เดิมทีการเมืองไทยมีความหวาดระแวงเกรงว่าพรรคพลังประชาชน รวมไปถึงพรรคเพื่อไทย จะใช้เสียงข้างมากออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้นายทักษิณ ชินวัตร กระทั่งเกิดเป็นกระแสต่อต้านขยายตัวไปทั่ว แม้แต่เงื่อนปมสำคัญก่อนที่ฝ่ายทหารจะยึดอำนาจเมื่อปี 2557 ก็ยังคงเกิดขึ้นจากความพยายามของพรรคเพื่อไทยในการออกกฎหมายนิรโทษกรรมแบบเหมาเข่ง จึงกลายเป็นชนวนปลุกผู้คนออกมาต่อต้าน จนกระทั่งเป็นการขับไล่รัฐบาล และต่อต้านชินวัตรทั้งหมด ส่งผลให้ฝ่ายทหารถือเอาเหตุการณ์ไม่สงบเข้ามาบริหารประเทศ
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขณะที่เป็น ผบ.ทบ.ประกาศใช้กฎอัยการศึก อาสาเป็นกรรมการกลาง นำตัวแทนกลุ่มขัดแย้งมาพูดคุยและจบลงด้วยการยึดอำนาจ โดยประกาศให้ทุกฝ่ายทราบว่ามีภารกิจคืนความสุข และเริ่มทำงานปรองดอง ปฏิรูป รวมทั้งร่างรัฐธรรมนูญใหม่ไปพร้อมๆ กัน ทั้งนี้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ทั้งคณะต่างมุ่งมั่นที่จะทำให้ทุกฝ่ายสามัคคี โดยหวังว่าจะทำให้ประเทศชาติสงบสุข ไม่หวาดระแวง ไม่ทะเลาะเบาะแว้งกันอีก
เมื่อเวลาผ่านไป การร่างรัฐธรรมนูญดำเนินการมาเป็นคำรบสอง กระแสข่าวที่ว่า คสช.ต้องการสืบทอดอำนาจอยู่ไปนานๆ เริ่มดังขึ้น จากเดิมที่มีคนเชื่อกระแสข่าวนี้น้อย บัดนี้กระแสข่าวดังกล่าวเริ่มพิสูจน์ให้เห็นว่าน่าจะเป็นจริง เพราะเนื้อหาจากร่างรัฐธรรมนูญเอื้อให้สามารถสืบทอดอำนาจได้ ยิ่งเมื่อคณะรัฐมนตรีเสนอเนื้อหาควรปรับปรุงร่างรัฐธรรมนูญ 16 ข้อ โดยข้อหลังสุดมีการขยายความว่าจะดึงเอาสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรร่วมกันเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี ซึ่งทำให้ คสช.มีโอกาสผลักดันให้บุคคลที่เห็นพ้องเป็นนายกรัฐมนตรีได้
ทั้งหมดเป็นอาการที่บอกถึงความหวาดระแวงเกรงว่า คสช.จะสืบทอดอำนาจต่อ ความหวาดระแวงบ่งบอกว่า คสช.เริ่มไม่สามารถคงสภาพกรรมการกลางไว้ได้แล้ว และความหวาดระแวงนี้อาจจะกลายเป็นเงื่อนไขทางการเมืองที่ คสช.ไม่ต้องการให้เกิด เพราะเงื่อนไขทางการเมืองย่อมนำกลับไปสู่ความไม่สงบ ดังนั้น คสช.ควรจะช่วยให้ร่างรัฐธรรมนูญไม่เป็นเงื่อนไขของความหวาดระแวง อย่างน้อยจุดยืน คสช.ไม่ควรพ้นไปจากการเป็นกรรมการกลาง และไม่ควรอย่างยิ่งที่จะไปเป็นหนึ่งในคู่ขัดแย้งเสียเอง
