หน้าแรก การเมือง ลูกพระยาพหลฯ ...

ลูกพระยาพหลฯ ถามตรงๆ ! สิ้นอายุขัย ‘จะได้แก้ รธน.ไหม?’ ส.ว.ย้ำ ต้องช่วยกันส่งเสียง

10.12.24 | 17:55 น.

เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม เวลา 13.00 น. ที่ห้องประชุม PBIC 205 วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ สถาบันปรีดี พนมยงค์ ร่วมกับ วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ จัดเวทีเสวนาวิชาการ PRIDI Talks #28 x PBIC: “ยุตินิติรัฐประหาร รื้อรัฐธรรมนูญเผด็จการ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน”


ทั้งนี้ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ แลกเปลี่ยนมุมมองและแนวคิดการออกแบบรัฐธรรมนูญ รวมถึงอุปสรรคที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ไปจนถึงติดตามตรวจสอบกระบวนการร่างฉบับใหม่ โดยศึกษาบทบาทขององค์กรอิสระ สภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) และกระบวนการทำประชามติ เพื่อร่วมผลักดันให้เกิดกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญโดยประชาชน โดยตั้งแต่เวลา 12.00 น. มีผู้ทยอยเดินทางเข้าร่วมงานและเลือกซื้อหนังสือ ตลอดจนสินค้าที่ระลึกจากบูธกิจกรรมต่างๆ ซึ่งมาร่วมรณรงค์ให้เกิดการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อาทิ บูธของโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) เป็นต้น

ต่อมาเวลา 13.30 น. รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ ประธานกรรมการบริหารสถาบันปรีดี พนมยงค์ กล่าวเปิดงานในหัวข้อ “ยุตินิติรัฐประหาร สถาปนารัฐธรรมนูญประชาชน: ทางรอดรัฐล้มเหลว”

จากนั้น เวลา 14.00 น. เข้าสู่ช่วงเสวนา “ยุตินิติรัฐประหาร รื้อรัฐธรรมนูญเผด็จการ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน” ร่วมแลกเปลี่ยนความเห็นโดย นางจีรนุช เปรมชัยพร ที่ปรึกษาเครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ, นายนิกร จำนง ประธานคณะกรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์ พรรคชาติไทยพัฒนา, รศ.ดร.ประภาส ปิ่นตบแต่ง สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.), รศ.ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, นายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือ ไอติม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ดำเนินรายการโดย นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการบริหาร iLaw

Advertisement

รศ.ดร.ประภาส กล่าวว่า ทำไมต้องเราแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ หากย้อนกลับไป 10 ธันวาคม 2538 เป็นวันครบรอบก่อตั้งสมัชชาคนจน ซึ่งปัจจุบันที่ ‘แก่งเสือเต้น‘ ก็ยังมีปัญหาเรื่องที่ดิน เพราะมี พระราชกฤษฎีกา 2 ฉบับ ที่กระทบต่อสิทธิที่ดินทำกิน ซึ่งเป็นจุดตั้งต้นที่ทำให้เกิด ‘สมัชชาคนจน’ ขึ้นจากโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ของรัฐ ที่กระทบกับป่า เราจึงใช้คำขวัญว่า ‘รัฐธรรมนูญที่กินได้ ประชาธิปไตยที่เห็นหัวคนจน’ ปัจจุบันยังมี พีมูฟ ที่เคลื่อนไหวประเด็นเหล่านี้ต่อเนื่อง

“ผมอยากชี้ให้เห็นว่า การเคลื่อนไหวที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญที่สำคัญ คือเรื่อง ‘สิทธิชุมชน’ รวมถึงกระบวนการมีส่วนร่วมของคนจน(โอกาส) ในการตัดสินใจ จึงพยายามผลักดันให้เกิดรัฐธรรมนูญ ที่ลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจให้ประชาชน

“เมื่อรัฐประหารปี 2549 บทบัญญัติ ไม่เปลี่ยนเท่าไหร่ รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 เรียกว่าเป็นยุคทองที่ชาวบ้านเข้าไปมีส่วนร่วมกำหนดนโยบายสาธารณะ แต่เมื่อมาถึงรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 หลังรัฐประหาร 2557 ถือเป็น ยุคตกต่ำที่สุดของการเมืองภาคประชาชน” รศ.ดร.ประภาสชี้

รศ.ดร.ประภาสกล่าวต่อว่า ในส่วนภาคประชาชน ในฐานะที่อยู่ใน ส.ว. คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน ภาพใหญ่ในส่วนที่เป็นปัญหาที่สุด คือ ‘สิทธิเสรีภาพ สิทธิชุมชน และการร่วมตัดสินใจในนโยบายของรัฐบาล’

7 ปีที่ผ่านมา บทเรียนที่สำคัญคือ มีคดีที่ชาวบ้านพอจะฟ้องร้องได้ แต่ไม่มีกลไก ทั้งผู้ตรวจการแผ่นดิน, กรรมการสิทธิมนุษยชน, ศาลปกครอง ก็ไม่สามารถฟ้องร้องแทนชาวบ้านได้ สิ่งที่รัฐธรรมนูญ 2560 พยายามอ้างเรื่องสิทธิในชุมชน ในหมวดของรัฐ ก็เกิดขึ้นไม่ได้จริง

อย่างเช่น มาตรา 76 ที่ว่าประชาชนต้องมีส่วนร่วมในนโยบายของรัฐ และให้มี พ.ร.บ. เช่น พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม แต่ไม่เกิดขึ้น คือปัญหาด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน เป็นต้น

รวมถึงมาตรา 25, 26 ที่บัญญัติว่า สามารถยกเว้นได้ ถ้ากระทบความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อย อย่าง พ.ร.บ.อุทยานปี 2562 สิทธิชุมชนจึงถูกยกเว้นโดยมาตรานี้ เป็นรูปธรรมที่ต้องเร่งแก้ไข

“ไม่อย่างนั้นพี่น้องเขตป่า เขตเศรษฐกิจพิเศษ รวมทั้งในภาคใต้ จะได้รับผลกระทบ ข้อเสนอที่สั้นที่สุด คือกลับไปถอดบทเรียนฉบับปี 2540 คิดเรื่องสิทธิเสรีภาพ และกระบวนการตรงกลาง การใช้อำนาจรัฐ ทั้งกลไกและกฎหมาย พ.ร.บ.การมีส่วนร่วม พ.ร.บ.สิทธิชุมชน และ พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม เป็นต้น” รศ.ดร.ประภาสกล่าว

เมื่อนายยิ่งชีพถามว่า ในเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตอนนี้ยังต้องกลัว ส.ว.ไม่โหวตให้อยู่หรือเปล่า อย่างในกรณี พ.ร.บ.ประชามติ เห็นอะไร ?

รศ.ดร.ประภาสกล่าวว่า เมื่อพิจารณารายมาตรา ไม่มีผู้คัดค้าน กล่าวคือเห็นด้วยเป็นเอกฉันท์ มีคนแปรญัตติ 1 คน ก็มีการถกเถียง ลงมติ ซึ่งผ่านการเห็นชอบ 20:3

“แต่อยู่ดีๆ 4 ธ.ค. ที่คณะกรรมาธิการร่วม สรุปที่แปรญัตติ ปรากฏว่ามีการเสนอโดยท่านประธาน ว่ามีเหตุผลใหม่ สอดคล้องกับที่มีบางพรรคไม่อยากแก้รัฐธรรมนูญพอดี ก็ให้ทบทวน ซึ่งประหลาดมาก”

“ผมไม่คิดว่า จะมีการปรับมติอะไรอีกแล้ว 180 วัน วุฒิสภาก็คงยืนยันเหมือนเดิม” รศ.ดร.ประภาสกล่าว และว่า

