หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการกรณีศาลรัฐธรรมนูญยกคำร้องที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และพรรคเพื่อไทย ถูกกล่าวหาใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองทำให้การเมืองลดแรงกระเพื่อม จะเดินหน้าไปทิศทางไหนนั้น

สุดเขต สกุลทอง
อาจารย์ประจำหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์ วิทยาลัยบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้
ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้องกรณี นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และพรรคเพื่อไทย ล้มล้างการปกครอง และประเด็นอื่นๆ เชื่อว่าจากนี้พรรคเพื่อไทยจะเร่งเดินหน้าฟื้นความเชื่อมั่น แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและปากท้องประชาชนตามนโยบายที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ประกาศไว้ทันที ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่านายทักษิณยังเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณของพรรคเพื่อไทย และเป็นพ่อของ น.ส.แพทองธาร จึงมีฐานะเป็นที่ปรึกษาส่วนตัวของลูกสาวด้วย
ดังนั้นการที่เพื่อไทยจะนำวิสัยทัศน์ของนายทักษิณมาปฏิบัติจึงไม่ใช่เรื่องแปลก และเชื่อว่าสิ่งแรกที่รัฐบาลจะทำคือ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้องประชาชน ซึ่งเดือนธันวาคมนี้จะมีการแจกเงิน 10,000 บาท เฟสที่ 2 ให้กับกลุ่มผู้สูงอายุ ส่วนงบประมาณปี 2568 คาดว่าจะเริ่มเบิกจ่ายได้หลังเดือนมกราคมปีหน้า เพราะช่วงปลายปีนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการตีความกฎหมายเพื่อเบิกจ่ายเงิน จากนั้นราวไตรมาสที่ 2 จะเน้นนโยบายช่วยเหลือภาคเกษตร ช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท การช่วยเหลือภาคธุรกิจ–อุตสาหกรรม ลดดอกเบี้ย สนับสนุนแหล่งเงินทุน–เงินกู้
เพื่อไทยเป็นพรรคที่มีความเป็นทุนนิยมสูง จึงเข้าใจระบบเศรษฐกิจดีว่าแต่ละภาคส่วนต้องการอะไร โดยเฉพาะกลุ่มรากหญ้า เพราะเป็นกลยุทธ์ที่พรรคทำมาทุกยุคสมัยอยู่แล้ว แต่ยอมรับว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยุคนี้ ก็มีความเป็นตัวเองสูงเช่นกัน กระทรวงการคลังอาจต้องประสานงานและเจรจากับ ธปท.มากกว่าที่ผ่านมา หากต้องการดำเนินนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการลดดอกเบี้ย เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ
สำหรับเงิน 10,000 บาทที่รัฐบาลแจกในเฟสแรกไป อาจไม่เห็นภาพชัดเจนว่าช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากน้อยแค่ไหน จึงมีความกังวลว่าในเฟสที่ 2 จะช่วยเรื่องปากท้องประชาชนได้ เงินเฟสแรกกระจายตัวไปทั่วจึงไม่เห็นตัวเลขชัดเจน จึงต้องวัดกันในเชิงรัฐศาสตร์ ซึ่งประชาชนที่ได้รับเงินมีความพึงพอใจมาก
อย่างไรก็ตามการเลือกตั้งใหญ่สมัยหน้ายังการันตีไม่ได้ว่าพรรคเพื่อไทยจะกวาดที่นั่ง ส.ส.ได้ตามเป้าที่ตั้งไว้หรือไม่ ต้องประเมินพรรคประชาชนที่เป็นคู่แข่งสำคัญด้วย เพราะพรรคนี้เป็นขวัญใจคนรุ่นใหม่และวัยรุ่น ที่มีสัดส่วนถึงร้อยละ 15 ของประเทศ
การจะกวาดที่นั่ง ส.ส.ได้เหมือนในอดีตอาจเป็นเรื่องยาก เพราะปัจจุบันประชาชนเสพสื่อกันค่อนข้างมาก แต่ขณะเดียวกันพรรคประชาชนก็ต้องชูตัวหัวหน้าที่โดดเด่นขึ้นมา รวมถึงนโยบายที่เข้าถึงกลุ่มรากหญ้า เพื่อแข่งขันกับพรรคเพื่อไทย

ปฐวี โชติอนันต์
