เมื่อเวลา10.00 น. วันที่ 9 มีนาคม ที่ท้องสนามหลวง นายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวถึงความคืบหน้าการก่อสร้างพระเมรุมาศ ว่า นับตั้งแต่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มายกเสาเอก ตอนนี้การเสาเอก และเสาโทของพระเมรุมาศเสร็จสิ้นแล้ว ซึ่งเป็นไปตามแผนงานที่เราวางไว้ โดยไม่มีปัญหาและอุปสรรคอะไร ส่วน โครงสร้างยอดที่เป็นบุศบกนั้นจะได้ยกในต่อไป นอกเหนือจากเสาเอก เสาโทของพระเมรุมาศแล้วก็มีการวางฐานรากเพื่อรองรับส่วนถางที่เป็นบันไดทั้ง4 ด้าน จากนั้นก็จะเป็นบุศบกขนาดย่อมอีก8 บุศบก คงจะทยอยสร้างกันต่อไป ส่วนพระที่นั่งทรงธรรมที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่10 ทรงประทับจะเห็นว่าได้ขยายพื้นที่เต็มรูปแบบของพระที่นั่งทรงธรรม โดยมีความยาว150 เมตร ซึ่งได้มีการวางเสา และเตรียมจะขึ้นจั่วหลังคา ขณะที่อาคารอื่นๆ ทางกรมศิลปากรขอพื้นที่กทม.ไปทางทิศเหนือ จนครอบคลุมพื้นที่ก่อสร้าง ซึ่งจะเห็นว่ามีการวางพื้นที่อาคารพลับพลายก โดยมีการขุดรื้อถนนแอสฟัลต์ เพื่อสร้างอาคารดังกล่าว ส่วนทิศเหนือของพระเมรุมาศจะมีศาลาลูกขุน 1 ขนาดใหญ่ และศาลาลูกขุน2 ขนาดย่อม ได้เตรียมพื้นที่ พร้อมเอาวัสดุดำเนินการก่อสร้างแล้ว ทำนองเดียวกันก็จะเตรียมก่อสร้างพลับพลายกบริเวณหน้าวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามฯ โดยกรมศิลปากรได้ประสานไปยังกทม. เพื่อขอพื้นที่ทางเท้า และพื้นผิวจราจรบางส่วนที่จะดำเนินการก่อสร้างพลับพลายกด้วย รวมทั้งเตรียมจะสร้างทับเกษตรและทิมทางด้านทิศใต้ที่วางฐานรากแล้ว
นายอนันต์ กล่าวต่อว่า สำหรับงานศิลปกรรมประกอบพระเมรุมาศนั้น ได้ดำเนินการไปตามปกติ ซึ่งการปั้นหุ่นเท่าจริงต้องใช้เวลา แต่เมื่อทำแล้วก็จะคืบหน้าอย่างรวดเร็ว โดยตนได้รับรายงานว่าภายในเดือนมีนาคมจะมีเทวดานั่ง และยืน ประมาณ70-80 องค์เข้าในพื้นที่ก่อสร้าง ซึ่งตอนนี้มีที่หล่อเสร็จแล้ว คือ วัว โค และม้า ส่วนที่จะเข้ามาอีกคือช้าง และสัตว์ประจำทิศ ส่วนการลงสีนั้นก็ต้องให้ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตรกรรม ดังนั้นตนไม่กังวลอะไรมากนักทุกอย่างดำเนินการไปตามแผนที่วางไว้
“ภาพรวมการก่อสร้าง พระเมรุมาศ และพระที่นั่งทรงธรรม ในเมื่อยกเสาเอก เสาโทเสร็จ จากตอนแรก20 เปอร์เซน ณ ตอนนี้ก็น่าจะขยับขึ้นไปเรื่อยๆ ทั้งปริมณฑลอาจจะยังไม่มากนัก แต่อาคารทุกประเภทได้เตรียมจะก่อสร้างแล้ว ซึ่งจะเห็นว่ากรมศิลปากรได้ดำเนินการตามแผน เพื่อไม่ให้ล่าช้าไปกว่าแผน เราจะดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จทั้งหมดประมาณเดือนกันยายน ตามแผนที่เราวางไว้” อธิบดีกรมศิลปากร กล่าว
นายอนันต์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ตนคิดว่าฝนในช่วงฤดูร้อนที่อาจจะตกบ้าง ก็ไม่น่าจะเป็นอุปสรรคในการก่อสร้าง แต่ฝนที่จะเข้าในช่วงฤดูฝนจริงๆ ราวเดือนมิถุนายน เป็นต้นไป น่าจะมีผลต่อการก่อสร้างพระเมรุมาศบ้าง อย่างไรก็ตามเมื่อเข้าสู่ฤดูฝนเราจะประเมินสถานการณ์ว่าหากดำเนินการส่วนใดเสร็จไปบ้างจะป้องกันได้อย่างไร และเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการแก้ไขปัญหา ในส่วนที่ยังดำเนินการไม่เสร็จไว้ด้วย
เมื่อถามว่าเสาเอก เสาโท จะต้านทานแรงลม ได้หรือไม่ อธิบดีกรมศิบปากร กล่าวว่า จากรายงานทุกขั้นตอน ยอดสุดสามารถรับแรงลมได้ในระดับ 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งความเร็วระดับใกล้เคียงพายุเฮอริเคน ซึ่งส่วนยอดจะสั่นไหว แค่6-8 เซนติเมตร ทั้งนี้ตนเชื่อว่าแรงลมขนาดเท่านั้นคงจะเกิดในกทม.ไม่มากนัก อย่างไรก็ตามเราได้คำนวณ วางโครงสร้างรองรับแรงลงไว้แล้ว

