สังคมที่ไม่มีการล้อเลียน โดย นิ้วกลม

งานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ ชวนให้หวนกลับไปคิดถึงวัยหนุ่ม ตอนที่ขนหน้าแข้งยังไม่รกครึ้มอย่างในวันนี้

สมัยเป็นนิสิตปีหนึ่ง พี่ๆ นัดรวมพลไปขึ้นอัฒจันทร์แปรอักษรกันแต่หัววัน เพื่อให้สแตนด์ของฝั่งจุฬาฯ เต็มก่อนธรรมศาสตร์ การแข่งขันเริ่มขึ้นตั้งแต่ตรงนั้นแล้ว

ผมกับเพื่อนๆ ได้ยินชื่อเสียงของฟุตบอลประเพณีมาเนิ่นนาน เมื่อรู้ว่าจะได้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมที่จัดมายาวนานเช่นนี้ก็รู้สึกตื่นเต้นกันยกใหญ่ เพราะนี่เป็นงานใหญ่ที่มีกิจกรรมให้นิสิตนักศึกษามีส่วนร่วมมากมายเต็มไปหมด ทั้งแปรอักษร เชียร์ลีดเดอร์ พาเหรด ฟุตบอล สต๊าฟประสานงานต่างๆ ช่างภาพ ช่างแต่งหน้า ใครสนใจทำอะไรก็แยกย้ายกันไปทำ

สมัยนั้นบรรยากาศการเมืองยังไม่เข้มข้นเหมือนทุกวันนี้ แต่ขบวนล้อการเมืองก็เป็นสิ่งที่ทุกคนเฝ้ารอดูว่าจะมีมุขเด็ดเข็ดฟันอันใดมาแซวท่านผู้นำทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านกันอย่างไรบ้าง ของใครจะแสบสันต์กว่ากัน

มิเพียงขบวนล้อการเมืองเท่านั้นหรอกที่มีลูกเล่นแสบๆ คันๆ แยงๆ แทงๆ ไปถึงผู้มีอำนาจ การแปรอักษรบนอัฒจันทร์ก็มีการดึงเอาเหตุบ้านการเมือง คำเด็ดคำดังในสังคม มาโต้ตอบกันให้แสบคันเร่าๆ ไปทั้งสแตนด์

บ่อยครั้งที่การแปรอักษรสนุกกว่าเกมฟุตบอลในสนาม

เพราะยิงประตูกันถี่กว่า จุฬาฯ ยิงไป ธรรมศาสตร์โต้กลับ ผลัดกันรุกและรับแบบไม่มีใครยอมใคร แต่ละถ้อยคำก็เชือดเฉือนจนแทบอยากจะคิดโค้ดแปรอักษรกันสดๆ เพื่อโต้กลับ

มันสนุกตรงนี้

สนุกตรงได้โต้ตอบกัน แกว่ามาอย่างนั้น ฉันว่าไปอย่างนี้

ที่ดีคือทั้งสองฝ่ายมีน้ำใจเป็นนักกีฬา ไม่เฉพาะในสนาม แต่ลามมาถึงคนดูทั้งสองฟากฝั่ง เราแซวกัน แซะกัน วิจารณ์กัน ตบตีกันด้วยถ้อยคำ แต่เราไม่โกรธกัน

เรายินดีให้อีกฝ่ายได้พูด ได้ส่งเสียง ได้ถือป้ายแสดงความเห็นที่มีต่อเรา แล้วเราก็โต้กลับเพื่อรอฝั่งนั้นโต้กลับมาอีก ทั้งสนามจึงอึงอลไปด้วยการโต้ตอบที่สนุกสนาน เพราะทั้งสองฝ่ายได้ออกหมัดอย่างเสรี

ที่สำคัญคือการโต้กันไปมาเหล่านั้นมีสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งเจือปนอยู่ในนั้น

อารมณ์ขัน

ทุกเนื้อความเหล่านั้นถูกส่งผ่านวิธีการของการ “ล้อเลียน”

ล้อเล่น-แบบทีเล่นทีจริง

กาลเวลาผ่านมาหลายปี อารมณ์ขันและพื้นที่การล้อเลียนในสังคมไทยดูเหมือนจะค่อยๆ หดหายลงไปทุกวัน

เรามีอารมณ์ขันเวลาแสดงความคิดเห็นกันน้อยลงมาก

ใครแซวหรือปล่อยมุขอะไรนิดอะไรหน่อยก็ดูจะก่อดราม่าขึ้นในโลกออนไลน์ได้ไม่ยาก ไม่ว่าเรื่องใดๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องลูกเทพ ดาราเลิกกัน ไปยันเรื่องการเมือง

