โครงการจัดซื้อ “เรือดำน้ำ” ของกองทัพเรือไทย นับเป็นโครงการ “บิ๊กโปรเจ็กต์” อมตะตลอดกาลที่ “ราชนาวีไทย” แสดงเจตจำนงต้องการ “เรือดำน้ำ” มาตลอดมากว่า 66 ปี หลังปลดประจำการ “เรือดำน้ำ” ยี่ห้อปลาดิบยุคสงครามโลกครั้งที่ 1 ทั้ง 4 ลำแรกของไทย
นั่นคือ ร.ล.มัจฉาณุ ลำที่สอง, ร.ล.วิรุณ, ร.ล.สินสมุทร, ร.ล.พลายชุมพล ในปี พ.ศ.2494
แม้ว่า “ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.)” ทุกยุคทุกสมัยจะมีความพยายามสานต่อโปรเจ็กต์แห่งความฝันเพียงใด แต่ก็ได้รับการปฏิเสธจากรัฐบาลมาโดยตลอด อันเนื่องมาจากสาเหตุงบประมาณที่มหาศาลและสภาพเศรษฐกิจของประเทศไทยที่มีงบไม่เพียงพอ
แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมา โครงการจัดซื้อ “เรือดำน้ำ” ก็มีข่าวมาเป็นระยะๆ
เริ่มจากเมื่อหลายปีก่อน หนีไม่พ้น “เรือดำน้ำ” รุ่น Kockums ใหม่เอี่ยมจากสวีเดน 2 ลำ ที่กองทัพเรือของบกว่า 4 หมื่นล้านบาท โดยก่อหนี้ผูกพันกว่า 7 ปี ด้วยเม็ดเงินที่มหาศาล ทำให้รัฐบาลยุค “บิ๊กเติ้ง” บรรหาร ศิลปอาชา ไม่พร้อมสนับสนุน ทำให้ “เรือสัญชาติไวกิ้ง” ถูกพับเก็บไปตั้งแต่นั้น
จนกระทั่งยุค “บิ๊กติ๊ด” พล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ ผบ.ทร. ได้เสนอแผนพัฒนากองทัพเรือระยะ 10 ปี พร้อมหยิบโปรเจ็กต์ “เรือดำน้ำ” มาปัดฝุ่นอีกครั้ง โดยโฟกัสไปที่ “ยู-206 เอ” เรือดำน้ำมือสองเยอรมนี จำนวน 6 ลำ วงเงิน 7.7 พันล้านบาท ที่หลายฝ่ายมองว่า ถ้าจะเอาก็ต้องเอาโครงการเรือดำน้ำเยอรมนีโครงการนี้ เพราะดูแล้วมีความคุ้มค่าแก่การศึกษามากที่สุด
แม้แต่สมัยรัฐบาล “มาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เกือบ 4 ปี ซึ่งเป็นยุคทหารเฟื่องฟู “บูรพาพยัคฆ์” ยังคงสาดแสง
“บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่ร่วม ครม. เป็น รมว.กลาโหม ในยุคนั้น “ทหารเรือ” ก็ไม่ค่อยได้รับการเหลียวแลจากรัฐบาล โดยรัฐบาลให้ความสำคัญต่อทหารบก ทหารอากาศ มากกว่าอย่างเห็นได้ชัด จนถูกมองว่า สาเหตุเพราะทหารเรือไม่ค่อยมีส่วนเกี่ยวข้องช่วงปราบปรามเหตุการณ์คนเสื้อแดงชุมนุม ในปี?52-53
อีกทั้งรัฐบาลจะใช้บริการทหารบกออกมารักษาความสงบเป็นส่วนใหญ่ ทำให้งบประมาณนั้นไม่กระเด็นมาถึงกองทัพเรือ
โดยเฉพาะในช่วงโค้งสุดท้ายของรัฐบาลอภิสิทธิ์ ที่ “แม่ทัพเรือ” ชงโครงการเรือดำน้ำมือสองเยอรมนี ให้ “ประวิตร” เห็นชอบ แต่ทว่าเรื่องต่างๆ กลับนิ่งสนิท โดยมีข่าวหลุดว่า ผู้ใหญ่บางคนมีความต้องการซื้อเรือดำน้ำจากเกาหลีใต้ ทำให้เรือดำน้ำสัญชาติเยอรมนีถูกแช่ไว้จนกระทั่งรัฐบาลยุบสภา
จนมาถึงรัฐบาล “มาดามปู” น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี “ผู้หญิงคนแรก” ที่โครงการเรือดำน้ำมาอยู่ในกำมือ “บิ๊กอ๊อด” พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รมว.กลาโหม ที่แต่งตั้งคณะศึกษากรณีเรือดำน้ำขึ้นมา 1 ชุด โดยให้ พล.ร.อ.ประเสริฐ บุญทรง อดีต ผบ.ทร.เป็นประธาน พร้อมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจาก 3 เหล่าทัพ และนักวิชาการ สรุปข้อมูลทุกแง่ทุกมุมก่อนส่งขึ้นมาให้ “บิ๊กอ๊อด” ประกอบการตัดสินใจ
แต่แล้วโครงการเรือดำน้ำเยอรมนี ก็ยังนิ่งอยู่ จนมีการปรับ ครม. และมี “สนามไชย 1” เป็น “บิ๊กโอ๋” พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม
โดยมีข้อมูลจากที่ประชุม ครม.เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2555 กระทรวงกลาโหมไม่เสนอโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำมือสองรุ่นยู-206 เอ จากกองทัพเรือเยอรมนี
(ทร.ยม.) จำนวน 6 ลำ วงเงินงบประมาณ 7.7 พันล้าน เข้าสู่การพิจารณาของ ครม.เพื่อขออนุมัติจัดซื้อ เนื่องจาก พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม เห็นว่าเลยกรอบเวลาวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2555 ที่ ทร.เยอรมนีต้องการคำตอบการตกลงซื้อจากไทยไปแล้ว ทำให้โครงการดังกล่าวต้องยกเลิกไป
ดังนั้น ทร.ต้องกลับไปตั้งต้นใหม่โดยทำการศึกษาเรือดำน้ำรุ่นอื่น ก่อนเสนอเรื่องขึ้นมาอีกครั้ง ถือเป็นการสิ้นสุดอวสานโครงการเรือดำน้ำมือสองเยอรมนี!!!
