หน้าแรก การเมือง จักรภพ แจงยิบ...

จักรภพ แจงยิบ ร่วมงานท็อปนิวส์ รับรู้งานเสี่ยง ไม่กลัวทัวร์ลง หวังเป็นกาวใจ หลายขั้วขัดแย้ง

30.11.24 | 12:56 น.

จักรภพ แจงยิบ ร่วมงานท็อปนิวส์ ไม่กลัวทัวร์ลง รับรู้งานเสี่ยง แต่หวังเป็นกาวใจ หลายขั้วขัดแย้ง 

จากกรณีที่ สถานีข่าวท็อปนิวส์ ปรับผังรายการประจำเดือนธันวาคม 2567 โดยมี นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มาจัดรายการชื่อ ท็อปเฮดไลน์ (TOP HEADLINE) ร่วมกับ นายสำราญ รอดเพชร และ นายอุดร แสงอรุณ บรรณาธิการบริหาร สำนักข่าวท็อปนิวส์ ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 15.05-16.05 น. เริ่มวันที่ 7 ธันวาคมเป็นต้นไปนั้น

ล่าสุด (30 พ.ย.) นายจักรภพ กล่าวผ่านรายการ “ข่าวเด่นประเด็นฮอต” ทางมติชนทีวี ว่า เป็นเรื่องจริง คุยกันมาซักพักแล้ว โดยทางท็อปนิวส์เชิญตนมาหารือ ซึ่งตนก็ได้ถามไปว่า ฐานคนดูท็อปนิวส์จะยอมรับตนหรือ เพราะอยู่กันคนละขั้วการเมือง จะดีหรือ ซึ่งทางท็อปนิวส์ให้เหตุผลว่า น่าจะถึงเวลาต้องผสมผสานขั้วทางการเมือง ตนจึงตอบตกลง เพราะคิดเหมือนกัน โดยรายการที่ไปทำก็เป็นการวิเคราะห์เรื่องต่างประเทศล้วนๆ เลย

แต่แน่นอนพอเป็นท็อปนิวส์ก็ทำให้ 2 ข้างมีคำถาม แต่โดยส่วนตัวเชื่อมั่นในการสื่อสารที่เราหวังให้เกิดความครอบคลุมไปสู่กลุ่มต่างๆ ให้ครบ เพราะทุกวันนี้เราต่างคนต่างสื่อสารในกลุ่มตัวเอง ใครอยู่ในกลุ่มไหน ก็เลือกฟัง เลือกอ่าน เลือกเสพเฉพาะกลุ่มนั้น เป็นเวลาเกือบ 20 ปีแล้ว พอนานไปก็กลายเป็นคิดอย่างอื่นไม่ได้ คิดแต่ในแนวทางที่ตัวเองเชื่ออย่างเดียว แค่ได้ยินชื่อแค่ไม่ใช่ทิศทางที่เหมือนตัวเองก็ผิดหมด ซึ่งมันจะเป็นผลร้ายต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว แต่หากคนไทยยังถูกกรอบอคติครอบเอาไว้ ให้คิดได้แค่นี้ ห้ามคิดไปทางซ้าย ห้ามคิดไปทางขวา คิดเฉพาะกรอบตัวเอง ผู้ที่เสียหายไม่ใช่ประเทศชาติของเราหรอกหรือ

อย่างไรก็ตาม ตนเห็นเป็นโอกาสที่ดีที่เราอาจจะพูดเข้าไปในกลุ่มที่เขาอาจไม่อยากฟังเรื่องอื่นๆ ยกเว้นสิ่งที่ตัวเองฟังมา โดยอาจจะมีโอกาสขยายตลาดเข้าไปอยู่ในกลุ่มที่ไม่เคยสนใจ ไม่เคยฟัง หรือฟังด้วยความไม่ไว้ใจ ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีประโยชน์ทั้งนั้น เพราะตนตั้งใจจะนำข้อมูลในเรื่องของความจริงในโลกปัจจุบันไปผสมผสานกับปัญหาที่ประเทศไทยเผชิญอยู่ พูดง่ายๆ คือจะตั้งคำถามหลักทุกครั้งคือ มันคุ้มไหมที่เราจะขัดแย้งกันในโลกที่เราต้องปรับตัวขนาดนี้เพื่อให้ประเทศไทยอยู่รอด นี่คือเหตุผลให้ตอบรับคำชวนในที่สุด

