ส.ว.พิสิษฐ์ รับได้ปรับเกณฑ์ประชามติชั้นครึ่ง ห่วงทำผ่านไปรษณีย์เจอสวมสิทธิ รอฟัง ‘ไปรษณีย์’ แจงระบบยืนยันตัวตน 20 พ.ย. โอด หากมีความขัดแย้ง ไม่รู้วุฒิสภาจะหมดวาระก่อนหรือไม่
เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ ส.ว.ในฐานะกรรมาธิการ (กมธ.) ร่วมกันเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ให้สัมภาษณ์ถึงข้อเสนอแนวทางสายกลางเพื่อแก้ไขความเห็นต่างระหว่าง ส.ว.และ ส.ส. ต่อเกณฑ์การผ่านประชามติเรื่องรัฐธรรมนูญ ระหว่างการใช้เสียงข้างมาก 2 ชั้น และเสียงข้างมากชั้นเดียว ให้ใช้เกณฑ์ชั้นครึ่ง ว่า ในข้อเสนอให้ใช้เกณฑ์ผ่านชั้นครึ่ง คือ มีจำนวนผู้ออกมาใช้สิทธิเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ และได้เสียงเห็นชอบที่เป็นเสียงข้างมากของผู้ออกมาใช้สิทธิ ซึ่งไม่มีประเด็นคะแนนที่ต้องชนะเสียงโนโหวต ซึ่งเป็นประเด็นที่ตนรับได้ แต่ขณะนี้ตนยังไม่ได้คุยกับ ส.ว.ที่ร่วมเป็น กมธ.ฯ อีก 13 คน ทั้งนี้ ยังมีประเด็นที่ต้องรอการรับฟังข้อมูลประกอบ คือ การชี้แจงของบริษัทไปรษณีย์ไทย เกี่ยวกับความพร้อมของการออกเสียงประชามติ และระบบยืนยันตัวตน ที่ยืนยันต่อการใช้สิทธิประชามตินั้นเป็นไปตามเจตจำนงของผู้มีสิทธิอย่างแท้จริง และป้องกันการสวมสิทธิโดยบุคคลอื่น
“ผมเห็นด้วยกับการทำประชามติผ่านระบบไปรษณีย์เพราะเป็นช่องทางที่อำนวยความสะดวกให้กับประชาชน และเข้าถึงได้ง่าย รวมถึงประหยัดค่าใช้จ่าย แต่ยังมีข้อกังวลถึงระบบยืนยันตัวตนว่า คนที่มีสิทธินั้นลงคะแนนจริง หากไปรษณีย์ยืนยันว่าทำได้ไม่มีปัญหาและพร้อมใช้ การปรับบทบัญญัติให้เป็นเสียงข้างมากชั้นครึ่งผมพร้อมสนับสนุน” นายพิสิษฐ์กล่าว
นายพิสิษฐ์กล่าวต่อว่า ในการประชุม กมธ.ฯ วันที่ 20 พ.ย.ขณะนี้ตัวแทนของไปรษณีย์ไทยตอบรับเข้าร่วมประชุมแล้ว เชื่อว่าจะมีข้อซักถามในรายละเอียดต่างๆ ซึ่งรวมถึงความพร้อมของระบบ การยืนยันตัวตนและการทำงานที่เกี่ยวข้อง ส่วนคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นั้น ยังไม่แน่ใจว่าจะเข้าชี้แจงหรือไม่ เข้าใจว่า กกต.อยู่ระหว่างเตรียมตัวไปดูงานที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งจะมีการจัดทำประชามติในระหว่างวันที่ 24-27 พ.ย.นี้ ดังนั้น ในความเห็นของตนควรมีการประชุมอีก 1 นัดหลังจากนั้น เพื่อให้ กกต.เข้าชี้แจง
เมื่อถามว่ากรณีที่ตัวแทนของไปรษณีย์ไทยชี้แจง แต่พบความไม่พร้อม 100% ทิศทางการพิจารณาความเห็นต่างของ กมธ.จะเป็นอย่างไร นายพิสิษฐ์กล่าวว่า ในการประชุม กมธ.ฯที่ผ่านมา ฝ่าย ส.ส.และ ส.ว.ล้วนยืนยันในหลักการ แต่ละฝ่ายสนับสนุนแบบเสียงแข็ง ดังนั้น หากไม่เปลี่ยนแปลงต้องใช้การโหวตของแต่ละสภา และหากมีฝ่ายหนึ่งที่ไม่รับ ต้องพักร่างกฎหมายไว้ 180 วัน จากนั้นต้องให้สภายืนยัน เชื่อว่าจะยืนยันในหลักการเสียงข้างมากชั้นเดียว แต่หากตกลงกันได้ว่าปรับเป็นเสียงข้างมากชั้นครึ่ง จะเดินไปสู่การทำประชามติ และหากระบบไปรษณีย์พร้อม ตนมองว่าสามารถทำประชามติได้ทันที และทำเมื่อไรก็ได้โดยไม่ต้องรอให้พร้อมกับการเลือกตั้งท้องถิ่น ทั้งนี้ ตนมองว่าการทำประชามติผ่านไปรษณีย์เป็นความชอบธรรม ประชาชนเข้าถึงได้ และได้ใช้สิทธิได้เต็มที่
ต่อข้อถามว่าในความขัดแย้งเรื่องกฎหมายประชามติจะมีผลกระทบต่อภาพใหญ่ของการแก้รัฐธรรมนูญหรือไม่ นายพิสิษฐ์กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวต้องรอให้เปิดสมัยประชุม และมีเรื่องเสนอต่อสภาอีกครั้ง อย่างไรก็ตามตนมองว่าในหลักการแก้รัฐธรรมนูญต้องเป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้ทำประชามติเรื่องรัฐธรรมนูญ 3 ครั้ง คือ ครั้งแรกถามประชาชนว่าอยากให้แก้หรือไม่ ครั้งสอง คือ เมื่อมีการแก้ไขให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญ และครั้งสาม เมื่อมีร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้ว หากพิจารณารายละเอียดแล้วไม่รู้จะจบภายในกี่ปี ไม่รู้ว่า ส.ว.จะหมดวาระไปก่อนหรือไม่