หลายคนมองทุกเรื่องเป็นเรื่องจริงจังกระทั่งมองไม่เห็นอารมณ์ขันที่อีกคนพยายามหยิบยื่นให้

บรรยากาศความขัดแย้งที่ผ่านมาทำให้เราหัวเราะกันยากขึ้น รวมถึงมีพื้นที่ให้หัวเราะน้อยลง

กระทั่งบางคนถึงขั้นบอกว่าสังคมไทยสูญเสียความสามารถในการหัวเราะไปแล้ว

ยิ่งเป็นเรื่องการเมือง ไม่แหย่ไม่แซวจะดีกว่า แทนที่จะได้เสียงหัวเราะกลับมา อาจจะได้คำด่าเป็นรางวัล

บรรยากาศโดยรวมจึงค่อยๆ จริงจังขึงขังมากขึ้นเรื่อยๆ เราถกเถียงกันด้วยเนื้อหาหนักๆ ข้อมูลเน้นๆ และอารมณ์แรงๆ เครียดมากแค่ไหนคงสังเกตได้จากสีหน้าของท่านผู้นำ ซึ่งก็น่าเห็นใจท่านที่ต้องทำงานหนักจนอาจไม่มีเวลาได้ดูตลก จากที่เคยมีอารมณ์ขัน ดูเหมือนท่านจะค่อยๆ ซีเรียสขึ้นเรื่อยๆ

ตรงนี้เองที่ทำให้อารมณ์ขันมีความจำเป็น เพราะอารมณ์ขันทำในสิ่งที่อารมณ์เครียดทำไม่ได้

อารมณ์ขันมีท่าทีที่เป็นมิตรและผ่อนคลาย กระนั้นก็ไม่ใช่ความเงียบ

แน่นอน เวลาทำงานเหนื่อยๆ หนักๆ แล้วต้องมาฟังคำวิพากษ์วิจารณ์จากคนนั้นคนนี้มากมายคงไม่ใช่เรื่องรื่นรมย์ของชีวิต ผมก็ทำเต็มที่แล้ว คุณจะให้ทำยังไง ปัดโถ่ว!

แต่ลองหลับตาคิดดูสิครับ ถ้าเราทำงานหนักท่ามกลางความเงียบ ไม่มีเสียงชม ไม่มีเสียงติ ไม่มีเสียงใดๆ เลย เราจะทนกับบรรยากาศแบบนั้นได้ไหม ผมคิดว่ามันช่างวังเวงอ้างว้างชวนให้เปลี่ยวเหงามากยิ่งขึ้นไปอีก

คนตั้งใจทำงานทุกคนต้องการคำวิจารณ์ คำชี้แนะ และฟีดแบ็กจากคนอื่น

สำหรับผู้มีอำนาจแล้ว ความเงียบเป็นสิ่งที่น่ากลัว

ตามเส้นทางประวัติศาสตร์จึงมีวิธีแง้มช่องทางให้ความเห็นต่างๆ ได้แสดงออก

ในช่วงปลายของยุคกลาง ความเห็นของประชาชนเริ่มได้รับการอนุญาตให้แสดงออกในช่วงเทศกาลงานรื่นเริง เพราะต่างรู้กันว่าในช่วงเวลาแห่งความสนุกเช่นนี้ ลำดับขั้นต่างๆ ในสังคมจะอันตรธานไป ทุกคนกลายเป็นส่วนหนึ่งของงาน อยู่ในระดับเดียวกัน ถอดหัวโขน ตำแหน่งหน้าที่วางไว้ก่อน สลายตัวตนแล้วสนุกไปด้วยกัน

ความสนุกสนานมาแทนที่ความตึงเครียด ท่ามกลางเทศกาลงานรื่นเริง โลกตอนนั้นเหมือนพลิกหัวกลับ สามารถเกิดกิจกรรมสนุกๆ ที่คาดไม่ถึงได้มากมาย รวมถึงการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ซึ่งไม่มีใครเห็นเป็นปัญหาตราบที่มันถูกส่งเสียงออกมาผ่านอารมณ์ขัน เพราะผู้มีอำนาจเองก็รู้ว่าความเครียดในสังคมนั้นต้องการช่องทางระบาย มากไปกว่านั้น เขายังได้มีโอกาสฟังความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อเขาผ่านเสียงที่ไม่ซีเรียสจนน่ากลัว

