แกนนำพรรคเพื่อไทยตบเท้าชงไอเดียปรองดอง เปิดข้อเสนอตั้งคณะกรรมการอิสระ ระดมทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมไร้การครอบงำ
เมื่อวันที่ 9 มีนาคม ที่กระทรวงกลาโหม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหม ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองในชุดคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง พร้อมคณะอนุกรรมการได้เชิญพรรคเพื่อไทย เข้าให้ข้อคิดเห็นในแนวทางสร้างความปรองดอง 10 ประเด็น
สำหรับแกนนำพรรคเพื่อไทย นำโดย พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ รักษาการหัวหน้าพรรค นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรค นายชูศักดิ์ ศิรินิล ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรค นายโภคิน พลกุล นายชัยเกษม นิติสิริ และคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เข้าร่วมเสนอแนวทางปรองดอง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลักการและแนวทางการปรองดองของพรรคเพื่อไทย คือ 1.ปัจจัยที่จะทำให้การปรองดองเกิดความสำเร็จ ประการแรกต้องมีความจริงใจในการดำเนินการเรื่องนี้ของรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นหลัก ตามมาด้วยผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ประการที่สอง ความเข้าใจและการมีองค์ความรู้ที่ถูกต้องต่อความหมายและกระบวนการในการปรองดอง โดยผู้รับผิดชอบควรมีความเป็นกลาง มีความเป็นอิสระ โดยไม่ตกอยู่ภายใต้การชี้นำและสั่งการของฝ่ายใด ประการสุดท้าย ปราศจากอคติของบุคคลที่ใช้อำนาจรัฐทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล คสช. องค์กรนิติบัญญัติ ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐทั้งหลาย เพราะหากเจ้าหน้าที่ของรัฐมีอคติ ไม่มีความเป็นกลางในการแก้ไขปัญหาแล้ว ความปรองดองจะไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลย เพราะผู้คนขาดความไว้วางใจในกลไกของรัฐ
2.การปรองดองและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ต้องอยู่ภายใต้สภาพแวดล้อมทางสังคมเช่นไร ชาติต่างๆ ในสังคมโลกเกือบทั้งหมดรวมทั้งชาติไทยยอมรับหลักการที่ว่า “ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย” ถ้าทุกฝ่ายยอมรับในหลักการนี้และปฏิบัติตาม การเปลี่ยนผ่านจากรัฐบาลหนึ่งไปอีกรัฐบาลหนึ่งจะเป็นไปอย่างสันติ แต่หากมีปัญหาที่ว่า รัฐบาลหรือรัฐสภาหรือองค์ใดก็ตามที่ใช้อำนาจของประชาชน ไม่ได้ใช้อำนาจนั้น “เพื่อประชาชน” จะมีวิธีการและกระบวนการเช่นใดจัดการกับปัญหาดังกล่าว เพื่อให้สังคมยังเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคงและสันติ
ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า ส่วนคำตอบที่เป็นสากลก็คือ 1.องค์กรของรัฐทุกองค์กรต้องยึดหลัก “นิติธรรม” เป็นหลักในการปฏิบัติหน้าที่ ถ้าทุกฝ่ายยึด “หลักนิติธรรม” ในการจัดการกับรัฐบาลหรือเจ้าหน้าที่รัฐที่เห็นว่าไม่ได้ทำหน้าที่เพื่อประชาชน มีผลประโยชน์ทับซ้อน ทุจริต ฯลฯ โอกาสที่จะแตกแยกขัดแย้งอย่างที่เกิดขึ้นก็จะเป็นไปไม่ได้ และแม้เกิดขึ้นแล้วในขณะนี้ หากกลับไปยึด “หลักนิติธรรม” โดยเคร่งครัด ความปรองดองก็จะเกิดขึ้นโดยไม่ยาก
2)อีกสิ่งหนึ่งที่จะละเลยไม่ได้ก็คือ “การให้อภัย” ซึ่งต้องเป็นไปในสองแนวทางคือ หนึ่ง ผู้ที่ได้ประโยชน์จากความขัดแย้ง ต้องเลิกคิดและหาประโยชน์จากความขัดแย้ง ต้องไม่ย่ำยีผู้ที่เป็นเหยื่อของความขัดแย้งอีกต่อไป ขณะเดียวกัน ผู้ที่ได้รับผลกระทบหรือเหยื่อของความขัดแย้งก็ต้องปรับจิตใจตนเอง โดยยอมรับการให้อภัยต่อผู้ที่กระทำต่อตน
สอง ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ต้องยอมรับในกระบวนการยุติธรรมที่จะนำไปสู่ความสมานฉันท์ นั่นคือการนำการให้อภัยไปสู่การปฏิบัติต่อไป 3.สาเหตุของความขัดแย้ง ต้องค้นหาสาเหตุของความขัดแย้งเพื่อการยอมรับและนำไปสู่การแก้ปัญหาไม่ใช่เพื่อการประณามฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และในเบื้องต้นต้องยอมรับว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจากบางพวกบางกลุ่ม แต่แทบทุกฝ่ายล้วนเข้าไปมีส่วนไม่มากก็น้อย จึงเป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะต้องรับฟัง ยอมรับในความผิดพลาดและให้อภัยซึ่งกันและกัน ลบความคิดแบบอคติออกไปให้หมด
