หน้าแรก การเมือง ‘บิ๊กหลวง’โชว...

‘บิ๊กหลวง’โชว์แผนแก้ยาเสพติด ดัน‘วาระแห่งชาติ-ธวัชบุรีโมเดล’

12.11.24 | 13:00 น.

•การทำงาน 1 ปีที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้าง

แผนการปฏิบัติงานในปีงบประมาณ 2567 เริ่มวันที่ 1 ตุลาคมปี 2566 ถึง 30 กันยายน 2567 แผนปฏิบัติจะอยู่ในแผน เมื่อผมมาเป็นเลขาธิการ ป.ป.ส.สมัยรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เห็นว่าสถานการณ์ยาเสพติดไปถึงระดับหมู่บ้านแล้ว สังคมได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดยาเสพติด มีคนคลั่งยา ทำร้ายพ่อแม่ เผาบ้าน ทำร้ายชาวบ้าน เป็นปัญหาที่กระทบต่อสังคม ทำให้ นายเศรษฐา เรียกประชุมบอร์ด ป.ป.ส. โดยผมเสนอไป 2 เรื่อง คือ โครงการควิกวิน เรื่องแรก มีคนเสพยาที่คลั่งยาควบคุมไม่ได้ 3 หมื่นกว่าคน ที่จำเป็นต้องนำเข้าสู่การบำบัด ในจำนวนนี้มี 2.6 หมื่นให้ชุมชนช่วยกันดูแลได้ จึงนำผู้ป่วยจิตเวชที่ไม่สามารถอยู่ในสังคมได้เลย หากอยู่จะไปก่อเหตุอันตรายประมาณ 4,414 คน สู่กระบวนการบำบัด

เรื่องที่สอง ยาเสพติด 100% แหล่งผลิตไม่ได้อยู่ในไทยแต่อยู่ที่เมียนมา หรือตอนเหนือของประเทศไทยตรงข้ามกับ อ.แม่สาย ขึ้นไปอยู่ในการควบคุมกลุ่มว้า เพราะรัฐบาลเมียนมาไม่สามารถใช้อำนาจรัฐเข้ามาควบคุมได้ เราเชื่อว่ารัฐบาลเมียนมาจริงใจมีการประสานงานร่วมกันและสามารถสกัดกั้นหลายจุดที่มีการผลิตยาเสพติด เมื่อแหล่งผลิตคือเพื่อนบ้าน ดังนั้นวิธีการเราต้องสร้างกำแพงขึ้นมาสกัดเส้นทางไม่ให้ลำเลียงเข้ามาบ้านเรา

ทั้งนี้ 64% ยาเสพติดถูกลำเลียงเข้ามาทาง จ.เชียงใหม่ จ.เชียงราย และ 36% มาทางด้าน จ.นครพนม ได้นำเสนอนายกรัฐมนตรีผ่านบอร์ด ป.ป.ส. ใช้ประมวลกฎหมายอาญายาเสพติดมาตรา 5 (10) จำเป็นต้องประกาศพื้นที่เร่งด่วนเพื่อสกัดกั้นไม่ให้ยาเสพติดเข้ามาในไทย โดยประกาศปลายปี 2566 ทำให้สกัดกั้นยาบ้าได้ 200 กว่าล้านเม็ด เมื่อมีการขับเคลื่อนควิกวิน 2 โครงการ แต่ประชาชนยังเห็นว่าทำไมยาเสพติดยังระบาด มีคนคลั่ง, ค้ายา จึงได้หารือนายกฯเศรษฐา ขณะนั้นนำจังหวัดที่ระบาดยาเสพติด 25 จังหวัด ตั้งเป้ายาเสพติดลดลงประชาชนสัมผัสได้ มีทั้งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ ภาคใต้ อาทิ จ.เชียงใหม่ จ.เชียงราย จ.นครศรีธรรมราช

