ปิดฉากประชุมเอเปคอย่างสวยงาม นายกฯอิ๊งค์ โดดเด่นบนเวทีระดับโลก หลังขึ้นกล่าว 3 แนวคิด สร้างโอกาส – สร้างความร่วมมือ – ปฏิญญากรุงเทพ BCG ที่ไทยพร้อมเปลี่ยนผ่านสู่ ‘เศรษฐกิจสีเขียว’ เชื่อมั่นการประชุมครั้งที่ 31 นี้ เอเปคจะเป็นผู้นำในการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนในโลกได้
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 16 พฤศจิกายน (ตามเวลาท้องถิ่นกรุงลิมา ซึ่งช้ากว่าไทย 12 ชั่วโมง) ณ ห้อง Lima ชั้น 1 Lima Convention Center วันที่ 3 ของการประชุม น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ร่วมการประชุมผู้นำในรูปแบบ Retreat (APEC Economic Leaders’ Retreat) โดยมีนางดินา เอร์ซิเลีย โบลัวร์เต เซการ์รา (H.E. Ms. Dina Ercilia Boluarte Zegarra) ประธานาธิบดีสาธารณรัฐเปรูเป็นประธาน

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า หลังการประชุมนัดสุดท้ายก่อนพิธีปิดการประชุม เอเปค ครั้งที่ 31 อย่างเป็นทางการ นายกฯกล่าวขอบคุณประธานาธิบดีเปรูและประชาชนชาวเปรู ในการต้อนรับอย่างอบอุ่นอีกทั้งขอขอบคุณในงานเลี้ยงอาหารค่ำต่อผู้นำเอเปคเมื่อคืนที่ผ่านมา ที่เจ้าภาพเปรูได้เลี้ยงรับรองด้วยอาหารที่ผสมผสานกับวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของเปรูออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม และขอขอบคุณกรรมการผู้จัดการของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่นำเสนอข้อมูลเชิงลึกให้กับสมาชิกเอเปคทราบถึงแนวโน้มเศรษฐกิจในปัจจุบัน

“โลกกำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนเพิ่มมากขึ้น ประเทศไทยในฐานะผู้ส่งเสริมสันติภาพ และความมั่งคั่งร่วมกัน เชื่อว่าเอเปคเป็นเวทีที่สำคัญในการสร้างการมีส่วนร่วม เพื่อปลดล็อกศักยภาพทางเศรษฐกิจที่มีอย่างมากระหว่างสมาชิกเอเปคด้วยกัน และมั่นใจว่าด้วยการทำงานร่วมกันของสมาชิก จะสามารถสร้างเวทีการแข่งขันที่เท่าเทียมกัน และมีปัจจัยใหม่ๆในการส่งเสริมการค้า และการลงทุนที่จะเป็นประโยชน์กับประชาชนทุกประเทศ โดยมีประชาชนและโลกเป็นศูนย์กลางที่จะได้รับประโยชน์ร่วมกัน” นายกฯ กล่าว

นายกฯ ยังได้กล่าวถึงแนวคิดในการสร้างความร่วมมือ และก้าวไปสู่เป้าหมายนี้ร่วมกันของประเทศสมาชิกเอเปค คือ 1.สร้างโอกาสสำหรับทุกคน (opportunities for all) โดยสมาชิกเอเปคจะทำงานร่วมกันโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ซึ่งแนวคิดนี้จะเป็นสิ่งสำคัญที่สมาชิกต้องบริหารจัดการกับเศรษฐกิจในระบบที่สมาชิกสามารถตกลงร่วมกันได้ โดยรัฐบาลไทยนำเทคโนโลยีดิจิทัล นวัตกรรม รวมถึง AI มาใช้เป็นกลไกสำคัญในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านระบบการเงินดิจิทัลให้กลุ่มเปราะบางของไทยมีโอกาศทัดเทียมกันในการดำรงชีวิต โดยมีเป้าหมายในการขจัดความยากจน นอกจากนี้ประเทศไทยกำลังพิจารณานำ “Negative Income Tax” ซึ่งเป็นระบบฐานข้อมูลที่จะช่วยให้คนที่อยู่ในประเทศไทย ทั้งที่เสียภาษี และไม่ถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษี มาอยู่ในระบบฐานข้อมูลเพื่อจะจัดสรรประโยชน์จากรัฐที่เป็นธรรมมากที่สุด

2.ประเทศไทยมีแนวคิด ส่งเสริมการบูรณาการทางเศรษฐกิจในภูมิภาค โดยมีเป้าหมายที่จะทำให้เขตการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิก (FTAAP) เป็นรูปธรรม เพื่อส่งเสริมความยั่งยืนทางการค้า และ 3.เอเปคต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนในการเข้าสู่เศรษฐกิจสีเขียว ตามเป้าหมายที่เคยประชุมร่วมกันที่กรุงเทพ (BCG) ซึ่งประเทศไทยตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนในการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด และพลังงานหมุนเวียน โดยวางแผนการเพิ่มพลังงานสะอาด 20 กิกะวัตต์ภายใน 20 ปีข้างหน้า เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ภายในปี 2065

นายกฯ กล่าวด้วยว่า ประเทศไทยขอให้เอเปค เป็นผู้นำในการกำหนดเป้าหมายที่สำคัญ ในการเปลี่ยนไปสู่ BCG รวมทั้งสนับสนุนให้มีการหารือเกี่ยวกับการพัฒนาตลาด และการค้าเครดิตคาร์บอนร่วมกัน ซึ่งไทยเชื่อมั่นว่าเอเปคสามารถเป็นผู้นำในการ สร้างอนาคตที่ยั่งยืนร่วมกันได้ โดยเชื่อว่าการประชุมในครั้งนี้ จะทำให้เอเปคใกล้บรรลุผลในการทำงานร่วมกัน และใกล้ชิดประชาชนทุกประเทศมากขึ้น และขอแสดงความยินดีกับเปรูกับความสำเร็จในการจัดการประชุม และประเทศไทยจะเฝ้ารอความคืบหน้าต่างๆในการประชุมอีกครั้งในโอกาศที่ประเทศเกาหลีใต้จะเป็นเจ้าภาพประชุมในครั้งต่อไป

ทั้งนี้ ที่ประชุม ได้รับรองเอกสารผลลัพธ์ 3 ฉบับ ได้แก่ (1) ปฏิญญาผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค (APEC Economic Leaders’ Declaration) (2) ถ้อยแถลงอิชมา ว่าด้วยมุมมองใหม่ในการขับเคลื่อนเขตการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิก (Ichma Statement on a New Look to advance the Free Trade Area of the Asia-Pacific) และ (3) แผนงานลิมา เพื่อส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจในระบบและเศรษฐกิจโลกของเอเปค (Lima Roadmap to Promote the Transition to the Formal and Global Economy) ซึ่งถือเป็นการเสร็จสิ้นการประชุมอย่างเป็นทางการ

นายจิรายุ เปิดเผยว่า ทั้งนี้ น.ส.แพทองธาร พร้อมด้วยนายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รมว.ต่างประเทศ พร้อมคณะ ได้ออกเดินทางกลับประเทศไทย ช่วงเย็นวันเสาร์ที่ 16 พ.ย. เวลาประมาณ 18.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นเปรู และจะใช้เวลาเดินทางประมาณ 27 ชม. โดยจะถึงท่าอากาศยานทหารอากาศ ดอนเมือง ในวันจันทร์ที่ 18 พ.ย. เวลาประมาณ 11.00 น. ตามเวลาในประเทศไทย



