หน้าแรก การเมือง นักวิชาการหนุ...

นักวิชาการหนุน ภท.เดินหน้าปฏิรูปการศึกษา แนะจัดการศึกษาเสมอภาคแทนเท่าเทียม

5.12.24 | 06:00 น.

นักวิชาการหนุน ภท.เดินหน้าปฏิรูปการศึกษา แนะจัดการศึกษาเสมอภาคแทนเท่าเทียม

เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม นายสมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการทางการศึกษา กรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เปิดเผยกรณีพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เดินหน้ายกร่าง พ.ร.บ.การศึกษาเท่าเทียม จะเข้าสู่รัฐสภาหลังจากเปิดสมัยประชุม ระหว่างนี้อยู่ในช่วงของการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน ว่า ถือเป็นเรื่องที่ดีในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของไทย เรื่องการนำเทคโนโลยี และแพลตฟอร์มมาใช้ในการเรียนการสอน ถือเป็นเครื่องมือสำคัญช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาลงได้ เป็นการเริ่มต้นที่ดี เพียงแต่หากจะทำเรื่องเหล่านี้ให้ได้ประสิทธิภาพ ควรเริ่มจากการให้เทคโนโลยีเหล่านี้เข้าถึงเด็กกลุ่มเปราะบางที่สุด เช่น โรงเรียนพื้นที่ห่างไกล โรงเรียนบนภูเขา โรงเรียนในเกาะแก่งต่างๆ เป็นต้น จากนั้นค่อยพัฒนาไล่ระดับมาสู่กลุ่มโรงเรียนเล็กในเมือง จนไปถึงโรงเรียนใหญ่ การไล่ระดับแบบนี้จะทำให้เกิดความเท่าเทียมกันอย่างแท้จริง หากเริ่มจากโรงเรียนใหญ่ตั้งแต่ต้น จะเป็นการสร้างความเหลื่อมล้ำมากยิ่งขึ้น ฉะนั้น ต้องระวังการจัดเทคโนโลยีเข้าสู่สถานศึกษา เปรียบเสมือนดาบสองคมให้ดี

“หากเรื่องนี้เกิดขึ้นจริง กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ต้องร่วมมือกับจุดบริการศูนย์อินเทอร์เน็ตสาธารณะ (USO Net) ของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มีนโยบายเดินสายอินเตอร์เน็ตให้ทั่วถึงทุกมุมของประเทศไทย ตอบโจทย์กับการนำเทคโนโลยีไปสู่โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลได้ ขณะเดียวกันก็ตอบโจทย์การทำงานของ กสทช.เรื่องบริการสังคมอีกด้วย” นายสมพงษ์กล่าว

นายสมพงษ์กล่าวอีกว่า อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญใน พ.ร.บ.ฉบับนี้ คือการนำความคิดเห็นของภาคเอกชนมาปรับหลักสูตรแกนกลาง เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่น สามารถผลิตบุคลากรที่ตรงกับความต้องการตลาดแรงงานได้ นอกจากนี้ หากอยากจะทำให้เกิดความเท่าเทียมอย่างแท้จริง ควรจะมีเรื่องของความเท่าเทียมระหว่างชาย หญิง และเพศสภาพอื่นๆ เข้าไปด้วย เพื่อสร้างความเท่าเทียมในสังคมไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา การทำงาน อัตราเงินเดือน และเรื่องสิทธิมนุษยชน ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ พ.ร.บ.ที่เกี่ยวกับความเท่าเทียมควรจะเข้าถึงปัญหาในส่วนนี้

นายสุบัน พรเวียง หัวหน้าศูนย์วิจัยลดความเลื่อมล้ำเพื่อสร้างโอกาสทางสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาเท่าเทียมของพรรค ภท.ที่บรรจุ 3 แพลตฟอร์ม เนื้อหาร่าง พ.ร.บ.ไปแตะคำว่าความเท่าเทียม ตีความได้ว่าต้องจัด หรือเฉลี่ยให้ทุกคนได้เหมือนกันหมด ไม่ใช่ความเสมอภาค การจัดแบบเท่าเทียมจึงไม่เหมาะสำหรับประเทศไทย มีกลุ่มคนยากจน คนบนพื้นที่สูง และเกาะแก่ง ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ การสร้างแพลตฟอร์ตแบบนี้ขึ้นมา ต้องย้อนกลับไปดูต้นทุนที่เป็นต้นน้ำของแต่ละกลุ่ม ว่าควรจัดการศึกษาอย่างไร เพราะ พ.ร.บ.การศึกษาเท่าเทียม ทุกคนเข้าใจว่าต้องหารกันต้องเฉลี่ยให้เท่ากันทุกคน ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยประสบความสำเร็จ จึงต้องย้อนกลับไปดูเรื่องความเสมอภาค เพื่อจัดการศึกษาให้ตามศักยภาพ และความต้องการของแต่ละกลุ่ม