กระทั่งในพระราชวัง ในอดีต ตลกหลวงสามารถแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับนโยบายต่างๆ ผ่านทางมุขตลกโดยไม่ต้องกลัวถูกลงโทษ ด้วยภาพลักษณ์แปลกประหลาดค่อนไปทางติงต๊องของตัวตลกทำให้เขามีเกราะคุ้มกัน เช่นกันกับทุกวันนี้ที่นักแสดงตลกในเมืองนอกเอานักการเมืองและผู้นำประเทศมาเป็นโจ๊กของตัวเองอยู่บ่อยๆ

ไม่มีใครถือสาตัวตลก

ผู้เชี่ยวชาญด้านตลกศาสตร์วิเคราะห์ว่า การสื่อสารผ่านอารมณ์ขันนั้นเป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจก็เพราะความคลุมเครืออันชาญฉลาดของมันนั่นเอง

ในยุคคอมมิวนิสต์แผ่อำนาจปกคลุมประเทศในยุโรปตะวันออก มีตลกยอดฮิตเรื่องหนึ่งที่เล่าต่อๆ กันไปทั่ว

ตำรวจลับของสหภาพโซเวียตคนหนึ่งเอ่ยถามเพื่อนของเขาว่า “คุณคิดยังไงกับรัฐบาลบ้าง” เพื่อนตำรวจของเขาตอบกลับมาว่า “ก็เหมือนที่นายคิดน่ะแหละ” ตำรวจนายแรกจึงตอบกลับทันทีว่า “ถ้าอย่างนั้น ด้วยหน้าที่ของผม ผมคงต้องจับกุมคุณ”

ความฉลาดของตลกเรื่องนี้อยู่ตรงความคลุมเครือ ถามว่าเป็นเรื่องเล่าที่ด่ารัฐบาลไหม ก็อยู่ที่ว่าคนฟังจะคิดยังไงกับรัฐบาล

ด้วยเหตุนี้ เรื่องตลกจึงเป็นวิธีสื่อสารที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ที่ไม่ธรรมดา

มิใช่เพียงเท่านั้น ตลกยังมีคุณสมบัติที่ความจริงจังไม่มีอีกหลายอย่าง เช่น อะไรก็ตามที่เล่าเป็นเรื่องตลก มันจะสลายกำแพงระหว่างผู้พูดกับผู้ฟังให้มลายหายไป บางเรื่องที่ดูเข้าใจยาก ดูจริงจังขึงขัง แต่พอเล่าด้วยอารมณ์ขันก็กลายเป็นเรื่องที่น่าฟังน่าติดตาม พอได้หัวเราะ สองหูของเราจะเปิดออกทันที นอกจากนั้นแล้ว การได้หัวเราะในเรื่องเดียวกันยังสร้างความรู้สึกว่าเราเป็นพวกเดียวกันขึ้นมาอีกด้วย

สลายกำแพงสมานหัวใจ-ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว

อารมณ์ขันจึงได้ชื่อว่าเป็น “อาวุธของคนอ่อนแอ”

ถ้าไม่มีอะไรจะสู้ อย่างน้อยก็สู้ด้วยอารมณ์ขัน

จอร์จ ออร์เวล เคยกล่าวว่า “ทุกมุกตลกคือการปฏิวัติเล็กๆ”

เพราะตลกทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของทุกอย่าง การวิพากษ์วิจารณ์ด้วยอารมณ์ขันจึงลดทอนความขลังของทุกสิ่งได้ ไม่ว่าจะเป็นพ่อหมอที่สามารถต่อสายคุยกับดวงวิญญาณ ฤๅษีที่อ้างว่าอยู่ได้โดยไม่ต้องกินข้าวสักมื้อ ตุ๊กตาลูกเทพที่หลายคนสงสัย ไล่เลยไปถึงคนใหญ่คนโต

เมื่อลดทอดความยิ่งใหญ่ลง ก็เหมือนม่านบังตาถูกดึงออก เราจะมองเห็นและวิจารณ์สิ่งนั้นได้โดยปราศจากอคติหรือความกลัว ไม่เพียงผู้วิจารณ์ที่ได้ประโยชน์ ผู้ถูกวิจารณ์เองก็ได้ประโยชน์เช่นกัน

เมื่อถูกล้อเลียน ทั้งผู้ล้อเลียนและผู้ถูกล้อเลียนจะตระหนักว่า ทุกคนก็เป็นมนุษย์ที่ต้องขี้ต้องตดเหมือนกันทั้งนั้น บรรยากาศของทั้งสองฝ่ายจึงผ่อนคลายขึ้น ผิดพลาดได้ ตักเตือนกันได้ แก้ไขกันได้

สังคมที่มีอารมณ์ขัน มีการแสดงออกผ่านมุกตลกในเรื่องใหญ่ๆ จึงสะท้อนความเป็นประชาธิปไตยที่ทุกเสียงสามารถถูกส่งออกมาได้ด้วยวิธีการที่สร้างสรรค์

