หมายเหตุ – นักวิชาการได้สะท้อนความเห็นกรณีมีการผลักดันร่าง พ.ร.บ.การศึกษาเท่าเทียมเข้าสู่การพิจารณาสภาผู้แทนราษฎรสมัยประชุมหน้า เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา การจัดการศึกษาที่ไม่มีประสิทธิภาพ การแก้ปัญหาหลุดออกจากระบบเนื่องจากการศึกษา และการจัดการการศึกษาให้ทั่วถึงและมีความยืดหยุ่นสำหรับทุกคน เมื่อวันที่2 ธันวาคม

ทวิสันต์ โลณานุรักษ์
นักวิชาการอิสระ
ต้องยอมรับว่าขณะนี้ประเทศไทยมีปัญหาเรื่องการศึกษา ไม่ได้คนที่มีความชำนาญพอมาขับเคลื่อน จึงอาจจะไม่เข้าใจวิธีการ หรือแนวทางที่จะไปปรับปรุงแก้ไข อีกทั้งเรื่องการศึกษาเท่าเทียมในประเทศไทยยังไม่มีอยู่จริง เพราะระบบการศึกษาที่รัฐจัดให้ยังมีไม่เพียงพอ ผู้ปกครองที่มีฐานะย่อมจะมีความได้เปรียบกว่า ในขณะที่โรงเรียนในชนบทก็มีนวัตกรรมและการจัดการเรียนการสอนที่แพ้โรงเรียนในเมือง ฉะนั้น การที่เราพูดถึงการศึกษาเท่าเทียมและทั่วถึงก็ไม่จริงตั้งแต่แรกแล้ว และก็เป็นเรื่องที่แก้ยาก ซึ่งการจะแก้ไขปัญหาจะต้องให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง อย่างเช่น ครู นักเรียน และผู้ปกครอง มาเป็นหลักในการช่วยคิด เข้ามามีส่วนร่วมสะท้อนปัญหา เสนอความคิดเห็น ส่วนฝ่ายอื่นๆ ก็เข้ามาช่วยฟังและช่วยแก้ไข แต่ถ้าไปเริ่มต้นที่นักวิชาการระดับสูง หรือเริ่มที่นักการเมือง การศึกษาก็จะได้แบบเดิมตลอด และที่สำคัญในวันนี้จะต้องให้ความสำคัญกับการศึกษา 3 ระดับ ได้แก่ ระดับปฐมวัย ระดับประถม และระดับมัธยมต้น เพราะระดับมัธยมปลายและระดับอุดมศึกษาคนจะเรียนน้อยลง ปีละ 15% เพราะลงทุนมาก ดังนั้น ถ้าส่งเสริมสนับสนุนการศึกษา 3 ระดับนี้ให้แข็งแรง เชื่อว่าการศึกษาไทยจะพัฒนาก้าวไกลกว่านี้
ส่วนเรื่องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการศึกษาถือว่าเป็นเรื่องที่ใหญ่มาก ไม่ควรทำแบบลวกๆ เพราะมีความสำคัญไม่ต่างกับการแก้รัฐธรรมนูญ เพราะถ้าแก้เรื่องการศึกษาได้ประเทศไทยจะรุดหน้าอย่างรวดเร็ว แต่ทุกวันนี้เด็กไม่มีความรู้ความสามารถมากพอถ้ายังเรียนในระบบโรงเรียน นอกจากผู้ปกครองจะมีเงินส่งให้ไปเรียนพิเศษ เรียนรู้เพิ่มเติม หรือส่งเข้าเรียนในโรงเรียนเก่งๆ ซึ่งต่อไปเด็กเรียนแพทย์ที่มาจากครอบครัวฐานะปานกลาง หรือยากจน แทบจะไม่มีให้เห็นแล้ว จะเข้าเรียนได้ยากมาก เพราะว่าการทำพอร์ตโฟลิโอของเด็กจากครอบครัวที่ไม่ค่อยมีฐานะจะไม่สามารถทำได้ เพราะเด็กไม่มีความพร้อมเลย ฉะนั้น จะต้องเอาความจริงมาพูดกัน
ส่วนประเด็นที่บอกว่าแพลตฟอร์มออนไลน์จะทำให้เด็กเข้าถึงการเรียนรู้ได้ง่าย ตรงนี้ตนมองว่าไม่เป็นความจริงเสมอไป เพราะการเรียนออนไลน์ประสบผลสำเร็จได้จะต้องใส่ใจจริงๆ ถ้าไม่มุมานะจริงๆ ก็เรียนไม่จบ อีกทั้งต้องมีเครื่องไม้เครื่องมือที่ดี อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน WIFI ต้องพร้อม ต้องเร็ว แต่เด็กไทยพร้อมในเรื่องนี้กันทุกคนหรือไม่ แค่เริ่มต้นก็ผิดแล้ว เพราะที่ผ่านมา การเรียนออนไลน์แม้แต่ระดับอุดมศึกษาก็ยังล้มเหลวมาแล้ว เรียนไม่ได้คุณภาพ ส่วนเรื่องเครดิตแบงก์ แปลงเป็นหน่วยกิต หรือเป็นวุฒิการศึกษาก็ทำกันมานานแล้ว ซึ่งถ้าทำไม่ดีคุณภาพการศึกษาจะแย่
