หน้าแรก การเมือง พวงทองมองไกล ...

พวงทองมองไกล ‘เพื่อไทย’ จะยิ่งเสียหลังพิง ถ้ายังนิ่งไม่แก้รธน.

10.12.24 | 17:09 น.

พวงทองมองไกล ‘เพื่อไทย’ จะยิ่งเสียหลังพิง ถ้ายังนิ่งไม่แก้รธน. – ลั่น ‘กองทัพคือรัฐอิสระ’

เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม เวลา 13.00 น. ที่ห้องประชุม PBIC 205 วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ สถาบันปรีดี พนมยงค์ ร่วมกับ วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ จัดเวทีเสวนาวิชาการ PRIDI Talks #28 x PBIC: “ยุตินิติรัฐประหาร รื้อรัฐธรรมนูญเผด็จการ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน”

ทั้งนี้ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ แลกเปลี่ยนมุมมองและแนวคิดการออกแบบรัฐธรรมนูญ รวมถึงอุปสรรคที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ไปจนถึงติดตามตรวจสอบกระบวนการร่างฉบับใหม่ โดยศึกษาบทบาทขององค์กรอิสระ สภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) และกระบวนการทำประชามติ เพื่อร่วมผลักดันให้เกิดกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญโดยประชาชน โดยตั้งแต่เวลา 12.00 น. มีผู้ทยอยเดินทางเข้าร่วมงานและเลือกซื้อหนังสือ ตลอดจนสินค้าที่ระลึกจากบูธกิจกรรมต่างๆ ซึ่งมาร่วมรณรงค์ให้เกิดการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อาทิ บูธของโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) เป็นต้น

ต่อมาเวลา 13.30 น. รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ ประธานกรรมการบริหารสถาบันปรีดี พนมยงค์ กล่าวเปิดงานในหัวข้อ “ยุตินิติรัฐประหาร สถาปนารัฐธรรมนูญประชาชน: ทางรอดรัฐล้มเหลว”

จากนั้น เวลา 14.00 น. เข้าสู่ช่วงเสวนา “ยุตินิติรัฐประหาร รื้อรัฐธรรมนูญเผด็จการ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน” ร่วมแลกเปลี่ยนความเห็นโดย นางจีรนุช เปรมชัยพร ที่ปรึกษาเครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ, นายนิกร จำนง ประธานคณะกรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์ พรรคชาติไทยพัฒนา, รศ.ดร.ประภาส ปิ่นตบแต่ง สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.), รศ.ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, นายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือ ไอติม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ดำเนินรายการโดย นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการบริหาร iLaw

Advertisement

รศ.ดร.พวงทอง กล่าวว่า ทุกคนฟังเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วเบื่อไหม เมื่อไหร่เราจะหลุดพ้นจากบ่วงนี้ นี่คือการเมืองที่มีผู้ออกแบบแล้ว มีการดีไซน์ ออกแบบรัฐธรรมนูญ รวมถึงกฎหมายลูกเอาไว้อย่างดี มีเป้าหมายหลักคืออะไร ? ตนอยากชวนมองยาวๆ

การดีไซน์กฎหมายลูกอย่างเช่น ‘กองทัพ’ เราพูดถึง กฎหมายเกณฑ์ทหาร ซึ่งมันคือการทำให้การเมืองไม่ได้สะท้อน ‘อำนาจประชาชน’ ที่สะท้อนผ่านการเลือกพรรคการเมืองไปผลักดันนโยบาย โดยทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอลง ทำงานได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ เพื่อปิดกั้น-ทำลายพรรคที่ไม่พึงประสงค์เหล่านั้น ขณะเดียวกันพรรครัฐบาลก็สูญเสียความศรัทธาจากประชาชน ในขณะที่ทำให้กลไกของกลุ่มอำนาจเดิมเข้มแข็งขึ้น

“ทุกครั้งที่มีการรัฐประหาร รัฐธรรมนูญจากคณะรัฐประหาร จะทำอยู่ 3-4 อย่างนี้ คือ 1.มุ่งทำให้อำนาจการเมืองของประชาชน-พรรค ลดลง 2.ทำให้กลไกกองทัพมีอำนาจในกิจการในประเทศ 3.เป็นอิสระจากการควบคุมของรัฐบาล ทำให้องค์อรกรอิสระไปอยู่ภายใต้อำนาจนั้นแทน ไม่จำเป็นต้องยึดโยงกับประชาชน และ 4.ทำให้รัฐบาลไร้กลไกควบคุมอำนาจ รวมทั้งระบบราชการและกองทัพ

