“พิธา” ยันไม่เกี่ยวข้องกัน หลังถูกถามตัดหน้า “ทักษิณ” หรือไม่ เย้ย ปชน. ไม่ใช่ทรัพยากร “บ้านใหญ่” บอกผู้สมัครตรงข้าม แม้คนละขั้ว แต่เป็นคนกันเอง หยอดคนอุบล มาเลือกขั้วใหม่ ถ้าอยากเปลี่ยน
เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2567 นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงเป้าหมายการหาเสียงเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานีว่า ต้องการมาขอบคุณประชาชน ตั้งแต่ช่วงเลือกตั้งปี 2566 แม้จะไม่ได้ ส.ส.เขตเลย แต่คะแนน ส.ส.บัญชีรายชื่อ ทั้งอำเภอวารินชำราบ และอำเภอสำโรง ก็ได้มาเป็นกอบเป็นกำ จึงถือโอกาสมา เพราะอยากให้บรรยากาศคึกคัก แม้จะถูกยุบพรรค และตัดสิทธิไปแล้ว แต่ตนก็อยากถือโอกาสมาขอบคุณประชาชน
นายพิธายังกล่าวว่า ในพื้นที่ จ.อุบลราชธานี เป็นจังหวัดใหญ่ ดังนั้นหากมีโอกาสสู้ศึกเลือกตั้ง คนที่เคยเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และนักการเมืองระดับประเทศ จะต้องรู้อยู่แล้วว่าลงเลือกตั้ง ซึ่งคู่แข่งก็มีขั้วการเมืองใหญ่อยู่ ดังนั้นเป็นการขีดเส้นให้ประชาชนมีตัวเลือกมากขึ้น จากขั้วใหญ่ที่คุ้นเคยกัน ก็ลองให้โอกาสขั้วใหม่ ถือว่า เป็นการสร้างการเจริญเติบโตต่อเนื่อง หากเราไม่ลง ก็จะเป็นการหยุดความต่อเนื่องนั้นลง
ส่วนกลยุทธ์ในการหาเสียง อบจ.อุบลราชธานีนั้น ตนยังคิดว่า มีเวลา พรรคประชาชน มีแกนนำมาลงพื้นที่ช่วยหาเสียงอยู่เรื่อยๆ โดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ลงมาพื้นที่คนแรกในวันจับเบอร์ผู้สมัคร ซึ่งรอบนี้คงทำการเมืองแบบแม่นยำ เพราะทรัพยากรเราไม่เยอะ
“ทรัพยากรเราก็ไม่ได้เป็นแบบทรัพยากรบ้านใหญ่ ซึ่งจะทำ อบจ.โปร่งใส ได้ ก็ต้องไม่ใช้ทุนเยอะ และคงต้องไล่ไปเรื่อยๆ” นายพิธากล่าว
เมื่อถามว่า นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะลงพื้นที่ จ.อุบลราชธานี ในวันที่ 11 ธันวาคมนี้ การลงพื้นที่ก่อนของนายพิธา ถือเป็นการชิงตัดหน้าหรือไม่ นายพิธาระบุว่า ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับนายทักษิณเลย ตนมาช่วยนายสิทธิพล และขอบคุณประชาชน พร้อมย้ำให้ประชาชนไปใช้สิทธิกันเยอะๆ เพราะกังวลว่าจะเหมือน จ.อุดรธานี จึงต้องฝากไปถึง กกต. ให้ประชาสัมพันธ์ให้คนมาใช้สิทธิเลือกตั้ง เพราะจะเป็นประโยชน์กับประชาชน
ส่วนผู้สมัครคู่แข่งอีก 2 คนที่มาจากกลุ่มก้อนเดียวกันนั้น จะตัดคะแนนกันเองจนทำให้พรรคประชาชนชนะเลือกตั้ง อบจ.ได้หรือไม่ นายพิธากล่าวว่า ก็คงเป็นบริบททางการเมือง แต่หากติดตามการเมืองมานาน ตั้งแต่พรรคเพื่อแผ่นดิน 20-30 ปีที่แล้ว ก็จะเห็นที่มาที่ไป และวิธีคิดทางการเมือง ถ้าใช้ภาษาที่คนพูดก็ “คนกันเองทั้งนั้น” ก็คงจะเป็นคนละขั้ว แต่คนกันเอง แต่ของเราเป็นขั้วใหม่ ถ้าประชาชนอยากเห็นการเปลี่ยนเปลง เบื่อขั้วใหญ่ที่อยู่มานานแล้ว การคมนาคมก็แย่ การท่องเที่ยวก็รายได้น้อย การสาธารณสุขก็ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยประเทศ ก็อยากให้ลองขั้วใหม่ดู

