพิจารณาเปลี่ยนจากอัตราคงที่ 8% เป็นอัตราแบบขั้นบันได ภาษีปล่อยมลพิษเยอะจะเก็บภาษีเยอะ ปล่อยมลพิษน้อยเสียภาษีน้อย โดยคำนึงถึงปัจจัยอายุการใช้ และค่าพลังงานจำเพาะต่อน้ำหนัก รวมถึงชนิดของแบตเตอรี่ เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมแบตเตอรี่สะอาด อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า ส่วนการเก็บภาษียานยนต์ ให้ใช้กลไกภาษีกระตุ้นให้เกิดการลงทุนและสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ทั้งระบบอย่างสมดุล ระหว่างรถยนต์ไฟฟ้า สันดาปใช้น้ำมัน รวมถึงไฮบริดจ์ อย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ต้องกำหนดเวลาชัดเจน และให้แนวทางว่ากรมสรรพสามิตสามารถสูญเสียรายได้ในระยะสั้น เพื่อสนับสนุนการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมในระยะยาว

