หน้าแรก การเมือง บุญสงค์ ทัพชั...

บุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ ลุยปั้น MOL TRUST เพิ่มสิทธิ-คุ้มครองแรงงานไทย

18.11.24 | 12:23 น.

หมายเหตุนายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน ให้สัมภาษณ์ “มติชน” ภายหลังมอบนโยบายกระทรวงแรงงาน ปีงบประมาณ 2568 ให้แก่ข้าราชการและบุคลากรในสังกัด ภายใต้แนวคิด “MOL TRUST”

ระทรวงแรงงานเป็นหน่วยงานที่คอยให้บริการประชาชน ทั้งนายจ้างและลูกจ้างทุกระดับชั้น จึงต้องสร้างความไว้วางใจ เพิ่มความเชื่อมั่น และทำให้บุคลากรในสังกัดเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ให้เป็น “ครอบครัวแรงงาน” และเป็นองค์กรเป็นที่ “ยอมรับ เชื่อมั่น ไว้วางใจ” เสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องแรงงานทุกภาคส่วน จึงเป็นแรงผลักดันให้มีการขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงแรงงาน ปีงบประมาณ พ.ศ.2568 สู่การปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ

การบริหารงานภายใต้แนวคิด MOL TRUST ครอบครัวแรงงาน ที่เป็น Unity เดียวกัน ภายใต้การนำของ “นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ที่มุ่งเน้นนโยบาย “หลักประกันทางสังคมเด่น เน้นทักษะทันสมัย คนไทยมีงานทำ สร้างวัฒนธรรมความปลอดภัย เศรษฐกิจ แรงงานไทยมั่นคง” เพื่อใช้ในการพัฒนาแรงงานในทุกมิติ

สำหรับการดำเนินงานภายใต้แนวคิด MOL TRUST ประกอบด้วย แนวปฏิบัติสำคัญ คือ

T: Teamwork ทำงานเป็นทีม เราทีมเดียวกัน “ครอบครัวแรงงาน” 6 หน่วยงาน ภายใต้สังกัดกระทรวงแรงงาน ทำงานและบูรณาการขับเคลื่อนภารกิจเป็นทีมเดียวกัน คือ ทีม “ครอบครัวแรงงาน” ให้คิดว่า “ทำงานหน่วยงานเดียวได้งานเดียว ใช้เวลามาก แต่ถ้าทำงานร่วมกับหลายหน่วยงาน ได้หลายงาน ได้ประโยชน์หลายฝ่าย งานเร็วขึ้น ง่ายขึ้น งบประมาณคุ้มค่าขึ้น”

Advertisement

R: Reform ปฏิรูปองค์กรสู่ “กระทรวงแรงงานยุคใหม่” ครอบครัวแรงงานรวมกันเป็นหนึ่ง เป็นที่พึ่งให้กับประชาชน มีบริการที่สะดวก รวดเร็ว ประทับใจ การทำงานที่โปร่งใส เป็นที่ยอมรับจากสังคม

U: Unity มีความเป็นหนึ่งเดียว ขับเคลื่อนการทำงาน ทิศทางเดียวกัน สู่วิสัยทัศน์กระทรวงแรงงาน “แรงงานมีศักยภาพสูง มีงานทำ และมีหลักประกันทางสังคมที่ดี”

S: Smart & Smile บุคลากรกระทรวงแรงงาน สง่างาม ด้วยบุคลิกภาพที่ดี มีความรู้และความเป็นมืออาชีพในการทำงาน บริการด้วยใจ ด้วยรอยยิ้ม และคุณภาพบริการที่เป็นเลิศเกินความคาดหมาย

T: Technology มีระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่ก้าวล้ำทันสมัย สนับสนุนการให้บริการ การบริหารงาน และการปฏิบัติงาน อย่างมีประสิทธิภาพ มีระบบ IT ดี สะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย บุคลากรกระทรวงแรงงานตามทันเทคโนโลยี และใช้ให้เกิดประสิทธิภาพ

“ในอนาคต หรือปีถัดๆ ไป ต้องทำงานในเชิงรุก โดยเรามี 5 เสือแรงงานเข้าไปยังพื้นที่ และอำนวยประโยชน์ให้กับผู้ใช้แรงงานในที่เกิดเหตุตามจังหวัดต่างๆ ขอให้มั่นใจว่ากระทรวงแรงงาน ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารระดับสูง หรือเจ้าหน้าที่กระทรวง จะดูแลทุกคนให้ทั่วถึงและเสมอภาค และมีความเป็นธรรม สิ่งสำคัญที่สุด คือ อยากให้ทุกหน่วยงานภายในกระทรวงแรงงานอยู่บนฐานข้อมูลเดียวกัน จะทำให้พูดได้ว่า กระทรวงแรงงานเป็นกระทรวงที่สร้างการเติบโตให้กับประเทศชาติ”

สำหรับนโยบายกระทรวงแรงงาน ปีงบประมาณ พ.ศ.2568 มีภารกิจนโยบายกว่า 24 ข้อ ขับเคลื่อนโครงการ/กิจกรรมกว่า 90 โครงการ/กิจกรรม งบประมาณรวมทั้งสิ้น 11,834,961,660 บาท เช่น 1.การ Reskill และ Upskill แรงงานให้เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ โดยให้กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) ได้ลงพื้นที่เข้าไปพัฒนาทักษะสำหรับผู้ที่ต้องการพัฒนะทักษะตนเอง 2.โครงการ MOL Matching หรือการจับคู่งาน จัดหางาน หรือส่งคนไทยไปทำงานในต่างประเทศตามเป้าหมายที่ 100,000 คน โดยจะจัดทำเป็นโรดโชว์ (Road Show) ไปยังประเทศต่างๆ ที่ต้องการแรงงานเพิ่ม เช่น ญี่ปุ่น, ไต้หวัน, เกาหลี, ฮ่องกง, ซาอุดีอาระเบีย และประเทศอื่นๆ และ 3.การเพิ่มสิทธิประโยชน์ของสำนักงานประกันสังคม (สปส.) สำหรับผู้ประกันตนให้มากขึ้น โดยเฉพาะการเพิ่มค่าสงเคราะห์บุตร และค่าคลอดบุตรให้กับผู้ประกันตนทุกมาตรา

“อีกหนึ่งโครงการที่อยากจะทำ คือ โครงการมะเร็งรักษาที่ไหนก็ได้ (Cancer Anywhere) สำหรับผู้ประกันตนที่เป็นโรคมะเร็งไปรักษาที่ไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องไปเฉพาะโรงพยาบาลที่อยู่ในสิทธิประกันสังคม สามารถรักษาข้ามเขต ข้ามจังหวัดได้ โดยโรงพยาบาลสามารถเรียกเก็บค่ารักษากับประกันสังคมได้ เป็นอีกหนึ่งโครงการที่ได้วางไว้”

ส่วนการดูแลแรงงานกลุ่มเปราะบาง ได้มีการทำงานร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และกรุงเทพมหานคร (กทม.) เพื่อดูว่ามีส่วนไหนที่เกี่ยวข้องและสามารถเยียวยาช่วยเหลือในบทบาทของกระทรวงแรงงานได้บ้าง โดยจะเข้าไปสนับสนุนและส่งเสริมในชุมชนต่างๆ เช่น การป้องกันยาเสพติดที่เริ่มระบาด

“ปัญหาที่สำคัญที่สุดในตลาดแรงงานไทยปัจจุบัน คือ คนไทยเลือกงาน และการศึกษาไม่ตรงตามที่ตลาดแรงงานต้องการ ซึ่งจะทำให้เกิดการว่างงานขึ้น
ต้องไปทำงานในระดับที่ต่ำกว่าวุฒิการศึกษาของตนเอง กระทรวงแรงงานจึงต้องนำเสนอและสื่อสารกับสังคมให้ถูกต้องว่า กระทรวงแรงงานมีบริบทในการดูแลปัญหาด้านการทำงานของคนไทย สามารถเข้ามาปรึกษาในด้านการทำงาน โดยจะมีหน่วยงานภายใต้กระทรวงแรงงานคอยให้ความช่วยเหลือ”

ในฐานะปลัดกระทรวงแรงงาน ต้องการผลักดันให้กระทรวงแรงงานเป็นกระทรวงเศรษฐกิจ เพราะกระทรวงแรงงานดูแลพี่น้องผู้ใช้แรงงานกว่า 40-50 ล้านคนในประเทศ ในระยะเวลา 1 ปี จนถึงปี 2568 จะต้องสร้างการรับรู้ว่า กระทรวงแรงงานมีความสำคัญต่อคุณภาพชีวิต ต่อระบบเศรษฐกิจ และจีดีพีของประเทศ โดยกระทรวงแรงงานเป็นกระทรวงที่มีตัวเลข สถิติ และข้อเท็จจริงที่ยอมรับได้ ดูแลความเป็นอยู่แรงงานไทยทั้งประเทศ ทั้งค่าแรง สวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน สิทธิประโยชน์ต่างๆ และอีกส่วนหนึ่งคือ กระทรวงแรงงานมีงบประมาณเป็นของตนเอง ในแง่ของเงินของผู้ประกันตน และนายจ้างสมทบเข้ามาให้กองทุนประกันสังคมมีเงินสะสมถึง 2.6 ล้านล้านบาท อีกทั้งกระทรวงแรงงานมีการจัดส่งแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศที่ส่งเงินกลับเข้ามาไทยอีก 1-2 แสนล้านบาท เพื่อมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

สำหรับเป้าหมาย หรือสิ่งที่ตั้งใจจะทำในปี 2568 เพื่อขับเคลื่อนและยกระดับการดูแลและให้บริการคนไทยของกระทรวงแรงงาน ในฐานะที่เป็นปลัดกระทรวงแรงงาน ได้คิดและวางกรอบแนวทางไว้ ดังนี้

สำนักงานประกันสังคม (สปส.) จะมีการเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้กับผู้ประกันตนในทุกมาตรา เช่น ค่าคลอดบุตร เงินสงเคราะห์บุตร สิทธิค่ารักษาพยาบาล อีกทั้งจะมีการสร้างกองทุนประกันสังคมในมาตรา 40 พลัส (Plus) ที่ต้องการดึงผู้ใช้แรงงานนอกระบบ กลุ่มอาชีพอิสระให้เข้ามาอยู่ในระบบและรับสิทธิประโยชน์กองทุนประกันสังคม ไม่ว่าจะเป็นค่ารักษาพยาบาลกรณีฉุกเฉิน ตามหลักเกณฑ์สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ค่าคลอดบุตรต่างๆ รวมทั้งสิทธิประโยชน์รักษาโรคร้ายแรง ซึ่งขณะนี้กำลังให้คณะอนุกรรมการฯ ศึกษาและพิจารณา คาดว่าจะดำเนินการให้เร็วที่สุดภายในปี 2568

นอกจากนี้ ยังจะมีการส่งเสริมให้ผู้ประกันตนมีบ้านและที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง ผ่านโครงการสินเชื่อที่อยู่อาศัยเพื่อผู้ประกันตน พ.ศ.2567 ภายในวงเงินจำนวนไม่เกิน 10,000 ล้านบาท สำหรับผู้ประกันตนมาตรา 33 มาตรา 39 และมาตรา 40 สามารถขอสินเชื่อดอกเบี้ยร้อยละ 1.59 ต่อปี ให้กับผู้ประกันตนในทุกจังหวัด ซึ่งรับผลตอบรับเต็มจำนวน หากจะมีเฟสต่อไปหรือการเพิ่มวงเงิน จะต้องนำเข้าสู่คณะกรรมการประกันสังคมให้พิจารณาอีกครั้งหนึ่ง