การค้นหาสาเหตุควรเริ่มจากรายงาน หรือผลการศึกษาที่องค์กรต่างๆ จัดทำขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ และศึกษาเพิ่มเติม ถ้ายังมีสิ่งใดขาดตกบกพร่อง
ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า 4.การกำหนดคู่ขัดแย้ง ประเด็นนี้มีความสำคัญมาก เพราะต้องพิจารณาให้รอบด้าน กล่าวคือ1.ถ้าพิจารณาจากความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม คือความขัดแย้ง ระหว่างชนชั้นนำทางเศรษฐกิจจำนวนไม่กี่ตระกูลที่ครอบงำระบบเศรษฐกิจของประเทศ และชนชั้นล่างจำนวนมหาศาล ที่สิ้นหวังและต้องการความช่วยเหลือ 2.ถ้าพิจารณาจากประเด็นอำนาจ คือ หนึ่ง ชนชั้นนำทางเศรษฐกิจจำนวนน้อยมากที่ได้ประโยชน์และใช้อำนาจแฝงผ่านทางพรรคการเมือง กองทัพ และระบบราชการ สอง กองทัพและระบบราชการที่ต้องการมีอำนาจเพื่อประโยชน์ของตัวเอง แม้จะไม่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยและหลักนิติธรรม สาม พรรคการเมืองและนักการเมืองที่ต้องการได้อำนาจผ่านการเลือกตั้ง ซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีการซื้อเสียง มีผลประโยชน์ทับซ้อน มีการทุจริตคอรัปชั่น สี่ ประชาชนที่ต้องการใช้อำนาจของตนผ่านการเลือกตั้ง ประชามติ เสนอร่างกฎหมาย ฯลฯ 3.ถ้าพิจารณาอย่างแคบเพื่อโทษบางกลุ่มบางพวก ก็จะมุ่งไปที่ หนึ่ง สองพรรคการเมืองใหญ่ สอง กลุ่มอิทธิพลใหญ่คือ กลุ่มเสื้อเหลืองกับกลุ่ม กปปส. และกลุ่มคนเสื้อแดง ดังนั้นจึงต้องไม่พิจารณาแบบอัตวิสัยเพื่อโทษบางคนบางกลุ่ม
“4.กระบวนการในการสร้างความปรองดอง ควรพิจารณาเป็นขั้นตอนดังนี้ การพิจารณาและยอมรับในสาเหตุร่วมกัน การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบให้เป็นไปตามหลักนิติธรรม จะต้องสถาปนาหลักนิติธรรมที่แท้จริงขึ้นในกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายอื่นใดที่ไม่ได้เป็นไปตามหลักดังกล่าว ตลอดจนการบังคับใช้หลักนิติธรรมอย่างเคร่งครัดโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ จะต้องนำเอากระบวนการยุติธรรมเพื่อการสมานฉันท์มาใช้ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ด้วยการชดเชยค่าเสียหายแก่ผู้ได้รับผลกระทบ พร้อมทั้งผู้ได้รับความอยุติธรรมด้วยหลักนิติธรรม รวมทั้งการรณรงค์ให้ทุกฝ่ายโดยเฉพาะฝ่ายถูกกระทำด้วยความอยุติธรรมให้อภัยผู้กระทำ ไม่มีการแก้แค้น ตลอดจนกำหนดแผนและขั้นตอน โรดแมป ร่วมกันในการดำเนินการ”
สำหรับการหามาตรการเสริม “หลักนิติธรรม” เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาในอนาคต เช่น การตรวจสอบและปฏิรูปศาลและองค์กรอิสระเพื่อให้ผู้พิพากษาและกรรมการองค์กรอิสระมีความเป็นกลางอย่างแท้จริง การส่งเสริมและควบคุมให้สื่อต่างๆ ทำหน้าที่อย่างเป็นกลาง ไม่ยุยงหรือสร้างความเกลียดชัง แม้แต่กองทัพและระบบราชการก็ต้องทำหน้าที่ของตนตาม “หลักนิติธรรม” ไม่ใช้การรัฐประหารเพื่อแก้ไขปัญหา
ท้ายที่สุดข้อเสนอแนะเพิ่มเติมต่อการดำเนินการเรื่องการปรองดองในช่วงที่ผ่านมา
1)เพื่อให้การดำเนินการได้รับความเชื่อถือและไว้วางใจจากประชาชน เมื่อได้รับฟังข้อมูลจนครบถ้วน ควรจัดตั้ง “คณะกรรมการอิสระ” ที่มาจากทุกภาคส่วนมาเป็นผู้ดำเนินการในกระบวนการปรองดอง โดยไม่อยู่ภายใต้การสั่ง หรือครอบงำของฝ่ายใด
2)ต้องเปิดโอกาสให้นักวิชาการ สื่อมวลชน องค์กรภาคประชาชน และผู้ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง ได้มีโอกาสร่วมเสนอความคิดเห็นในเรื่องนี้ได้อย่างเสรี ผ่านทางช่องทางต่างๆ อย่าให้การรับฟังความคิดเห็น เป็นเพียงพิธีกรรมและเลือกปฏิบัติ
3)ผลสรุปของแนวทางการสร้างความปรองดอง ต้องเป็นข้อตกลงร่วมกันบนพื้นฐานของการคำนึงถึงคุณค่า และศักดิ์ศรีของมนุษย์อย่างเท่าเทียม ผูกพันกับหลักประชาธิปไตย และหลักนิติธรรมที่เป็นสากล ไม่ใช่เกิดจากการบังคับด้วยอำนาจ