เหล่านี้คือหัวใจสำคัญทุกครั้งที่มีการรัฐประหาร ซึ่งไม่ได้มุ่งเปลี่ยนเพียงผู้นำรัฐบาล แต่เปลี่ยนทั้งเกมในสภา รวมถึงทำให้ระบบราชการหันมารับใช้มากยิ่งขึ้น ซึ่งยังออกกฎหมายจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนด้วย”

“ในปัจจุบันเรามี พ.ร.บ. ที่ควบคุมการทำงานของภาคประชาสังคม (NGO) ที่ทำให้พลังการเคลื่อนไหวของประชาชนมีจำกัด” รศ.ดร.พวงทองเผย

รศ.ดร.พวงทองกล่าวต่อว่า อย่าง พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม ที่ในปัจจุบันทั้งพรรคเพื่อไทยและประชาชนต้องการแก้สิ่งนี้ โดยเฉพาะ ‘ซูเปอร์บอร์ด’ 6 คน ที่มีอำนาจในการตัดสินเรื่องการโยกย้ายนายทหารระดับนายพลขึ้นไป ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการป้องกันรัฐประหาร

“ตัว ‘สภากลาโหม’ ตอนกำเนิดขึ้นมา ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษากระทรวงกลาโหมเท่านั้น แต่พอเกิดรัฐประหาร 2520 ก็มีการแก้ พ.ร.บ.กลาโหม อำนาจของสภากลาโหม ก็ถูกยกระดับขึ้นไป ควบคุมนโยบายทั้งหลายแหล่ที่เกี่ยวกับกิจการทหาร เขาหาทางขยายกลไกอำนาจให้เป็นอิสระจากรัฐบาลพลเรือน

ดังนั้น ‘กองทัพในปัจจุบัน ไม่ใช่รัฐซ้อนรัฐแต่เป็นรัฐอิสระเลย’ ที่รัฐบาลพลเรือนไม่สามารถเข้าไปควบคุม แทรกแซงอะไรได้ แม้กระทั่งเรื่องการเกณฑ์ทหาร ดังนั้น ถ้าไม่แก้รัฐธรรมนูญ ไม่มีทางแก้กฎหมายเกณฑ์ทหารได้เลย” รศ.ดร.พวงทองกล่าว

รศ.ดร.พวงทองกล่าวด้วยว่า แทนที่องค์กรอิสระ จะถูกสร้างขึ้นมาตรวจสอบ-ถ่วงดุลการใช้อำนาจรัฐ ให้มีความยุติธรรม เคารพสิทธิเสรีภาพของประชาชน แต่ปัจจุบันไม่ใช่เช่นนั้นอีกแล้ว

“ภายใต้ระบอบที่เป็นอยู่ องค์กรอิสระเป็นเครื่องมือลงโทษ จำกัดอำนาจกลุ่มที่ไม่พึงประสงค์แนวคิดที่ว่า รัฐบาลพลเรือนจากการเลือกตั้ง ควรมีอำนาจควบคุมกลไกราชการ ไม่ได้อยู่ในสารบบความคิดของคนเหล่านี้ ตั้งแต่ปี 2490 จนถึงปัจจุบัน ตรงกันข้าม ทำให้อำนาจฝ่ายพลเรือนอ่อนแอลง” รศ.ดร.พวงทองระบุ

นอกจากนี้ รศ.ดร.พวงทองยังกล่าวถึง หน่วยราชการของไทยในปัจจุบัน ที่ต่างจากเมื่อ 20 ปีที่แล้ว กล่าวคือมีพลังเยอะขึ้นมากๆ ซึ่งตนอยากชี้ให้เห็นอย่าง กรณีที่ คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ประกาศยุบสภา ก็ยังถูกเล่นงานกรณีสั่งโยกย้าย เลขาสมช. ซึ่งในอดีตก็ย้ายกันมาตลอดเวลามีนายกฯ ใหม่ แต่คุณยิ่งลักษณ์ถูกลงโทษด้วยกรณีนี้

“มีข่าวหนึ่งที่อ่านแล้วกังวล คือตอนที่พรรคประชาชนเสนอร่าง ‘แก้ไข พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม’ เข้าสู่การพิจารณาของ ครม. แล้วถูกตีกลับมาวันที่ 22 ต.ค.ที่ผ่านมา (ครม.ไม่รับบรรจุ เพราะหน่วยราชการไม่เห็นด้วย)