เริ่มขับเคลื่อนตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน-31 สิงหาคม 2567 เมื่อครบ 3 เดือนสำนักงานยาเสพติดแห่งชาติได้สำรวจปรากฏว่า 25 จังหวัดที่อยู่ในโครงการชาวบ้านมีความพอใจมี 34 ตัวชี้วัด สถานการณ์ยาเสพติดลดลง ประชาชนมั่นใจ มีบางจังหวัดที่สอบตกประชาชนไม่มั่นใจ ไม่พึงพอใจ จึงได้สรุปบทเรียนทั้งหมดถึงปัจจัยความสำเร็จ คือ ผู้ว่าราชการจังหวัดได้ทำหน้าที่ซีอีโออย่างแท้จริง ทำหน้าที่สอดประสานกับผู้บังคับการตํารวจภูธรจังหวัด สอดประสานสาธารณสุขจังหวัด สอดประสานผู้นำท้องถิ่นและที่สำคัญที่สุดคือ ต้องให้ชาวบ้าน ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมและให้ชาวบ้านเห็นว่ายาเสพติดเป็นปัญหาร่วมกัน

Advertisement

หากผู้ว่าฯทำให้ประชาชนเห็นว่ายาเสพติดเป็นปัญหาร่วมกันจะสามารถแก้ไขปัญหายาเสพติดได้ ทำให้ช่วงนั้นจะเห็นได้ว่ามีการจับกุมเด็ดปีกผู้ค้ารายย่อยต่อเนื่อง นำไปสู่การยึดทรัพย์ ดังนั้น 1 ปีที่ผ่านมาจึงมี 25 จังหวัดเป็นโมเดลแก้ไขปัญหายาเสพติดและปลายปีงบประมาณ 2567 รัฐบาลให้ จ.ร้อยเอ็ด ให้ใช้ว่า ธวัชบุรีโมเดล และท่าวังผาโมเดล จ.น่าน ที่เราขับเคลื่อนคือ 1 ปีในการแก้ไขปัญหายาเสพติดตามนโยบายรัฐบาลนายเศรษฐา และต่อเนื่องมาเป็นนโยบายของรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี

•กำแพงสกัดยาเสพติดคืออะไร

คือกฎหมายเมื่อแหล่งผลิตยาเสพติด 100% ไม่ได้อยู่ในไทยทำอย่างไรถึงจะสกัดกั้นได้ เมื่อเราใช้กฎหมายยาเสพติดมาตรา 5 (10) ควบคุมพิเศษ ได้ให้กองทัพภาคที่ 3 ดูแลภาคเหนือ ให้ภาคที่ 2 ดูแลภาคตะวันออกเฉียงเหนือโดยเฉพาะนครพนม ให้หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง (นรข.) ดูแลแม่น้ำรอยต่อชายแดน และศุลกากร เมื่อเราให้ทหาร ช่วยสกัดยาเสพติดดังนั้น ต้องให้เครื่องมือในการดำเนินการ คือ การสร้างกำแพงคือการสร้างกลไกรัฐ เมื่อเราประกาศแบบนี้แล้วกองทัพจะเป็นซิงเกิลคอมมานด์เพื่อใแก้ไขปัญหาเป็นเอกภาพ

•แผนการแก้ไขยาเสพติดปี 2568

ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 สิ่งที่เข้มข้นโมเดลทั้ง 25 จังหวัดที่อดีตนายกเศรษฐา ริเริ่มคือแผนที่ชัดเจน ที่ผ่านมาแต่ละจังหวัด ป.ป.ส.จะตัดเสื้อโหลแจกจ่ายให้ จังหวัดยาเสพติดมากก็ใช้แผนอย่างนี้ ดังนั้นปี 2568 ป.ป.ส.จะไม่ตัดเสื้อโหลแจก แต่จะออกแผนให้สอดคล้องกับปัญหาจังหวัด จะกำหนดตัวชี้วัดให้เข้มข้นมากขึ้น โดย น.ส.แพทองธารได้ลงนามเมื่อ วันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา แต่งตั้งคณะกรรมการติดตาม เร่งรัดการดำเนินงานป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติด (ครส.) โดยมอบ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธาน นายพรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นรองประธานคนที่ 1 และให้เลขาธิการ ป.ป.ส.เป็นรองประธานคนที่ 2 ในการขับเคลื่อน มี 17 หน่วยงานอยู่ภายใต้คำสั่ง จะแก้ไขปัญหายาเสพติดแล้วประชุม ครส.ในวันที่ 7 พฤศจิกายนครั้งแรกเพื่อกำหนดกรอบในการทำงาน โดยโมเดล 25 จังหวัดที่ผ่านมาเลขาธิการ ป.ป.ส.เป็น ผอ.ศูนย์ปฏิบัติการคณะกรรมการติดตาม เร่งรัดป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติด (ผอ.ศปก.) ได้ประชุมผู้ว่าราชการจังหวัดด้วยตัวเองทุกวันอังคาร ดังนั้น ปี 2568 จะขับเคลื่อนทั้ง 77 จังหวัดเมื่อมีการประชุมครส.และมีการอนุมัติหลักการแล้วผู้ว่าราชการจังหวัดหรือรองผู้ว่าฯ หรือมอบหมายผู้แทนที่รู้ปัญหาแท้จริงมาประชุมร่วมกัน ผมจะมอนิเตอร์ด้วยตนเอง ทั้ง 77 จังหวัดเดือนละสองครั้งเป็นอย่างน้อย เพื่อแก้ไขยาเสพติดและกำหนดตัวชี้วัดที่เข้มข้นขึ้น เดิมมี 31 ตัวชี้วัดลดเหลือ 21 ตัวชี้วัด ขับเคลื่อนไปถึงสิงหาคม 2568 จะให้สำนักงานสถิติแห่งชาติไปสำรวจว่าประชาชนสัมผัสได้หรือไม่ว่ายาเสพติดลดลง

