TCJA วิพากษ์ ปมปัญหาร่างกฎหมายโลกร้อน ฉบับปรับปรุงล่าสุด
วันที่ 8 พฤศจิกายน นายกฤษฎา บุญชัย ผู้ประสานงานเครือข่าย Thai Climate Justice for All เปิดเผยว่า เครือข่าย Thai Climate Justice for All (TCJA) กับภาคีประชาสังคมต่าง ๆ ได้เคยสนอข้อเรียกร้องกฎหมายโลกร้อนต่อภาครัฐเมื่อเวที COP ภาคประชาชนเดือนพฤศจิกายน 2566 ต่อมาได้ยื่นหนังสือเปิดผนึกข้อเรียกร้องร่างกฎหมายต่ออธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอกาศในเดือนพฤษภาคม 2567 รวมถึงนำเสนอร่างกฎหมายโลกร้อนภาคประชาชนต่อรัฐสภาในเดือนสิงหาคมเพื่อเปรียบเทียบให้เห็นร่างกฏหมายที่ประชาชนต้องการ
นายกฤษฎา ระบุว่า ข้อวิจารณ์หลักที่ TCJA มีต่อร่างกฎหมายของรัฐคือ ไม่มีหลักการสิทธิมนุษยชนและความเป็นธรรมต่อสภาพภูมิอากาศ ไม่มีเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัวที่ชัดเจน ยังเป็นระบบรวมศูนย์ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน ใช้คาร์บอนเครดิตมาฟอกเขียวให้กับกลุ่มอุตสาหกรรมที่ปล่อยคาร์บอนรายใหญ่ทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมสภาพภูมิอากาส และระบบกองทุนและการสนับสนุนต่าง ๆ ยังไม่เอื้อที่ให้ชุนชนเข้าถึงเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันปรับตัวแก่ชุมชนที่ทั่วถึงเป็นธรรม
ในช่วงเวลาของการวิพากษ์และเสนอแนะเพื่อปรับรื้อกฎหมาย ประเทศไทยและโลกได้เผชิญวิกฤติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างมากมาย ทั้งน้ำท่วมใหญ่ในภาคตะวันออก ภาคเหนือ และภาคอีสานริมน้ำโขง สร้างความเสียหายอย่างรุนแรง โดยเฉพาะกับเกษตรกร ชุมชนท้องถิ่น คนยากจน และมีความวุ่นวาย ความขัดแย้งเรื่องคาร์บอนเครดิตที่รุนแรงขึ้น ควรที่รัฐจะยิ่งตระหนักขึ้นว่าร่างกฎหมาย “โลกร้อน” ที่เคยเสนอไป ไม่ได้ตอบโจทย์วิกฤติที่สังคมไทยเผชิญอยู่ในเวลานี้เลย
มาถึงขณะนี้ ร่างกฎหมายดังกล่าวก็ได้ถูกพิจารณาปรับปรุงจากคณะอนุกรรมการกฎหมายภายใต้คณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ จนได้ร่างฉบับใหม่ที่จัดรับฟังความคิดเห็นในเวลานี้ เรามาลองวิเคราะห์กันว่าร่างฯ ฉบับปรับปรุงใหม่จะข้อเรียกร้องของประชาชน และสถานการณ์วิกฤติโลกร้อนที่ประชาชนประสบไปออกแบบใหม่ให้ดีขึ้นหรือไม่ อย่างไร