“ประเด็นของคุณนิกร จำนง ผมพยายามเข้าใจว่าทำไมต้องให้ผ่านประชามติก่อน คือจะได้เสียงของประชาชน ไปบังคับ ส.ว. (เหตุผลของคุณนิกร) ถ้าไม่ผ่าน ก็คงเกรงว่า ในเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญไม่ผูกพันกับประชาชน น่าจะเป็นอย่างนั้น ผมพยายามเข้าใจคุณนิกร”

รศ.ดร.ประภาสกล่าวด้วยว่า เรื่องประชามติ มีปัญหาเรื่อง การทำประชามติ 2 ชั้น ซึ่งจากโพลของนิด้า เห็นด้วยว่าควรทำ 2 ชั้น คนออกมาทำประชามติมากว่าร้อยละ 50

“แต่ปัญหาคือรัฐบาลพูดเรื่องนี้ ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้น้อยมาก ที่มองว่ากำหนดไว้ 50 เปอร์เซ็นต์จะเป็นประชาธิปไตย แต่ลืมดูปีศาจในรายละเอียด”

“รัฐธรรมนูญที่ดี ถ้าย้อนดูประวัติศาสตร์ มันไม่เคยเกิดขึ้นจากชนชั้นนำ เรียกร้องพวกเราด้วยกัน ไม่น้อยไปกว่าผลักดันคนข้างในสภาฯ เป็นภารกิจร่วมกันของสังคม ทำให้เกิดเครือข่าย สร้างบริบทในภาคการเมือง เพื่อให้เกิดการแก้รัฐธรรมนูญ” รศ.ดร.ประภาสกล่าวทิ้งท้าย

 

ด้าน นายยิ่งชีพกล่าวว่า ที่มาของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะต้องมาจากประชาชน ไม่ว่าจะต้องทำประชามติกี่รอบก็ตาม เป็นภารกิจที่ต่องช่วยกันสร้างความเข้าใจ

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศในช่วงท้าย มีการเปิดให้ประชาชนร่วมแลกเปลี่ยนความเห็น โดยมีผู้ร่วมถามคำถามและแลกเปลี่ยนกันอย่างคึกคัก ใจความคือ ขอให้รัฐบาลเร่งผลักดันให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยประชาชน นอกจากนี้ มีบางรายซึ่งสูงวัยร่วมแสดงความเห็นด้วยว่า ‘ไม่รู้ว่า 10 ปีหรือจนสิ้นอายุขัย จะได้แก้รัฐธรรมนูญ ให้เป็นฉบับที่เป็นประชาธิปไตย หรือไม่’ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ พ.ต.พุทธินาถ พหลพลพยุหเสนา บุตรชายคนที่ 4 ของพระยาพหลพลพยุหเสนา

พ.ต.พุทธินาถ พหลพลพยุหเสนา บุตรชายคนที่ 4 ของพระยาพหลพลพยุหเสนา

ไปจนถึงแสดงความเห็นว่า ควรจะออกกฎหมาย พ.ร.บ.นิรโทษกรรมประชาชน โดยยกกรณีที่ผู้ก่อการรัฐประหาร สามารถนิรโทษตนเองได้ พร้อมยังร่วมชูป้ายข้อความและภาพผู้ต้องหาการเมืองในปัจจุบัน เพื่อเรียกร้องให้คืนสิทธิการประกันตัว ให้ออกมาสู้คดีตามกฎหมาย อาทิ ภาพใบหน้า นายโสภณ สุรฤทธิ์ธำรง หรือ เก็ท กลุ่มโมกหลวงริมน้ำ และผู้ต้องหารายอื่นๆ รวมถึงสวมหน้ากากใบหน้า นายอานนท์ นำภา ทนายความสิทธิมนุษยชน ที่ถูกคุมคุมขังด้วยข้อหา ม.112 เป็นต้น