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
ผมคิดว่าเป็นข่าวดีมากที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินไม่รับคำร้องกรณีทักษิณและพรรคเพื่อไทยล้มล้างการปกครอง อย่างน้อยสถานการณ์ตรงนี้ยังพอทำให้นักธุรกิจและนักลงทุนพอจะมั่นใจได้ว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่รุนแรงเกิดขึ้นในช่วงนี้และอยากเพิ่มการลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น
สำหรับการที่จะทำยังไงให้พรรคเพื่อไทยกลับมากวาด ส.ส.ให้ได้ 200 คน ในการเลือกตั้งใน พ.ศ.2570 นั้น ผมคิดว่ามีเงื่อนไขหลายประการ แต่อยู่ที่ว่าพรรคเพื่อไทยในฐานะพรรคผู้นำรัฐบาลจะกล้าทำไหมเพื่อให้คนที่เคยเลือกพรรคเพื่อไทยในอดีต หรือคนที่ไม่เคยเลือกพรรคเพื่อไทยกลับมาเลือกพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งครั้งหน้า
การที่ผู้เลือกตั้งจะหันกลับมาเลือกพรรคเพื่อไทยขึ้นอยู่กับว่าพรรคเพื่อไทยจะทำให้เขาเหล่านั้นกลับมาไว้ใจและเชื่อใจพรรคได้อีกหรือไม่ พรรคเพื่อไทยจะสามารถทำตามนโยบายที่เคยหาเสียงไว้กับประชาชนในช่วงเลือกตั้งได้หรือไม่ ในตอนนี้หลายนโยบายเกี่ยวกับการเมืองของพรรคเพื่อไทยเองนั้นแทบไม่ได้ถูกทำให้ออกมาเป็นรูปธรรมเลยในรัฐบาลคุณเศรษฐา ทวีสิน และรัฐบาลคุณแพทองธาร ชินวัตร
เช่น ประเด็นในเรื่องของการนิรโทษกรรมนักโทษการเมือง ประเด็นในเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และประเด็นในเรื่องของการกระจายอำนาจ ประเด็นเหล่านี้เป็นประเด็นในเชิงอุดมการณ์ที่รัฐบาลของพรรคเพื่อไทยสามารถทำได้เพื่อเรียกความเชื่อมั่นจากผู้ลงคะแนนที่ให้ความสำคัญกับเรื่องของอุดมการณ์ทางการเมือง รวมถึงนักการเมือง ข้าราชการท้องถิ่น และประชาชนในท้องถิ่นจำนวนมาก
2 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลของพรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญในเรื่องของนโยบายทางด้านเศรษฐกิจเสียมากกว่า นโยบายทางด้านเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทยเองที่ดูจะเป็นรูปธรรมที่สุดคือ เรื่องของการแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท ซึ่งเป็นนโยบายเรือธงของพรรคเพื่อไทยที่ใช้ในการหาเสียงเลือกตั้ง
อย่างไรก็ตามนโยบายดังกล่าวได้ถูกปรับเปลี่ยนอย่างมากในเรื่องของผู้ที่จะได้รับเงิน ตอนหาเสียง ประกาศว่าจะแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาทให้ทุกคน ใช้จ่ายใกล้บ้าน 4 กิโลเมตร เพื่อให้ประชาชนนำเงินนั้นไปกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ภายหลังมีการปรับเปลี่ยนแจกแค่บางกลุ่ม ประเด็นตรงนี้ชี้ให้เห็นถึงความสามารถของพรรคเพื่อไทยที่สามารถทำตามนโยบายที่ตนเองหาเสียงได้มากน้อยเพียงใด
หรือนโยบาย soft power ที่เคยเป็นกระแสในช่วง 4-5 เดือนที่แล้ว ตอนนี้ยังไม่มีผลงานออกมาอย่างเป็นรูปธรรม แถมยังโดนตั้งคำถามจำนวนมากถึงคำนิยามของคำว่า Soft Power ที่รัฐบาลเพื่อไทยเอามาใช้