1.ปัญหาของเจตนารมณ์ ร่างกฎหมายเดิมไม่มีเจตจำนงค์ของความห่วงใยต่อวิกฤติธรรมชาติที่กำลังล่มสลาย วิกฤติสังคมที่หนักหน่วง กฎหมายที่ประชาชนและโลกต้องการควรมีเจตนารมณ์ของการปกป้องโลก มุ่งปรับความสัมพันธ์เชิงระบบจากระบบทุนนิยมทำลายภูมิอากาศ ไปสู่สังคมเกื้อกูลและเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ แต่ร่างกฎหมายโลกร้อนฉบับใหม่ยังกำหนดเจตนารมณ์ของกฏหมายเพื่อ “ให้ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมและเศรษฐกิจแบบคาร์บอนต่ำ” กล่าวเป็นคือเป็นกฎหมายเศรษฐกิจที่มุ่งปรับตัวของภาคธุรกิจเอกชนในภายใต้โลกการค้าเสรีที่มีเงื่อนไขคาร์บอนต่ำมากำกับ ไม่ได้สะท้อนถึงความห่วงใยต่อธรรมชาติและความเป็นอยู่ของผู้คนในสังคมร่วมโลกและประเทศไทย โดยเฉพาะประชาชนคนยากจนที่ถูกทำให้เปราะบางจนไม่สามารถรับมือกับภาวะโลกรวนได้ จนทำให้เกิดความสูญเสียและเสียหาย
2. การกำหนดเป้าหมายที่ล่าช้า สหประชาชาติที่เรียกร้องให้ทุกประเทศร่วมกันลดก๊าซฯ ให้ได้ร้อยละ 42 ภายในปี 2030 และร้อยละ 57 ในปี 2035 เพื่อที่จะยังรักษาอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงเกิน 1.5 องศาฯ ได้อย่างไร ยิ่งในฐานะที่ประเทศไทยที่แม้เป็นประเทศเล็ก ๆ แต่ก็ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงเป็นอันดับที่ 20 ของโลก (ร้อยละ 1 ของการปล่อยก๊าซฯ ของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก) แผนเจตจำนงค์ลดก๊าซเรือนกระจก (NDC) ที่ไทยเคยเสนอเคยถูกสถาบันวิชาการนานาชาติประเมินว่ายังขาดความเอาจริงเอาจัง และหากใช้มาตรฐานเดียวกับประเทศไทยอาจทำให้อุณหภูมิโลกสูงถึง 3-4 องศาฯ แต่ร่างกฎหมายฯ ปรับปรุงใหม่ยังคงเป้าหมายเดิมมุ่งความเป็นกลางทางคาร์บอนปี 2050 และก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ปี 2065 ล่าช้ากว่าวิกฤติของโลก
3. การไม่มีหลักการสิทธิมนุษยชนและความเป็นธรรมสภาพภูมิอากาศ ในร่างกฏหมายเดิมไม่กำหนดหลักการสิทธิและความเป็นธรรมสภาพภูมิอากาศให้ชัดเจน ทำให้ TCJA และประชาสังคมเสนอให้มีหลักสิทธิมนุษยชนและสิทธิชุมชนต่อสภาพภูมิอากาศ ในด้านเนื้อหา เช่น สิทธิในสภาพภูมิอากาศที่เอื้อต่อการดำรงชีพอย่างมีศักดิ์ศรี สิทธิในการจัดการนิเวศ ทรัพยากร วัฒนธรรม เศรษฐกิจ สังคม สุขภาพ อาหาร การศึกษา เป็นต้น และสิทธิในด้านกระบวนการ เช่น การเข้าถึงข้อมูล การมีส่วนร่วมนโยบาย การเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม และอื่น ๆ และจะต้องมีหลักความเป็นธรรมสภาพภูมิอากาศ ด้วยหลักความรับผิดชอบที่แตกต่าง ผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่จะต้องรับผิดชอบลดก๊าซเรือนกระจกของตนเองตามสัดส่วนของการสร้างผลกระทบ และมีหน้าที่รับผิดชอบต่อความสูญเสียและเสียหายที่มีต่อนิเวศและประชาชน
แต่ร่างกฎหมายใหม่บัญญัติ “ความเป็นธรรมด้านสภาพภูมิอากาศ” แต่ไม่มีแก่นสารตามหลักความรับผิดชอบที่แตกต่าง ภาคส่วนที่ปล่อยคาร์บอนรายใหญ่ต้องรับผิดชอบลดปริมาณก๊าซของตนเองโดยไม่เอาทรัพยากรสาธารณะมาชดเชย ตรงข้ามกลับระบุให้เป็น “ความรับผิดชอบทุกภาคส่วน” โดยไม่มีหลักความรับผิดชอบที่แตกต่าง
