‘เทวฤทธิ์’ โต้ ‘พิสิษฐ์’ ย้ำจุดยืน ค้านเสียงข้างมาก 2 ชั้น ชี้ กมธ.ร่วมฯ ละเลยตัวแทน ส.ว.เสียงข้างน้อย
เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย ส.ว. กล่าวถึงกรณีที่ นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ ส.ว. ในฐานะกรรมาธิการร่วมกันเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่…) พ.ศ…. ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุม กมธ. ว่า จุดยืนของ ส.ว.ในวินาทีนี้ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด และยังสนับสนุนเกณฑ์ผ่านประชามติ ด้วยเสียงข้างมาก 2 ชั้น คือ ต้องมีผู้ออกมาใช้สิทธิเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ และเสียงเห็นชอบต้องได้เสียงข้างมากเกินกึ่งหนึ่งของผู้ออกมาใช้สิทธิ อีกทั้งย้ำว่า ทั้งนี้ กมธ.ฝั่ง ส.ว.พร้อมเข้าประชุมอย่างพร้อมเพรียงครบทั้ง 14 คนนั้น
นายเทวฤทธิ์กล่าวว่า ตนในฐานะ ส.ว.เสียงข้างน้อยที่ไม่มีตัวแทนใน กมธ.ร่วมสัดส่วนดังกล่าวเลยแม้แต่คนเดียว ขอแสดงความเห็น 4 ประการดังนี้
ประการแรก มากลับเอานาทีสุดท้าย ทั้งที่เคยสนับสนุนหลักการเสียงข้างมากชั้นเดียวแบบเอกฉันท์
ก่อนที่ ส.ว.ดังกล่าวจะเสนอ ‘เสียงข้างมาก 2 ชั้น’ นั้น ย้อนไปเมื่อวันที่ 27 ส.ค.ที่ผ่านมา วาระแรก ส.ว.ก็รับหลักการเสียงข้างมากชั้นเดียวมาด้วยเสียงท่วมท้นคือ 179 เสียงที่เห็นชอบ มีเพียง 5 เสียงเท่านั้นที่ไม่เห็นชอบ ซึ่งก็เป็นไปในทิศทางเดียวกับที่สภาผู้แทนราษฎรผ่านมา 3 วาระอย่างเอกฉันท์

ในครั้งนั้นเองตนจึงเสนอให้วุฒิสภาตั้งกรรมาธิการเต็มสภาเพื่อพิจารณาต่อในวาระ 2 และ 3 เลย นอกจากไม่เห็นข้อขัดแย้งในประเด็นหลักการแล้ว ประเด็นที่ต้องพิจารณาก็มีเพียงประเด็นหลักประเด็นเดียวที่ไม่ซับซ้อน อยู่ในวิสัยที่ ส.ว.ได้ติดตามมาตั้งแต่การพิจารณาของสภาผู้แทนฯ แล้ว
และเพื่อความรวดเร็วให้ทันประกาศใช้ก่อนเลือกนายก อบจ.ต้นกุมภาพันธ์ 68 ด้วย แต่ก็น่าแปลกใจที่มติวุฒิสภากลับไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอตนในคราวนั้นจนตั้งกรรมาธิการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นี้ และมีมติเปลี่ยนเป็น ‘เสียงข้างมาก 2 ชั้น’ ในการประชุมครั้งท้ายๆ
ประการที่ 2 เสียงข้างมากถึง 2 ชั้น แต่กลับไม่มีตัวแทนเสียงข้างน้อยเลยสักคน
นายเทวฤทธิ์กล่าวว่า เมื่อเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภาในวาระที่ 2 และ 3 ที่กรรมาธิการแก้เป็น ‘เสียงข้างมาก 2 ชั้น’ นั้น วาระที่ 3 มีผู้เห็นชอบ 167 เสียง ขณะที่ผู้ไม่เห็นชอบมี 19 เสียง และเมื่อ 2 สภาเห็นไม่ตรงกันเรื่องนี้จึงมีการตั้งกรรมาธิการร่วมเพื่อพิจารณา ฝั่งละ 14 คน ซึ่งฝั่ง ส.ว.ก็มีการเสนอชื่อมาเป็นแพค 14 คน โดยที่ไม่มีตัวแทนเสียงข้างน้อยที่ไม่เห็นด้วยกับการแก้เป็น ‘เสียงข้างมาก 2 ชั้น’ เลยแม้แต่คนเดียว
ในครั้งนั้นตนได้เสนอในที่ประชุมวุฒิสภาเพื่องดใช้ข้อบังคับบางมาตราและให้เปลี่ยนรูปแบบการเลือกตัวแทนจากที่ ส.ว. แต่ละคนเลือกได้เต็มจำนวนหรือโหวตเป็นแพค ในที่นี้คือ 14 คน เป็นเลือกได้เพียง 1 ส.ว. โหวตตัวแทน 1 คนเท่านั้น เพราะไม่เช่นนั้นไม่ต้องเสียงข้างมาก 167 เสียง ต่อ 19 เสียง ขอแค่เสียงข้างมาก 101 เสียง ต่อ 99 เสียง หากฝ่าย 101 เสียงสามารถโหวตได้เต็ม 14 คน โดยไม่มีใครโหวตเป็นอื่น ฝ่าย 101 เสียงก็จะได้ตัวแทนกรรมาธิการทั้ง 14 คน โดยที่ฝ่าย 99 เสียงจะไม่ได้ตัวแทนเลยสักคนเดียว