สถานการณ์ตรงนี้ต่างจากสมัยคุณทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี นโยบายที่คุณทักษิณประกาศไว้สามารถทำสำเร็จได้เป็นจำนวนมาก และเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของผู้คนจำนวนมากให้สามารถลืมตาอ้าปากได้ จนมีการเรียกสมัยคุณทักษิณว่าเป็นประชาธิปไตยที่กินได้ เพราะเลือกพรรคของคุณทักษิณเข้าไปแล้วสามารถทำได้จริง ไม่ว่าจะเป็น 30 บาทรักษาทุกโรค กองทุนหมู่บ้าน หวยบนดิน และหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ เป็นต้น คนจำนวนมากจึงเทคะแนนให้กับพรรคไทยรักไทยของคุณทักษิณในการเลือกตั้ง พ.ศ.2548 ถึงแม้ว่าพรรคไทยรักไทยจะถูกยุบไป กลายมาเป็นพรรคพลังประชาชนซึ่งถูกยุบอีกครั้งจนกลายมาเป็นพรรคเพื่อไทย การเลือกตั้งที่ผ่านมาทุกครั้งเป็นพรรคเหล่านี้ชนะการเลือกตั้งได้รับ ส.ส.เป็นอันดับหนึ่งมาตลอด ในการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ.2544 พรรคไทยรักไทยได้รับ ส.ส. 248 คน ในการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ.2548 พรรคเพื่อไทยได้รับ ส.ส.มากถึง 377 คน สำหรับพรรคพลังประชาชน ในการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ.2550 ได้รับ 233 คน พรรคเพื่อไทย ในการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ.2554 ได้ ส.ส. 204 คน ซึ่งที่ผ่านมาใช้ระบบการเลือกตั้งแบบผสมเน้นเสียงข้างมาก หรือระบบคู่ขนาน (Mixed Member Majoritarian System – MMM) นับคะแนน ส.ส.เขตและ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์แยกกัน
ในการเลือกตั้งทั่วไปใน พ.ศ.2562 ได้ ส.ส. 137 คน เป็นพรรคอันดับหนึ่งได้จำนวน ส.ส.มากที่สุดซึ่งเป็นการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกภายหลังการครองอำนาจของรัฐบาลเผด็จการ คสช.ที่อยู่มานานถึง 5 ปี และมีการเปลี่ยนระบบการเลือกตั้งเป็นระบบจัดสรรปันส่วนผสม หรือ Mixed Member Apportionment System (MMA) ประชาชนกาบัตรใบเดียว เลือกทั้งคนที่รักและพรรคที่ชอบ คะแนนที่เลือกในระบบแบ่งเขตจะถูกนำไปใช้คำนวณจำนวนที่นั่ง ส.ส.จากระบบบัญชีรายชื่อของพรรคนั้นภายหลัง
แต่สำหรับการเลือกตั้งทั่วไปใน พ.ศ.2566 พรรคเพื่อไทยได้รับการเลือกตั้งทั่วไปเป็นอันดับสองและได้ ส.ส.เพียง 141 คนเท่านั้น เป็นรองพรรคก้าวไกลที่ได้รับ ส.ส. 151 คน ซึ่งระบบเลือกตั้งเป็นระบบจัดสรรปันส่วนผสม แต่บัตรเลือกตั้งแบ่งออกเป็น 2 ใบ แบบเขตและแบบบัญชีรายชื่อ คะแนนที่เลือกในระบบแบ่งเขตยังจะถูกนำไปใช้คำนวณจำนวนที่นั่ง ส.ส.จากระบบบัญชีรายชื่อของพรรคนั้นภายหลัง
ดังนั้นแล้ว การที่จะพรรคเพื่อไทยต้องการกลับมาได้ ส.ส.ถึง 200 คนนั้น นอกจากจะต้องหันมาให้ความสนใจในเรื่องของนโยบายที่เกี่ยวกับการเมืองและอุดมการณ์ทางการเมืองมากขึ้นเพื่อแสดงให้เห็นว่าพรรคเพื่อไทยยังเป็นผู้นำของฝ่ายประชาธิปไตยแล้ว พรรคเพื่อไทยต้องทำนโยบายทางเศรษฐกิจที่สามารถจับต้องได้ ทำให้คนรู้สึกว่าเขามีอำนาจในการกำหนดชีวิตตนเอง มีการจ้างงานเพิ่มมากขึ้น รายได้ต่อครัวเรือเพิ่มมากขึ้น ข้าราชการต้องเกรงกลัวประชาชน ทำงานอย่างรวดเร็วเหมือนดังในสมัยรัฐบาลพรรคไทยรักไทย
ผมจึงคิดว่านโยบายการแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท หรือนโยบาย Soft Power ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้พรรคเพื่อไทยได้ ส.ส. 200 คน ในการเลือกตั้งครั้งหน้า มากกว่านั้น ด้วยระบบการเลือกตั้งที่ออกแบบมาให้เกิดพรรครัฐบาลที่เป็นรัฐบาลผสมหลายพรรค การแก้ไขรัฐธรรมนูญในเรื่องของระบบการเลือกตั้งที่เอื้อให้พรรคเพื่อไทยได้เปรียบอาจจะเป็นอีกเงื่อนไขที่ทำให้พรรคได้รับ ส.ส.ถึง 200 คนก็เป็นไปได้
อย่างไรก็ตาม ยังเหลือเวลาอีก 2 ปีสำหรับรัฐบาลของ น.ส.แพทองธาร ที่จะพิสูจน์ความสามารถของเธอในการบริหารประเทศและทำให้ประชาชนที่เคยเลือกพรรคเพื่อไทยเป็นจำนวนมากในอดีตกลับมาเลือกอีกครั้ง รวมถึงได้รับคะแนนเสียงเพิ่มขึ้นจากคนรุ่นใหม่

