ทนายอั๋น ยื่นหนังสือ กมธ.ที่ดิน ตรวจสอบกรณีพื้นที่เขากระโดง อัดยับ ฝ่ายการเมืองเล่นเกมดึงเวลาเอื้อประโยชน์นายทุน
เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2567 ที่รัฐสภา นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ ทนายอั๋น ทนายความ และตัวแทนกลุ่ม ‘คนรุ่นใหม่ ประชาธิปไตย บริสุทธิ์’ เข้ายื่นหนังสือขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีที่ดินเขากระโดง ต่อ กรรมาธิการ (กมธ.) การที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร โดยมี นายเลาฟั้ง บัณฑิตเทิดสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) เป็นผู้รับ
นายภัทรพงศ์ กล่าวว่า กรณีที่ดินเขากระโดงมีตั้งแต่ปี 2461 จนถึงปัจจุบัน จนผ่านการพิจารณาในชั้นศาลตั้งแต่ศาลฏีกา ศาลอุทรณ์ภาค 3 ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ และศาลจังหวัดอุบลราชธานี พิจารณาหลักฐานทุกอย่างที่มีรวมถึงคำวินิจฉัยของกฤษฎีกา ชี้ว่า พื้นที่เขากระโดงเป็นของการรถไฟแห่งประเทศไทย ปีที่ผ่านมาศาลปกครองออกคำสั่งว่า ให้กรมที่ดินและการรถไฟแห่งประเทศไทย ไปวัดแนวเขตของที่ดินดังกล่าวและเพิกถอนที่ดินดังกล่าว จนกระทั่งเดือนตุลาคมที่ผ่านมา กรมที่ดินตกลงไม่เพิกถอนที่ดินเขากระโดงทำให้ประชาชนสงสัยเป็นอย่างมาก
แต่ตนมองว่ามีเรื่องที่ประชาชนสงสัยมากขึ้นไปอีกเนื่องการไม่ใส่ใจประเด็นนี้ของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และฝ่ายการเมือง เนื่องจาก ตนทราบว่า มีการประชุมของของกมธ.ที่ดิน ปรากฏว่า กลุ่มพรรคการเมืองและส.ส.ไม่ยืนอยู่ข้างประชาชน พากันเดินออกจากห้องประชุมเสียอย่างนั้น ตนจึงมองว่า ฝ่ายการเมืองและนายสุริยะไม่มีความจริงใจในการปกป้องที่ดินเขากระโดงโดยการนำเรื่องนี้กลับไปยังศาลปกครองอีกครั้ง ซึ่งตนเห็นว่า มีคำพิพากษาของศาลปกครองออกมาแล้วว่าให้นำเรื่องนี้ไปยังศาลยุติธรรม ตนจึงสงสัยว่า มีประเด็นใหม่ออกมาหรือไม่ จึงต้องส่งเรื่องนี้ไปยังศาลปกครองอีก
นายภัทรพงศ์ กล่าวอีกว่า จากท่าทีดังกล่าวตนมองว่า เป็นการยื้อเวลาเพื่อรักษาสมดุลทางการเมือง เพราะที่ดินเขากระโดง มีผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียทางการเมืองเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าว รวมถึงมีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่ด้วย ตนมองว่า การรถไฟแห่งประเทศไทยที่อยู่ภายใต้กำกับของกระทรวงคมนาคม อาจจะไม่ดำเนินการเพื่อถอนผู้บุกรุกที่ดินดังกล่าว ทำให้ไม่เป็นการรักษาทรัพยากรของชาติ แต่อาจจะไปเอื้อผลประโยชน์ให้แก่กลุ่มนายทุนที่ใช้ผลประโยชน์อยู่ในพื้นทีดังกล่าวอีกด้วย ตนจึงขอให้กมธ.ที่ดินและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ช่วยเหลือเพื่อรักษาผลประโยชน์ในการรักษาผลประโยชน์ของประเทศไทยด้วย

