หน้าแรก การเมือง แกนนำเพื่อไทย...

แกนนำเพื่อไทย จับตา สนธิ ประกาศปลุกม็อบลงถนน เชื่อปม MOU44 จุดไม่ติด

28.11.24 | 10:27 น.

‘ประเสริฐ’ รับ แกนนำ ‘เพื่อไทย’ จับตา-ประเมิน ‘สนธิ’ ประกาศนำม็อบลงถนน บุกทำเนียบตลอดเวลา บอกบริบทการเมือง-ความรู้สึกเปลี่ยนไปแล้ว เชื่อประเด็น MOU 44 จุดไม่ติด

เมื่อเวลา 08.20 น. วันที่ 28 พฤศจิกายน ที่ทำเนียบรัฐบาล นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี นายสนธิ ลิ้มทองกุล เตรียมเดินทางมาทำเนียบรัฐบาล เพื่อยื่นหนังสือถึง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เรื่อง MOU 44 ในวันที่ 9 ธันวาคม และประกาศพร้อมนำมวลชนลงถนนต่อต้านเรื่องนี้ว่า เป็นมุมมองของนายสนธิ ตนเห็นว่าเรื่องนี้มีวิธีอื่นที่จะสามารถแก้ไขปัญหาได้ดีกว่า เช่น การพูดคุยกัน เพราะในเรื่องที่จะนำมวลชนมาทำเหมือนในอดีตนั้น วันนี้บริบททางการเมืองเปลี่ยนไปในระดับหนึ่งแล้ว และเรื่องนี้เริ่มต้นจากการที่รัฐบาลทำถูกใจบ้าง ไม่ถูกใจบ้าง จึงอยากให้มีการแลกเปลี่ยนและพูดคุยกันจะเป็นประโยชน์มากกว่า

เมื่อถามว่า ในส่วนของรัฐบาล ใครจะเป็นคนพูดคุยกับนายสนธิได้ นายประเสริฐกล่าวว่า ยังไม่ทราบ แล้วแต่ว่าจะมีการมอบหมายใคร

เมื่อถามว่า การที่นายสนธิหยิบประเด็นเรื่อง MOU 44 ขึ้นมานั้น เพราะคิดว่าจะสามารถปลุกระดมประชาชนขึ้นมาได้ นายประเสริฐกล่าวว่า จริงๆ แล้วเรื่องนี้รัฐบาลยังไม่ได้ทำอะไรเสียหาย และรัฐบาลได้ชี้แจงตลอดเวลา น.ส.แพทองธาร และรัฐมนตรีหลายคนก็เคยให้ข่าวเรื่องนี้ ฉะนั้นเรื่องนี้ตนคิดว่า รัฐบาลยังไม่ได้ทำอะไรที่ส่งผลกระทบ หากนำเรื่องนี้มา ก็ยังไม่ใช่ประเด็นที่จะนำไปสู่การลงถนนหรืออะไรต่างๆ

เมื่อถามว่า พรรค พท.ได้มีการหารือหรือประเมินเรื่องนี้บ้างหรือไม่ นายประเสริฐกล่าวว่า แกนนำพรรค พท.ได้มีการพูดคุยและประเมินตลอดเวลา เพราะเรื่องของการเมืองต้องมีการวางยุทธศาสตร์ และจับตาดูสถานการณ์ตลอด

Advertisement

ถามย้ำว่า มีความเป็นห่วงในเรื่องนี้หรือไม่ นายประเสริฐกล่าวว่า ถามว่าห่วงหรือไม่ ตนก็ไม่คิดว่าเรื่องนี้จะเป็นประเด็น แต่อย่างไรก็ตามในการปกครองความเข้าใจกับพี่น้องประชาชน รัฐบาลทำอยู่แล้ว ฉะนั้น เรื่องนี้ไม่ควรเป็นเหตุที่จะปลุกม็อบได้

เมื่อถามว่า นายสนธิห่างหายจากเวทีชุมนุมไปนานมองว่าครั้งนี้ม็อบจะจุดติดหรือไม่ นายประเสริฐกล่าวว่า บริบททางการเมืองและความรู้สึกของประชาชนเปลี่ยนไปแล้ว ซึ่งเรื่องดังกล่าวเรามาตัดสินด้วยเหตุและด้วยผลกันดีกว่า