Advertisement

เมื่อถามว่า ทำใจไว้แล้วจะมีทัวร์ลงหรือไม่ นายจักรภพกล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แต่ปัญหาคือ เราให้ทัวร์เหล่านั้นฟังเราบ้างหรือเปล่า หรือแค่หลับหูหลับตาด่า ถ้าเป็นคอมเมนต์แบบนี้เราไม่จำเป็นต้องไปตอบ แต่ถ้าในความเห็นเหล่านั้นมันมีคำคัดค้านด้วยเหตุผลมีประเด็น มีน้ำหนัก ตนก็จะถือโอกาสตอบเพิ่มเข้าไปสำหรับคนกลุ่มนี้

“ต้องยอมรับว่ามันไม่ใช่ความผิดใคร จะชอบหรือไม่ชอบสื่อไหน แต่บ้านเมืองมันพาคนแยกออกจากกัน แล้วก็ไม่มีใครเป็นกาวใจมาอย่างน้อยใน 20 ปีที่ผ่านมา มันก็เลยเป็นการแบ่งแยก ผมไม่ได้คิดว่าตัวเองวิเศษอะไร ก็อาจจะบอกว่า ทัวร์ลงไม่เป็นไร แต่ขอให้หลังจากทัวร์ แล้วมันมีฟ้าหลังฝน เปิดใจรับฟังกันบ้าง นี่เป็นความเสี่ยง ถ้าเราไม่เสี่ยงทำอะไรใหม่ๆ มันก็จะไม่เกิดสิ่งใหม่”

นายจักรภพกล่าวว่า ตนไม่รู้สึกกังวลว่า มวลชนที่เป็นแฟนของตัวเองจะถอดใจ เพราะคนเรามีภาวะจิตใจที่ต้องการเวลาในการปรับตัว เมื่อหลักการคืออยากเห็นประเทศไทยรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นสีไหน ขั้วไหน พวกไหนก็ตาม จะมีทางไหมที่จะมาประกอบกันใหม่เป็นประเทศไทยที่มีหลายขั้วหลายฝ่ายที่อยู่ด้วยกันได้ หลังจากนั้นการทำใจของแต่ละคนจะค่อยๆ เริ่มปรับตัวมาได้ ประเทศไทยไม่ได้ปรับตัวเฉพาะตอนนี้ ในยุคคอมมิวนิสต์ ประเทศไทยเกือบจะแบ่งประเทศเป็น 2 ครึ่งเหมือนกัน

ดังนั้น เรื่องนี้ไม่ใช่ครั้งแรก เราต้องใช้เวลา 20-30 ปี กว่าการปรับตัวเข้าสู่ภาวะปกติ โดยแต่คนละมีความเห็นแตกต่างกันได้โดยปกติ แต่สิ่งสำคัญคือประเทศไทยมีพลังอำนาจทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองที่จะพาประเทศไทยไปสู่การพัฒนา และแข่งขันกับโลกได้

“การที่ตัวเองคนเดียว มนุษย์คนเดียว จะไปทำรายการที่นั่นที่นี่ ท่ามกลางความขัดแย้ง มันก็เป็นเพียงบรรยากาศของการเปลี่ยนผ่านเท่านั้น โดยที่ตัวเองก็พร้อมจะยอมรับคำวิจารณ์ทุกอย่าง แล้วก็รับผลสืบเนื่องที่มาจาการตัดสินใจ” นายจักรภพกล่าว