•หากผู้ว่าฯไม่ตอบสนองตามนโยบายหรือเกียร์ว่างจะทำอย่างไร

ในมาตรา 14 ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ.2564 ให้อำนาจเลขาธิการ ป.ป.ส. ใครทำดีต้องยกย่องเชิดชู ใครไม่ตั้งใจไม่สนองนโยบายรัฐบาล จะรายงานเข้าสู่บอร์ด ป.ป.ส. และนำเรียนให้นายกฯรับทราบ หลังจากนั้นเป็นฝ่ายบริหารที่ไปดำเนินการ เพราะยาเสพติดเป็นปัญหานานแล้ว ประกาศเป็นวาระแห่งชาติโดยรัฐบาล น.ส.แพทองธารเอาจริงเอาจังเป็นอย่างมาก ยิ่งเมื่อยาเสพติดเป็นงานที่ทำแล้วยิ่งเหนื่อย ดังนั้น ทำอย่างไรจะให้ชุมชนเห็นถึงปัญหาร่วมกัน มีส่วนร่วม ถ้าประชาชนเห็นร่วมกันถือว่าแก้ยาเสพติมาถูกทาง

•นายกฯไปดูธวัชบุรีโมเดลขยาย 10 จังหวัดเป็นอย่างไรบ้าง

ธวัชบุรีโมเดล จ.ร้อยเอ็ด ท่าวังผาโมเดล จ.น่าน เป็นการทำครบวงจร โดย ธวัชบุรีโมเดลมีประชากร 27,000 คน เอกซเรย์ชาวบ้านอายุ 12-65 ปี มีผู้ใช้ยาเสพติด 1,700 คน คืออัตราที่สูงเมื่อเทียบกับประชากร มีกลุ่มสีแดงที่เข้าข่ายต้องบำบัด 235 คนขณะที่กลุ่มสีเขียวต้องใช้ชุมชนดูแลโดยกฎเกณฑ์ การบำบัดกระทรวงสาธารณสุขอยู่ที่ 120 วันเมื่อบำบัดหายแล้วต้องมีศูนย์ฟื้นฟู เมื่อหายแล้วมีงานมีอาชีพรองรับให้เขาได้มีโอกาสได้ มีทักษะต่างๆ อยากทำงานอะไรต้องช่วย เมื่อเขามีจิตใจดีแล้ว มีงานดีแล้วก็จะไม่ยุ่งยาเสพติด

ระหว่างที่นายกฯลงพื้นที่ จ.ร้อยเอ็ด เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ได้มอบนโยบายและมีข้อสั่งการ 6 เรื่อง คือ 1.รัฐบาลปัญหายาเสพติดวาระแห่งชาติ 2.กำหนด 10 จังหวัดนำร่องได้แก่ ภาคเหนือ จ.เชียงใหม่ ภาคกลาง จ.อุทัยธานี จ.ปทุมธานี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.สกลนคร จ.นครพนม ภาคตะวันออก จ.ระยอง ภาคใต้ จ.นครศรีธรรมราช จ.ตรัง จ.นราธิวาส จะต้องประกาศได้ว่าเป็นจังหวัดปลอดยาเสพติด หรือปัญหายาเสพติดลดลงได้มากถึง 90% ก่อนเทศกาลสงกรานต์ 3.ตัดวงจรการค้ายาเสพติดรายสำคัญ กวาดล้างผู้ค้ายาเสพติดในพื้นที่ระบาด เพิ่มประสิทธิภาพ มาตรการยึดอายัดทรัพย์สิน 4.มอบ ป.ป.ส. จัดทำ dashboard อัพเดตข้อมูลเพื่อให้เป็นฐานข้อมูลกลาง 5.การบำบัดรักษามอบกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตำรวจ ทหาร สำนักงาน ป.ป.ส.ทำงานอย่าง
บูรณาการ 6.กระบวนการบำบัดรักษาไม่ให้กลับไปใช้ยาเสพติดซ้ำ ให้ศูนย์ฝึกอาชีพเพียงพอ