TCJA และภาคียังเรียกร้องให้มีการปกป้องคุ้มครองสิทธิชุมชน และนักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้านสภาพภูมิอากาศที่อาจเสี่ยงต่อการถูกรัฐและกลุ่มทุนคาร์บอนรายใหญ่คุกคามฟ้องร้องได้ เพื่อยังเป็นการเสริมอำนาจประชาสังคมในการต่อรองสร้างความเป็นธรรมสภาพภูมิอากาศได้มากขึ้น แต่ร่างกฎหมายฉบับใหม่ไม่มีการคุ้มครองสิทธิประชาชนในการปกป้องตนเองและตรวจสอบรัฐและกลุ่มทุนได้
4. ระบบโครงสร้างที่รวมศูนย์อำนาจ ในร่างกฎหมายเดิมที่คณะกรรมการนโยบายระดับชาติที่เป็นกลไกรวมศูนย์ โดยโครงสร้างประกอบด้วยนายกรัฐมนตรี และตัวแทนกระทรวงต่าง ๆ และมีภาคเอกชนจากสภาอุตสาหกรรมฯ สภาหอการค้า และสมาคมธนาคาร แต่ไม่มีภาคประชาสังคมและชุมชน หลังจาก TCJA และประชาสังคมวิจารณ์ จึงปรับเพิ่มสัดส่วนภาคประชาสังคมเล็กน้อย โดยให้คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจากองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติที่ได้ขึ้นทะเบียนหนึ่งคนเท่านั้น! ซึ่งเป็นสัดส่วนที่ไม่ได้มีความหมายตามหลักความเป็นธรรม การมีส่วนร่วมอย่างเสมอภาค และไม่ชัดเจนในกระบวนการคัดเลือกประชาสังคม ซึ่งบทเรียนที่ผ่านมาทั้งคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ คณะกรรมการนโยบายป่าไม้แห่งชาติ เราจะเห็นประชาสังคมบางคนที่ถูกคัดเลือกโดยราชการว่ามีความ “เหมาะสม” เข้าไปร่วมในโครงสร้างรวมศูนย์โดยไม่สามารถนำประเด็นข้อเรียกร้องของประชาชนไปต่อรอง และไม่เชื่อมโยงกับประชาชน
นายกฤษฎา ระบุว่า สิ่งที่ TCJA และประชาสังคมเรียกร้องคือ การกระจายอำนาจทั้งออกสู่สังคมและสู่ท้องถิ่นและชุมชน การมีส่วนร่วมของประชาชนที่ทั่วถึงเท่าเทียม ที่มีความสำคัญที่จะทำให้ภาคส่วนต่าง ๆ ของสังคมเข้ามามีส่วนร่วมขับเคลื่อนได้เต็มที่ ก็ไม่ถูกบรรจุในร่างกฏหมายฉบับนี้ 5. การดื้อรั้นคงตลาดคาร์บอนเป็นกลไกจัดการก๊าซเรือนกระจก การใช้ตลาดคาร์บอนและคาร์บอนเครดิต เป็นประเด็นที่ภาคประชาสังคมวิจารณ์มากที่สุด เพราะเป็นเครื่องมือสำคัญในการฟอกเขียวให้กับกลุ่มทุนที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่ ใช้สร้างภาพลักษณ์การลดก๊าซ ใช้ชดเชยการปล่อยคาร์บอนของตนเอง และยังแสวงกำไรจากการซื้อขายคาร์บอน ด้วยการเอาแรงจูงใจจากประโยชน์คาร์บอนเครดิตมาลดทอนความรับผิดชอบในการลดก๊าซได้กระตุ้นให้อุตสาหกรรมต่าง ๆ ปล่อยคาร์บอนสูงขึ้น