ผมเพิ่งมีโอกาสย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านหลังใหม่ ช่วงสองสัปดาห์แรก ห้องน้ำยังไม่ติดกระจก ผมต้องใช้วิธีจัดแต่งทรงผมด้วยการ “เดา” ว่าน่าจะเข้าที่เข้าทาง ใช้ประสบการณ์ที่เคยมีในการคลำทรงบนหัวตัวเอง พอออกจากบ้านไปทำงาน บางวันก็เจอคนทักว่าวันนี้ทรงผมประหลาด หลังจากนั้นจึงใช้กระจกข้างรถส่องก่อนออกจากบ้าน

ผมคิดว่าชีวิตที่ไม่มีกระจกคงเป็นชีวิตที่ปราศจากความมั่นใจ เราอาจคิดว่าเราหล่อแล้ว ดูดีแล้ว แต่ที่จริงมันไม่ได้เป็นอย่างนั้น คนเราจะเห็นตัวเองชัดต่อเมื่อส่องกระจก และกระจกที่ดีคือกระจกที่ซื่อตรง ไม่สะท้อนภาพบิดเบี้ยว ถ้าเราเอาผ้าดำไปคลุมกระจกไว้แล้วบอกตัวเองว่าฉันหล่อที่สุด เราอาจจะเผลอหลงตัวเองก็เป็นได้

ในชีวิตคนเรา กระจกที่ดีคือผู้คนรอบตัว เมื่อทำหน้าที่การงานในสังคม กระจกที่ดีคือคำวิจารณ์จากผู้คนในสังคม หากจะนำผ้าดำไปคลุมกระจกไว้ตลอดเวลาคงเป็นเรื่องน่าเสียดายโอกาสที่จะได้มองเห็นตัวเองชัดๆ เพื่อพัฒนา แก้ไข ปรับปรุง

และยิ่งถ้ากระจกบานนั้นเป็นกระจกที่มีอารมณ์ขันด้วยแล้ว ก็ยิ่งน่าส่อง น่ารับฟัง

ผมคิดถึงบรรยากาศในงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ สิ่งที่ผมคิดถึงมากๆ คือบรรยากาศโต้ตอบกันด้วยถ้อยคำแซวกันอย่างแสบคันและสนุกสนานโดยไม่มีการถือโทษโกรธกัน

ผมคิดถึงบรรยากาศแบบนั้นในสังคมไทย

เช่นกันกับขบวนล้อการเมืองที่หนุ่มสาวทั้งหลายพยายามสะท้อนความคิดเห็นของพวกเขาผ่านสุ้มเสียงที่มีอารมณ์ขันและความคิดสร้างสรรค์เต็มเปี่ยม

ยากจะปฏิเสธว่า โดยรากวัฒนธรรมแล้วคนไทยเป็นคนสนุกสนานเฮฮา เราชอบแซว ชอบเล่นมุขเสียดสีกันเอาสนุก แต่ก่อนก็ไม่ถือโทษโกรธกัน บางเรื่องที่เพื่อนแซว ถ้าเป็นเรื่องที่น่ารับฟัง เราอาจจะนำไปปรับปรุงด้วยซ้ำไป

ช่วยกันสร้างสังคมที่ยังคงมีพื้นที่ให้การล้อเลียน การตักเตือนและวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมีอารมณ์ขันกันดีกว่าไหมครับ เพราะสังคมที่ไม่มีพื้นที่ให้การล้อเลียนเลยนั้นถ้าไม่เงียบสงัดจนวังเวง ก็คงเต็มไปด้วยถ้อยคำรุนแรงที่ไม่เหลือมิตรภาพอยู่ในหัวใจ แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ การทำหน้าที่โดยไม่มีกระจกเลยสักบานมันคงชวนให้เปลี่ยวเหงาเกินกว่าจะทนไหวนะครับ

ไม่มีใครอยากปล่อยให้ท่านเดียวดายหรอกครับ มีกระจกอยู่รอบตัวท่าน

เพียงท่านเปิดผ้าคลุมสีดำนั้นออก

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้เอพีเชื่อตลาดอสังหาฯไทยยังขยายตัว เดินหน้าเปิดตัว 20 โครงการใหม่ ตั้งเป้ายอดขาย 31,000 ล้านบาท
บทความถัดไปเขื่อนเจ้าพระยายัน ยังไม่มีแผนระบายน้ำเพื่อการเกษตร แค่ผลักดันน้ำเค็มรุกกรุงเทพฯ