•ความร่วมมือของประเทศเพื่อนบ้าน

กรอบใหญ่มีโครงการแม่น้ำโขงปลอดภัยเป็นโครงการที่ทำร่วมกันอยู่ 6 ประเทศ คือ จีน เมียนมา ลาว เวียดนาม ไทย กัมพูชา โดยไทยเป็นตัวหลักขับเคลื่อน พยายามในช่องทางที่ ป.ป.ส.ดำเนินการจะเห็นว่าพ่อค้ายาเสพติดรายใหญ่ หลังถูกออกหมายจับจะไปหลบอยู่ที่ลาวบ้าง พื้นที่ชนชาติพันธุ์ ได้ใช้กลไกความร่วมมือระหว่างประเทศ สนธิสัญญา ทำให้ล่าสุด ออกหมายจับ พ.อ.จะลอโบ ผบ.ชนชาติพันธุ์ของว้า โดยมีร่วมมือเมียนมาช่วยสกัดยาเสพติดให้ และส่งตัวยามาให้ ป.ป.ส.ตรวจ ปรากฏยาที่อยู่บ้านเราเป็นอันเดียวกัน ไล่สืบสวน และเมียนมาช่วยเราสืบสวนด้วย มาประกอบหลักฐานออกหมายจับ พ.อ.จะลอโบ และยึดทรัพย์เครือข่ายได้ 66 ล้านบาท เป็นเรื่องแรกที่เห็นเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ สปป.ลาว มีนายอ่อง กิม วาห์ เป็นพ่อค้ายาไอซ์รายใหญ่ที่ส่งผ่านไทยไปออสเตรเลีย ไต้หวัน ฮ่องกง เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ เป็นต้น โดยในนายอ่อง กิม วาห์ ไปหลบอยู่ที่ สปป.ลาว ป.ป.ส.ได้ขอความร่วมมือทางการลาวจนจับกุมได้ ปรากฏว่านายอ่อง กิม วาห์ เป็นคนสัญชาติมาเลเซีย ทางตำรวจมาเลเซียบินมารับตัวไป ท้ายที่สุดยึดทรัพย์สินได้ 2,000 กว่าล้านบาท ดังนั้น ในเคสของนายอ่อง กิม วาห์ ยาไอซ์หายไปจากระบบ 40% ประเทศที่ได้ประโยชน์จากไทย คือ ออสเตรเลีย ฮ่องกง ไต้หวัน เป็นต้น

•ไอซ์กับเฮโรอีนใช้ไทยเป็นทางผ่านแล้วยาบ้าอยู่ตรงไหน

ผมยืนยันว่า ปัญหายาเสพติดของไทย คือ ยาบ้า เพราะมีปัญหายาบ้าหนักสุดในภูมิภาคนี้ รองลงมาคือ ลาวและเมียนมา และประเทศที่ได้รับผลต่อคือประเทศที่มีแรงงานไทย เช่น เกาหลีใต้ เพราะจับยาบ้าส่งผ่านแรงงานที่ไปเกาหลีใต้พอสมควร

ผมพูดอยู่เสมอ ยาเสพติดกลัวครอบครัวที่อบอุ่น ยาเสพติดกลัวชุมชนที่เข้มแข็ง ต้องช่วยกันสอดส่องดูแลบุตรหลาน ให้ความรัก ให้ความอบอุ่นลูกหลาน ลูกหลานจะได้ไม่ยุ่งกับยาเสพติด และต้องช่วยกันทำให้ชุมชนเข้มแข็ง ให้ชาวบ้านร่วมมือร่วมใจ ภายใต้การสนับสนุนภาครัฐ ถ้าเห็นว่ายาเสพติดเป็นปัญหาร่วมกัน เชื่อว่าสามารถแก้ไขปัญหายาเสพติดได้