อีกทั้งโครงการคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้กำลังไปแย่งชิง ครอบงำ ละเมิดสิทธิจัดการทรัพยากรของชุมชน และยังสร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศ ความหลากหลายทางชีวภาพ และความมั่นคงอาหาร เศรษฐกิจระยะยาวของชุมชนที่ถูกกันออกทรัพยากรที่กลุ่มทุนเข้ามาครอบครอง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาร้ายแรงระดับโลกทั้งนักวิทยาศาสตร์ ประชาสังคม สื่อมวลชนออกมาวิจารณ์ จนสหประชาชาติกำลังพัฒนาทางออกใหม่ ตามมาตรา 6.8 ของความตกลงปารีส ที่จะพัฒนากลไกลดคาร์บอนที่ไม่ใช่กลไกตลาด
ร่างกฎหมายฉบับใหม่ไม่นำพาต่อปัญหาที่เกิดขึ้นและข้อวิพากษ์ของประชาชน โดยมุ่งกำหนดสิทธิซื้อขายก๊าซเรือนกระจกเป็นภาคบังคับ โดยมีการจัดสรรสิทธิ และให้นิติบุคคลคืนสิทธิ และสามารถใช้คาร์บอนเครดิตมาแปลงเป็นสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแบบหักกลบได้ เอาสิทธิที่ได้รับการจัดสรรมาซื้อขายและชดเชยด้วยคาร์บอนเครดิต ซึ่งจะสร้างปัญหาการฟอกเขียว และละเมิดสิทธิชุมชน
TCJA และประชาสังคม ได้เสนอให้ตัดเรื่องตลาดคาร์บอน เรื่องการจัดสรรสิทธิซื้อขายคาร์บอน และคาร์บอนเครดิตออกไปให้หมด โดยเอาหลักกลไกลดคาร์บอนนอกกลไกตลาดตามมาตรา 6.8 มาเป็นหลัก เช่น การควบคุมเพดาน การกำหนดเงื่อนไขความรับผิดชอบที่มีต่อการลดคาร์บอนของตนเองโดยไม่ใช้การชดเชยจากการซื้อขายสิทธิคาร์บอนและคาร์บอนเครดิต ความรับผิดชอบที่จะต้องจัดสรรงบประมาณเข้ากองทุนของรัฐเพื่อการเปลี่ยนผ่านสภาพภูมิอากาศ แต่เห็นชัดเจนว่าร่างกฎหมายฉบับใหม่ก็ยังคงยึดติดกับกลไกตลาดคาร์บอน มุ่งคุ้มครองส่งเสริมผลประโยชน์ของกลุ่มทุนเพื่อการค้าการลงทุนเข้าสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำเป็นหลัก แต่ไม่คุ้มครองสิทธิชุมชน ประชาชน และสิทธิของธรรมชาติที่กำลังถูกตลาดคาร์บอนละเมิด
6. ไม่ชัดเจนเรื่องการเปิดเผยข้อมูลเพื่อประโยชน์สาธารณะ ร่างกฎหมายเดิมและร่างกฎหมายใหม่มีการจัดทำรายงายข้อมูลปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตลอดจนการซื้อขายสิทธิก๊าซเรือนกระจกของภาคส่วนต่าง ๆ แต่เปิดทางให้กลุ่มทุนอ้างการปกปิดข้อมูลที่จำเป็นเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ โดยยืนยันปกป้องผลประโยชน์บุคคลมากกว่าสาธารณะ เช่น “ความลับอย่างเคร่งครัด ผู้ใดจะนำไปเปิดเผยไม่ได้” หรือข้อมูลนิติบุคคลก็กำหนดว่า “การเปิดเผยข้อมูลต้องไม่ทำให้นิติบุคคลเสียหาย” ระบบการปกปิดข้อมูล และผลประโยชน์ทับซ้อนดังกล่าวจะทำให้รัฐตรวจสอบปริมาณการปล่อยคาร์บอนไม่เที่ยงตรง ประชาชนก็ไม่สามารถจะตรวจสอบเพื่อให้ทุนรับผิดชอบลดก๊าซได้