ทั้งนี้ มีข่าวลือหนาหูว่า โครงการเรือดำน้ำอาจถูกทดแทนด้วยการซื้อเรือดำน้ำสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่มีราคากว่า 1 หมื่นล้านบาท และเรือดำน้ำรุ่น 209 จากประเทศเกาหลีเหนือ ซึ่งมีเทคโนโลยีแบบเดียวกับเรือเยอรมนี อีกทั้งเป็นเรือใหม่ ซึ่งเรือเกาหลีเหนือมีมูลค่าลำละ 1.4 หมื่นล้านบาท
แต่ในที่สุดในยุค “รัฐบาลยิ่งลักษณ์” ก็ยังไม่ได้ตัดสินใจซื้อเรือดำน้ำ จนกระทั่งมีการปรับ ครม.อีกครั้ง และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ตัดสินใจนั่งควบตำแหน่ง “รมว.กลาโหม” เอง โดยกองทัพเรือเริ่มเห็นความไม่แน่นอนของโครงการเรือดำน้ำ จึงผลักดันโครงการจัดซื้อเรือฟริเกตสมรรถนะสูงจำนวน 1 ลำ วงเงิน 1.46 หมื่นล้านบาท
มีการพิจารณา 13 บริษัทอู่ต่อเรือจากประเทศในยุโรป อาทิ เยอรมนี สเปน อังกฤษ เนเธอร์แลนด์ สหรัฐอเมริกา และจากเอเชีย อาทิ จีน เกาหลีใต้ เสนอตัวเข้ามาแข่งขันตั้งแต่ปลายปี 2555 ซึ่งมีเพียง 2 บริษัทที่ผ่านคุณสมบัติ คือ บริษัทจากประเทศสเปน และบริษัทแดวู จากประเทศเกาหลีใต้ จนในที่สุดคณะกรรมการได้ตัดสินใจเลือกบริษัทแดวูของเกาหลีใต้ เป็นผู้ต่อเรือให้กองทัพไทยในราคา 1.46 หมื่นล้านบาท เนื่องจากบริษัทแดวูมีขีดความสามารถในการสร้างเรือที่มีประสิทธิผลทางยุทธการในการปราบเรือดำน้ำ ภายใต้งบประมาณของกองทัพเรือที่มีอยู่กำจัด และโครงการดังกล่าวได้ไฟเขียวผ่าน ครม.เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2556 ตามที่กระทรวงกลาโหมเสนองบประมาณผูกพันจำนวน 5 ปี (2557-2561) โครงการจัดซื้อเรือฟริเกตสมรรถนะสูงจำนวน 1 ลำ วงเงิน 1.46 หมื่นล้านบาท
มาถึงรัฐบาลปัจจุบันของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มี “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม กลับมานั่ง “สนามไชย 1” อีกครั้ง ในยุคทองของกองทัพไทย ได้รื้อลิ้นชักหยิบโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำมาปัดฝุ่นอีกครั้ง
อีกทั้งกองทัพเรือยุคของ “บิ๊กณะ” พล.ร.อ.ณะ อารีนิจ ผบ.ทร. ที่มีคณะกรรมการพิจารณาและคัดเลือกได้ศึกษารายละเอียด และการดำเนินการเป็นไปตามขั้นตอนทุกอย่างในการจัดหายุทโธปกรณ์ของกองทัพเรือและผลักดันโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำ กองทัพเรือมีแผนที่จะจัดซื้อเรือดำน้ำรุ่น Yuan Class S 26 T จากสาธารณรัฐประชาชนจีน จำนวน 3 ลำ ตามวงเงินงบประมาณ 3.6 หมื่นล้านบาท โดยจัดซื้อแบบจีทูจี หรือรัฐต่อรัฐ ซึ่งจะมีการทยอยซื้อครั้งละ 1 ลำด้วยงบประมาณประจำปีแบบผูกพัน และขั้นตอนการพิจารณา พ.ร.บ.งบประมาณฯได้ผ่านการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
รอเพียงจังหวะเวลาที่เหมาะสม เสนอเข้าสู่การพิจารณาของ ครม.เท่านั้น
การจัดซื้อเรือดำน้ำจีนครั้งนี้ จะสิ้นสุดการรอคอยเกือบ 70 ปีของ “ราชนาวีไทย” และคุ้มค่าสมการรอคอยหรือไม่ ต้องติดตามอย่ากะพริบตา