Advertisement

“พรรค ภท.ต้องมาโฟกัสเหล่านี้ เพราะจัดแบบเสมอภาค ทำให้การใช้ประโยชน์สอดคล้องกัน หากจัดแบบเท่าเทียม อาจเกิดการสูญเสีย เพราะเด็กหลายคนมีต้นทุนต่ำ 3 แพลตฟอร์ต นำเสนอเพื่อปฏิวัติการศึกษาเป็นไอเดียที่ดี แต่อาจต้องมาโฟกัสว่าจะแจกกลุ่มไหน แจกอย่างไร ส่วนเรื่องเครดิตแบงก์มีมานานแล้ว แต่ที่ผ่านมายังไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะในระดับกระทรวง เรื่องดาต้าเซ็นเตอร์ หรือการเชื่อมข้อมูล ยังมีข้อจำกัด จึงไม่แน่ใจว่าเรื่องนี้จะขับเคลื่อนไปอย่างไร เห็นด้วยกับการปฏิรูปการศึกษา แต่การสั่งการต้องชัดเจนว่า จะจัดการศึกษาแบบใดให้เด็กแต่ละกลุ่ม” นายสุบันกล่าว

นายตรีเนตร สาระพงษ์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กล่าวว่า หลังจากพรรค ภท.เผยแพร่หลักการร่าง พ.ร.บ.การศึกษาเท่าเทียม โดยนำเสนอว่าจะ เป็นการปฏิวัติการศึกษา ด้วยความหมายทางภาษาศาสตร์ จะเข้าใจว่านี่คือการเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ หากย้อนภูมิหลังจะพบว่าการศึกษาไทยมักถูกหยิบยกมาคู่กับคำว่าปฏิรูปอยู่บ่อยครั้ง แต่ดูเสมือนว่ายิ่งปฏิรูปยิ่งแย่ เพราะการปฏิรูปที่ผ่านมาก่อให้เกิดปัญหาใหม่ เช่น ในระดับประถม มัธยมศึกษา หลังการปฏิรูปก็พาครูออกจากห้องเรียน แทนที่จะสอนนักเรียน ก็เน้นทำเอกสารแทน ส่วนการบริหารจัดการก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา เดี๋ยวรวมศูนย์ เดี๋ยวกระจายอำนาจ หรือมหาวิทยาลัยวันดีคืนดีก็จะมีตัวชี้วัดใหม่ๆ เกิดขึ้น หรือเกณฑ์การขอตำแหน่งทางวิชาการก็ปรับเปลี่ยนโดยไม่สนใจอาจารย์ที่ทำผลงานตามเกณฑ์เก่ามา ไอเดียของพรรค ภท.ในฐานะผู้กุมบังเหียนการศึกษาของชาติ ตั้งแต่อนุบาลถึงชั้นปริญญา ถือเป็นอีกหนึ่งความหวังต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง และต้องไม่ใช่เป็นการเปลี่ยนจากคนในห้องแอร์ จากส่วนกลาง ที่ไม่เข้าใจการศึกษา หรือการเปลี่ยนแบบสูตรสำเร็จชนิดตัดเสื้อไซซ์เดียวแล้วให้ใส่กันทั้งประเทศ

อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าไปฟังคลิปแล้วพบว่าไม่มีอะไรใหม่มากนัก ที่มาของการปฏิรูปก็เป็นการนำเสนอในแง่มุมเศรษฐกิจ ว่าในสังคมยังมีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่เป็นอุปสรรคต่อการศึกษา และได้วุฒิบัตร เพราะการศึกษาที่ผ่านมาผูกติดอยู่กับห้องเรียน แม้กระทั่งนักเรียนนักศึกษาในปัจจุบันเองก็ยังเข้าใจว่าการเดินเข้ามาในห้องเรียนคือการเรียน แน่นอนว่าไอเดียใหม่ของร่าง พ.ร.บ.การศึกษาเท่าเทียม ที่มีคีย์เวิร์ดสำคัญว่า ทั่วถึง เท่าเทียม ทันยุค เป็นหลักการในการจัดการศึกษาถูกต้อง เพราะการศึกษาต้องจัดให้ทั่วถึงกับทุกคน ไม่ว่าจะอยู่เมืองหรือในถิ่นทุรกันดาร ส่วนคำว่าเท่าเทียม น่าจะเป็นเรื่องโอกาสที่ทุกคนไม่ว่าจะยากดีมีจนก็มีสิทธิเข้าถึงอย่างเท่าเทียมในการศึกษาที่มีคุณภาพ ไม่ใช่ว่าเด็กเมืองได้เรียนกับครูเก่ง แต่เด็กต่างอำเภอต้องเรียนกับครูอีกระดับ ส่วนคำว่าทันยุค น่าจะเป็นการเรียนการสอนโดยใช้เครื่องมือออนไลน์ หรือเอไอเข้ามาช่วย ทั้งนี้ ต้องถือว่าหลายเรื่องมีอยู่แล้ว หรือทำอยู่แล้ว ไม่ใช่ความคิดใหม่ถึงขนาดจะปฏิวัติการศึกษาไทยจากหน้ามือเป็นหลังมือ