7. กองทุนภูมิอากาศที่ไม่มีหลักประกันของประชาชน ร่างกฎหมายฉบับเดิมและฉบับใหม่กำหนดเรื่องกองทุนภูมิอากาศโดยกำหนดเป็นเงินกู้ยืมและเงินให้เปล่ากับทุกภาคส่วนทั้งรัฐ เอกชน เมื่อดูโครงสร้างคณะกรรมการกองทุนก็พบว่ามีส่วนราชการ ผู้ทรงคุณวุฒิจากผู้เชี่ยวชาญ และภาคเอกชน แต่ไม่มีประชาสังคม จึงไม่มีหลักประกันที่ประชาชน ชุมชนท้องถิ่น คนยากจนจะเข้าถึงเพื่อการปรับตัวสร้างภูมิคุ้มกันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไว้ ต่างจากที่ TCJA และประชาสังคมเสนอให้กำหนดหลักประกันให้ประชาชนเข้าถึงได้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 ของกองทุน สะท้อนถึงการไม่มีหลักสิทธิการเข้าถึง และความเป็นธรรมในการจัดสรรทรัพยากรมากำหนดกองทุน
8. กลไกปรับราคาคาร์บอนข้ามพรมแดนแบบกลัวนักลงทุน โดยเอาแนวทางมาจากมาตรการปรับปรุงคาร์บอนข้ามพรมแดน (CBAM) ของยุโรป มีการกำหนดขึ้นทะเบียนและรายงานปริมาณปล่อยก๊าซของสินค้านำเข้า การชำระราคาใบรับรองการปรับราคาคาร์บอน และภาษีคาร์บอน แต่แทนที่จะเอาจริงเอาจัง ในร่างกฏหมายกลับกังวลกลุ่มทุนข้ามชาติการย้ายฐานการผลิตและการปล่อยก๊าซฯ ไปต่างประเทศด้วยมาตรการนี้ จึงไม่กำหนดหลักการให้ชัดเจนในเรื่องความรับผิดชอบ ผลักให้กรมที่ดูแลไปจัดการ และเปิดให้ธุรกิจอุทธรณ์โต้แย้งได้ สะท้อนว่ารัฐห่วงใยการลงทุนกลุ่มทุนข้ามชาติที่เป็นหนึ่งต้นเหตุสำคัญในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย
นายกฤษฎา ระบุว่า โดยสรุปแล้ว ร่างกฎหมายโลกร้อนฉบับปรับปรุงใหม่ แทบไม่ได้มีการปรับรื้อโครงสร้างที่เป็นปัญหา ไม่มีหลักการสิทธิและความเป็นธรรม ไม่มีเจตจำนงค์ในการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างเอาจริง ยังอยู่ในโครงสร้างรวมศูนย์ราชการและเอกชน ยังใช้ตลาดคาร์บอนภาคบังคับด้วยการซื้อขายสิทธิด้วยตลาดคาร์บอนโดยไม่สนใจปัญหาที่ไม่ลดก๊าซได้จริง การฟอกเขียว และการละเมิดสิทธิชุมชน แต่ยังปกป้องผลประโยชน์ทางธุรกิจโดยไม่เปิดข้อมูลให้สาธารณะตรวจสอบเป็นอันดับแรก ยังมีกองทุนที่ไม่มีหลักประกันการเข้าถึงของชุมชน และไม่มีความชัดเจนในสิทธิความเป็นธรรมของประชาชนภายใต้แผนการปรับตัวสภาพภูมิอากาศ
ภายใต้ร่างกฏหมายนี้ ประเทศไทยยังคงเผชิญความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศอันดับต้น ๆ ของโลก และผู้ที่เสี่ยงที่สุดคือประชาชน ชุมชน คนยากจน และประเทศไทยที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นอันดับ 20 ของโลกก็ยังปล่อยอัตราสูงต่อไปด้วยอุตสาหกรรมผูกขาดด้านพลังงานฟอสซิล เกษตรเชิงเดี่ยว และอื่น ๆ
เมื่อรัฐร่างกฏหมายโลกร้อนที่เป็นปัญหา ประชาชนจะผลักดันให้มีร่างกฏหมายโลกร้อนที่อยู่บนหลักสิทธิ ความเป็นธรรม และความยั่งยืนได้อย่างไร