“ประเด็นสำคัญที่ถูกตีกลับ คือความเห็นของหน่วยราชการที่ไม่เห็นด้วยกับ พ.ร.บ.นี้ของพรรคประชาชน เช่น กองทัพ ซึ่งยังมี สมช. สำนักงบประมาณ ก็ไม่เห็นด้วย แม้กระทั่งกระทรวงการต่างประเทศ มันกลายเป็นช่วยกันปกป้องอำนาจหน่วยราชการด้วยกันเอง”

“เราไม่เพียงสู้กับตัวกฎหมาย แต่ยังสู่กับ Public Opinion กลายเป็นคำพูดที่ว่า ‘นักการเมืองกลั่นแกล้งข้าราชการ’ ถูกส่งต่อผ่านสื่อ แต่พอเป็นราชการ ทำไมเราไม่ตั้งคำถามว่าเป็นการเล่นพรรคเล่นพวกหรือไม่ เพราะ Public Opinion ของคนไทยนั้นต่อต้านนักการเมืองและพรรคการเมืองอยู่ตลอดเวลา” รศ.ดร.พวงทองกล่าว และว่า

ถ้าเราไม่พยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญ และกฎหมายลูกที่เกี่ยวข้อง เราก็จะทำอะไรไม่ได้ในหลายๆ เรื่อง รวมถึงการเปลี่ยนกองทัพให้เป็น ‘กองทัพมืออาชีพ’ ถ้าเราไม่เริ่มมองเห็นปัญหาเหล่านี้ว่าอะไรคือ ‘ระเบียบการเมืองอันใหญ่’ ที่เขาสร้างขึ้นมาแล้วมันกระทบกับทุกคน ถ้าไม่แก้นิยามเกี่ยวกับภารกิจของกองทัพ

รศ.ดร.พวงทองชวนมองว่า หลายโครงการในปัจจุบัน มักอ้างว่ามอบหมายให้เป็นภารกิจของกองทัพ ซึ่งภารกิจได้ขยายออกไปไกลอย่างมาก

ในช่วงท้าย รศ.ดร.พวงทองกล่าวด้วยว่า ที่ตลกคือ พรรคเพื่อไทย ดูเหมือนจะไม่มีปากเสียง เงียบมาก ไม่กล้าตอบโต้

“แต่ถ้าจินตนาการว่า 2 คำพูดนี้ มาจากพรรคประชาชน คงกระหึ่ม โจมตีกันน่าดูเลยว่าทำตัวหล่อ เท่ มาสั่งสอนได้อย่างไร ทั้งที่ควรจับมือต่อสู้ ก็รัฐธรรมนูญจะแก้ได้ด้วยสองพรรคนี้ ต้องจับมือกัน ไม่อย่างนั้น โอกาสที่แก้ไขรัฐธรรมนูญในปี 7 มันห่างไกลไปเรื่อยๆ

“ในระหว่าง 180 วัน ที่ต้องนั่งรอให้ครบกำหนดก่อนถึงจะทำอะไรได้ ก็ยังมีกฎหมายอื่นที่ทำได้ เช่น แก้กฎอัยการศึก ให้มาอยู่ในมือรัฐบาล เพื่อไม่ให้เกิดการรัฐประหารอีก, แก้ พ.ร.บ.ฉุกเฉิน ให้ไม่ต่ออายุไปเรื่อยๆ แม้กระทั่ง พ.ร.บ.ความมั่นคงภายใน, สภากลาโหม ขอร้องเพื่อไทย อย่าถอนร่าง ‘แก้ไข พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม’ ถกกันแล้วผลักดัน จึงจะทำให้สิทธิมนุษยชนเข้มแข็งขึ้น และจะกลายเป็นพลังต่อรองอำนาจเก่า หรือแม้แต่ต่อรองทางรัฐธรรมนูญ แต่ถ้าคุณไม่ทำอะไร ดูอ่อนแอ ปวกเปียก ยอมจำนน เราจะไม่ได้อะไรเลยจากการเลือกตั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมา”

“อย่าทำให้อำนาจต่อรองที่ได้จากประชาชนสูญเปล่า ถ้าพรรคเพื่อไทยไม่ทำแบบนี้ ความเชื่อของประชาชนจะมากขึ้นเรื่อยๆ ว่า พรรคไม่เอาประชาชนเป็นตัวตั้งในการเมือง เสียงจะกระหึ่ม ว่าการกำหนดนโยบายต่างๆ ของพรรค อิงกับผลประโยชน์ ระยะยาวคุณจะสูญเสียความชอบธรรม และไม่มีหลังพิง” รศ.ดร.พวงทองกล่าว