หลายคนวิเคราะห์ว่า การรุกคืบทางการเมืองของ “ทักษิณ ชินวัตร” และพรรคเพื่อไทย ในศึกเลือกตั้งนายก อบจ.อุดรธานี รวมทั้งรอยร้าวลึกๆ เรื่อง “เขากระโดง” ในรัฐบาลนั้น กำลังฉายให้เห็นภาพของภูมิทัศน์ทางการเมืองแบบ “สามเส้า” ที่จะเป็นลักษณะการต่อสู้หลักของสังคมการเมืองไทยไปอีกพักใหญ่หรือหลายปี
เป็น “สามเส้า” หรือ “สามขั้วอำนาจ” อันประกอบไปด้วยสามพรรคการเมืองใหญ่ ที่มีคุณลักษณะผิดแผกแตกต่างกัน ได้แก่ เพื่อไทย ภูมิใจไทย และประชาชน
ในมุมมองหนึ่ง “เพื่อไทย-ทักษิณ” เหมือนตก “ที่นั่งลำบาก” อยู่ตรงกลางประหนึ่ง “ไส้แซนด์วิช” หรือกลายเป็นพรรคที่โดนรุม-ถูกขนาบข้างด้วยภูมิใจไทยฝั่งหนึ่ง และประชาชนอีกฝั่งหนึ่ง
พูดอีกอย่างได้ว่า เพื่อไทยกำลังเผชิญหน้ากับคู่แข่งทั้งสองด้าน
ภูมิใจไทย คือ พรรคการเมืองแนว “รวมบ้านใหญ่” ที่มีประสิทธิภาพ มีระบบจัดตั้งและระบบหัวคะแนน ซึ่งเชื่อมโยงกับเครือข่ายบุคลากรภาครัฐที่ไว้ใจ-เชื่อมือได้
กระทั่งสามารถตัดกำลังเพื่อไทยได้ในภาคอีสาน ทั้งยังประสบความสำเร็จในภารกิจที่เพื่อไทยไม่เคยทำได้สำเร็จ ในพื้นที่เลือกตั้งภาคใต้
ส่วนประชาชน (หรืออนาคตใหม่-ก้าวไกลเดิม) ก็โดดเด่นตรงการมีอุดมการณ์และแนวคิดเปลี่ยนแปลงประเทศที่ชัดเจน แน่นอน ไม่หวั่นไหว
ที่สำคัญ คือมี “มวลชนออร์แกนิค” คอยสนับสนุน โดยเฉพาะบรรดาประชาชนใน “เขตเมือง” ที่กำลังขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ ทั่วประเทศ
หากมองด้วยมุมนี้ เพื่อไทยก็ต้องประจันหน้ากับ “ศึกหนัก” และ “ศัตรูผู้น่าเกรงขาม” ถึงสองกลุ่มในสองสมรภูมิ จนไม่รู้ว่าจะ “แบ่งภาค” ตัวเองไปสู้รบปรบมือได้ดีเพียงใด
อย่างไรก็ตาม ถ้ามองโลกในแง่ดี จากอีกมุมหนึ่ง เพื่อไทยก็อาจเป็นพรรคการเมืองที่สามารถหลอมรวมผสมผสาน “จุดเด่น” ของคู่แข่งทั้งสองพรรค ให้กลายมาเป็นคุณสมบัติของตนเองได้
ด้านหนึ่ง สถานภาพการเป็นผู้นำรัฐบาลก็ดี การกลับมามีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างแข็งขันของ “อดีตนายกฯ ทักษิณ” ก็ดี น่าจะช่วยให้ภารกิจ “รวมพลังบ้านใหญ่” ทวีความแน่นเหนียวและขยายเครือข่ายได้กว้างขวางขึ้น
ส่วนระบบจัดตั้ง-ระบบหัวคะแนนต่างๆ ของเพื่อไทยก็น่าจะมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ตามประสาผู้ถือครองอำนาจรัฐ
ในอีกด้าน แท้จริงแล้ว พรรคเพื่อไทยเองก็มีศักยภาพก้นหีบและมีบุคลากรบางคน ที่จะสามารถรณรงค์ต่อสู้บนสนามรบว่าด้วยแนวคิด อุดมการณ์ และชุดนโยบายที่ก้าวหน้าได้
ยิ่งกว่านั้น พรรคก็ (เคย) มี “มวลชนคนเสื้อแดง” เป็นรากฐานสำคัญ และเคยเป็นทางเลือกหลักของคนเมืองและบรรดาชนชั้นกลางใหม่มาแล้วเมื่อช่วงทศวรรษ 2540
จึงขึ้นอยู่กับว่า พรรคเพื่อไทยจะหลอมรวม “สองคุณลักษณะ” ข้างต้น ให้กลืนกลายเข้ากับอัตลักษณ์ของตนเองอย่างแนบสนิท ได้อย่างไร?
ต้องยอมรับว่า ณ เวลานี้ เพื่อไทยยังทำเรื่องดังกล่าวไม่สำเร็จ แต่ก็อาจประสบความสำเร็จในอนาคตข้างหน้า ตราบใดที่ยังมีอำนาจรัฐอยู่ในมือ
โดยมีข้อแม้ว่า ทางพรรคต้อง “กล้า” ในบางเรื่องให้มากกว่านี้ และอย่าประมาท “วันเวลา” ที่เดินทางไปอย่างรวดเร็วเหลือเกิน
ปราปต์ บุนปาน