ท้ายที่สุดที่วุฒิสภาไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอตน 14 คน ที่เป็นกรรมาธิการร่วมจึงมีแต่ฝั่งเสียงข้างมาก หรือผู้สนับสนุนประชามติแบบ ‘เสียงข้างมาก 2 ชั้น’ โดยที่แคนดิเดตฝั่งเสียงข้างน้อยอย่าง นายประภาส ปิ่นตบแต่ง ส.ว. หรือ น.ส.นันทนา นันทวโรภาส ส.ว. ไม่ได้เป็นตัวแทน
ทั้งที่หากคิดตามสัดส่วนแล้ว ถ้าต้องการตัวแทน 14 คน จาก ส.ว. 200 คน จะอยู่ที่ 14.28 ต่อ 1 ตัวแทน ซึ่งเสียงข้างน้อย 19 คน ก็ควรจะมี 1 คนเป็นอย่างน้อย จึงเป็นเรื่องที่ดูย้อนแย้งว่า ส.ว.เสียงส่วนใหญ่อยากได้การกรองประชามติถึง 2 ชั้น แต่กลับละเลยหรือไม่คำนึงถึงเสียงของ ส.ว.ข้างน้อยที่ควรจะมีพื้นที่ของตัวเองในกรรมาธิการเลยสักคนหนึ่ง
ประการที่ 3 เกณฑ์สองชั้น หมายความว่าฝ่ายไม่ต้องการให้มติผ่านมีเสียง 40% อยู่ในกระเป๋าแล้ว
การทำให้ประชามติให้เป็นข้อยุติได้ต้องผ่านเสียงข้างมาก 2 ชั้นนั้น ฟังดูดีแน่นอน ดูรอบคอบ แต่ความรอบคอบนั้นกลับซ่อนช่องโหว่แบบที่จะทำลายเจตจำนงหรือเป้าประสงค์ของประชาชนที่ลงมติด้วยซ้ำ เนื่องจากหัวใจคือต้องมีเกณฑ์เรื่องต้องมีผู้ออกมาใช้สิทธิออกเสียงประชามติเกิน 50% ของผู้มีสิทธิออกเสียงล็อกไว้ จึงเกิด ‘การเมืองของการโหวต’
เมื่อพิจารณาตามสถิติคนมาใช้สิทธิลงประชามติรัฐธรรมนูญ ปี 50 จำนวน 57% ส่วนปี 60 จำนวน 59% แปลว่าจะมีราว 40% กว่าที่ยังไงก็ไม่ออกมาในออกเสียงนี้ ด้วยเงื่อนไขเท่ากับฝ่ายที่ไม่ต้องการให้ประชามติผ่านจะมีเสียงราว 40% เป็นฐานเสียงอยู่แล้ว
ตัวอย่างประชามติรัฐธรรมนูญปี 60 มีผู้มาใช้สิทธิ 26 ล้านคน ไม่มาใช้สิทธิ 24 ล้าน มีผู้โหวต Yes 16 ล้าน ผู้โหวต No 10 ล้าน คนที่อยากให้คนโหวต No ก็เพียงรณรงค์ให้คน 2 ล้าน ไม่ไปโหวต ก็ทำให้เสียงผู้มาใช้สิทธิเหลือ 24 ล้านคน ไม่มาใช้สิทธิเหลือ 24 ล้านคน มตินั้นก็ไม่เป็นข้อยุติ ในบริบทปัจจุบันก็ใช้รัฐธรรมนูญ 60 ต่อไป สมประสงค์ของผู้ไม่อยากแก้หรือเท่ากับคนที่อยากใช้รัฐธรรมนูญ 60 ต่อ เท่ากับทำให้มติบิดเบี้ยวไม่สะท้อนเจตจำนงที่แท้จริงของประชาชนด้วย
ประการสุดท้าย เสนอลดเกณฑ์เป็น 1 ใน 4 เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายมี 40% อยู่ในกระเป๋า
นายเทวฤทธิ์ยืนยันว่าไม่ได้ละเลยประเด็นจำนวนผู้มาใช้สิทธิ สิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง แต่ควรเป็นโจทย์ให้ฝ่ายจัดการประชามติอำนวยความสะดวกให้คนออกมามาก โดยไม่เป็นเงื่อนไขของการทำให้ประชามตินั้นผ่านหรือไม่
อย่างไรก็ตาม หากจำเป็นต้องประนีประนอมระหว่างฝ่ายชั้นเดียวกับสองชั้น ก็ควรเป็นการทำอย่างไรไม่ให้ฝ่ายไม่ต้องการให้ประชามติเป็นที่ยุติมีฐานเสียง 40% ไว้ในมือ แก้ปัญหาการเมืองของการโหวตดังกล่าว ลดเกณฑ์ผู้มาใช้สิทธิอยู่ที่ 1 ใน 4 ของผู้มีสิทธิออกเสียง จึงทำให้เกิดความเป็นธรรมของทั้งฝ่ายที่ต้องการให้มติผ่านกับฝ่ายที่ไม่ให้ผ่าน โดยไม่ให้ฝ่ายหลังมีฐานเสียงในมือจากคนที่ไม่มาออกเสียง 40%