ดังนั้น การศึกษาเท่าเทียมควรจะต้องก่อตัวมาจากความคิดของครู นักเรียน และผู้ปกครองโดยตรงก่อน มาระดมสมองกันให้ได้รูปแบบออกมา
จึงมองว่า 3 แพลตฟอร์มที่พรรคภูมิใจไทยเสนอมาคิดดี แต่ควรกลับไปดูสิ่งต่างๆ ก่อนหน้านี้ ทั้งที่ทำแล้วประสบความสำเร็จ หรือล้มเหลว ถอดบทเรียนออกมาให้ได้จะต้องแก้ยังไง เวลาตั้งไข่จะต้องใช้เวลาที่ละเอียดอ่อนให้มาก เมื่อตั้งหลักตั้งไข่ได้จึงค่อยมาเริ่มเขียน พ.ร.บ. ถ้าสามารถทำได้การศึกษาไทยจะมีความมั่นคงและแข็งแรง สู้ประเทศต่างๆ ได้

อดิศร เนาวนนท์
นักวิชาการ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
เรื่องการศึกษาของไทยถูกกระแสสังคมวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมากว่ารัฐบาลไม่ให้ความสำคัญกับการศึกษา และการปฏิรูปการศึกษา แต่ก็ต้องขอชื่นชมพรรคภูมิใจไทยที่ออกมาแอ๊กชั่นในเรื่องนี้ โดยเรื่อง พ.ร.บ.การศึกษาเท่าเทียมที่ทางพรรคเสนอขึ้นมา หัวใจจริงๆ ก็คือคุณภาพการศึกษามากกว่า ส่วนความไม่เท่าเทียมก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การศึกษาไม่มีคุณภาพ คิดว่าทางพรรคจับถูกจุด แต่ ณ ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนรับฟังความคิดเห็นและมีข้อสรุปในเบื้องต้นออกมาเป็น 3 แพลตฟอร์ม โดยอันแรกคือ แพลตฟอร์มออนไลน์ จะแก้ได้จริงหรือไม่จริงยังไม่รู้ ก็เป็นทิศทางที่ถูกต้องแต่ในแพลตฟอร์มนี้สร้างขึ้นมาจะต้องมีคุณภาพ เกิดประสิทธิภาพจริงๆ ด้วย ไม่ใช่ได้แค่แพลตฟอร์มเท่านั้น
ส่วนแพลตฟอร์มเครดิตแบงก์ เป็นการจัดการเรียนการสอนในทุกระดับ สามารถถ่ายโอนเป็นเครดิตแบงก์เก็บไว้ได้ซึ่งเรื่องนี้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และกระทรวงศึกษาธิการก็ทำอยู่ก่อนแล้ว เพียงแต่ทุกคนที่ทำจะทำกันคนละทิศละทาง และความเข้าใจในเรื่องของการทำเครดิตแบงก์ยังไม่ตรงกัน และเรื่องแพลตฟอร์มพอร์ตโฟลิโอ หรือเรซูเม่ จริงๆ ก็คือทำดาต้าเซ็นเตอร์ให้กับนักเรียน-นักศึกษาทั้งหมด ว่าแต่ละคนมีดาต้าเซ็นเตอร์ พร้อมจะไปทำงาน หรือเรียนต่อ อัพสกิลตรงไหนอย่างไรได้บ้าง
มองว่าทั้ง 3 แพลตฟอร์มนี้ปัจจุบันเราก็ทำอยู่ แต่ว่ารัฐบาลจะมาจับทั้ง 3 ระบบนี้ยังไงให้สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความเห็นตรงกัน และจัดระบบสนับสนุนที่ตรงกัน ไม่แน่ใจว่าสิ่งเหล่านี้มีความจำเป็นถึงขั้นจะต้องออกเป็นกฎหมายในระดับร่าง พ.ร.บ.หรือไม่
อยากฝากให้ทางพรรคไปทบทวนในเรื่องนี้ด้วย เพราะจะออกเป็นกฎหมายรอง กฎหมายลูก เป็นกฎกระทรวง หรือประกาศออกมาสนับสนุนเสริมกันจะดีกว่าไหม เพราะถ้าทำเป็นร่าง พ.ร.บ.จะต้องเข้าสภา และมีกลไกที่ซับซ้อน จะมีการซักค้านกันระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่ เพราะพรรคเพื่อไทยก็เล่นเรื่องนี้อยู่ แต่จุดที่มองอยู่คือไม่ใช่ทุกอย่างจะต้องเป็น พ.ร.บ.หมด จึงอยากให้ไปวิเคราะห์ให้ดีว่าทั้ง 3 แพลตฟอร์มนี้จะสามารถใช้กลไกวิธีใดไปหนุนเสริมให้เกิดการขับเคลื่อนทั้ง 3 แพลตฟอร์มนี้ให้ชัดเจนกว่านี้ได้ต้องขอฝากให้พรรคได้นำไปพิจารณาด้วย