“รวมทั้งกระทรวงแรงงานให้ความสำคัญในเรื่องของความปลอดภัยระหว่างการทำงาน เนื่องจากมีแรงงานประสบเหตุอันตรายจากการทำงานค่อนข้างมาก จึงจำเป็นต้องส่งเสริมสถานประกอบการให้ดูแลพนักงานผ่านกิจกรรมลดอุบัติเหตุจากการทำงานเป็นศูนย์ (Zero Accident) โดยการให้เงินรางวัลแก่สถานประกอบการที่เข้าร่วมกิจกรรมตามขนาดและระยะเวลาในการสะสมการลดอุบัติเหตุจากการทำงานของลูกจ้าง และอีกส่วนสำหรับลูกจ้าง คือ การทำข้อมูลสุขภาพ (Health Data) ส่งเสริมวัฒนธรรมการดูแลสุขภาพตนเองของลูกจ้าง เชื่อมกับโรงพยาบาลคู่สัญญาประกันสังคม”

นอกจากนั้นแล้ว เบื้องต้นมีร้านอาหาร หรือโรงแรมหลายแห่งที่จะเข้าร่วมลงนามร่วมกับกระทรวงแรงงาน เพื่อเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้กับผู้ประกันตนผ่านการลดราคาการเข้าพักโรงแรมร้อยละ 15-20 เพื่อยกระดับการดูแลผู้ประกันตน ขณะนี้กำลังพิจารณาการดำเนินงาน ซึ่งได้พูดคุยไว้เบื้องต้นตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาแล้ว

สำหรับการดูแลแรงงานนอกระบบ กลุ่มอาชีพอิสระ ณ ปัจจุบัน มีอยู่ราว 3 ล้านคน ทั้งแรงงานไทยและแรงงานข้ามชาติ อยู่ในระบบประกันสังคมราว 1.5 ล้านคน นอกนั้น จะเป็นแรงงานที่ได้รับการยกเว้นจากกองทุนประกันสังคม เช่น อาชีพเกษตร แม่บ้าน อาชีพหาบเร่ แผงลอย ประมง เป็นต้น กระทรวงแรงงานจึงต้องการที่จะดึงแรงงานกลุ่มนี้เข้าสู่ระบบกองทุนประกันสังคม เพื่อดูแลสิทธิประโยชน์และค่ารักษาพยาบาล โดยจะนำเข้าสู่คณะกรรมการประกันสังคมรับฟังความคิดเห็น และเสนอเป็นกฎหมาย เชื่อมั่นว่าจะดำเนินเสร็จสิ้นภายในปี 2568

“ผมและพี่น้องครอบครัวแรงงานทุกคน ซึ่งมีอยู่ทั่วประเทศ จำนวน 15,649 คน มีความมุ่งมั่นที่จะเดินหน้าผลักดันนโยบายให้พี่น้องแรงงานได้รับการคุ้มครองและการสนับสนุนที่เป็นธรรม และขอให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกันเพื่อสร้างสังคมแรงงานที่เข้มแข็งและมั่นคงอย่างยั่งยืนต่อไป เชื่อมั่นว่า ผลสำเร็จของงาน ขึ้นอยู่กับแนวคิดที่เรียกว่า TRUST ซึ่งก่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ขององค์กรเพิ่มมากขึ้นและเร็วขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งต้องอาศัยความสามัคคี ร่วมแรงร่วมใจ เป็นหนึ่งเดียวของทุกคนในองค์กร เพื่อเป็นองค์กรที่เป็นที่ยอมรับ เชื่อมั่น ไว้วางใจ ในการพัฒนาแรงงานในทุกมิติ เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย เสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องแรงงานทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นแรงงานในระบบ แรงงานนอกระบบ ผู้ประกอบการ หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งผมจะดำเนินนโยบายหลักให้ทุกภาคส่วนได้รับการคุ้มครองและได้รับสิทธิประโยชน์ที่เป็นธรรม เป็นแรงงานมีศักยภาพสูง มีงานทำ มีรายได้ และหลักประกันทางสังคมที่ดี”

อัศวินี ตรีเนตร