หน้าแรก การเมือง รัศม์ ยัน MOU...

รัศม์ ยัน MOU 44 รัฐบาลนี้ทำไม่ต่างชุดก่อน ย้อนถามคนค้าน ใครทำลายชาติกันแน่

11.12.24 | 08:53 น.

‘รัศม์’ ย้อนถามแกนนำม็อบใครกันแน่ทำลายชาติ? ก่อนหน้านี้ไปอยู่ไหนไม่ค้าน MOU 44 ตั้งแต่สมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ยืนยันรัฐบาลปัจจุบันดำเนินการไม่ได้แตกต่างจากรัฐบาลในอดีต

เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม นายรัศม์ ชาลีจันทร์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ ตั้งข้อสังเกตถึงกรณีที่มีอดีตแกนนำมวลชนออกมาคัดค้านและเรียกร้องให้ยกเลิก MOU 44 ในการเจรจาพื้นที่ทับซ้อนระหว่างไทย และกัมพูชา โดยได้ตั้งข้อสังเกตถึงการประท้วงดังกล่าวว่า หากวันนี้จะประท้วง MOU 44 คุณไปอยู่ที่ไหนมาถึงไม่ประท้วงก่อนหน้า โดยเฉพาะ 10 ปีที่ผ่านมาในสมัย รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี ที่แต่งตั้ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง เป็นประธานคณะกรรมการเทคนิคร่วม หรือประธานคณะเจรจา JTC

นายรัศม์กล่าวว่า หากไม่ท้วงก่อนหน้า ย่อมแสดงว่าในอดีตเคยยอมรับ แต่มาทำตอนนี้ก็ต้องถามว่าหลักการ ความน่าเชื่อถือ หรือเจตนาบริสุทธิ์อยู่ที่ใด หรือหากใครบอกว่าไม่มีพื้นที่อ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศอยู่จริง มีแต่เพียงเส้นอ้างสิทธิของฝ่ายไทยเท่านั้น เหตุใดในยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะอดีตหัวหน้า คสช. ที่มีอำนาจมหาศาล มีรัฐธรรมนูญมาตรา 44 ในมือ สามารถสั่งได้ทุกอย่างจึงไม่รีบไปขุดก๊าซขึ้นมาสร้างประโยชน์ให้ประเทศชาติ ซึ่งนั่นก็เพราะว่ามันทำไม่ได้จริงหากไม่มีการเจรจาตกลงกับอีกประเทศก่อนนั่นเอง

นายรัศม์ยังตั้งข้อสังเกตอีกว่า หากการแบ่งผลประโยชน์ในไหล่ทวีป เพื่อนำก๊าซธรรมชาติใต้ทะเลมาใช้ สามารถสร้างความเจริญกินดีอยู่ดีให้ประชาชน ดังเช่นที่ไทยเคยทำกับมาเลเซีย การขัดขวางการเจรจากับกัมพูชาเพื่อนำก๊าซในทะเลมาใช้ได้นั้น ย่อมเท่ากับเป็นการขัดขวางการสร้างความเจริญ และทำลายโอกาสของประเทศชาติใช่หรือไม่ และในเมื่อในประกาศพระบรมราชโองการ 2516 ระบุไว้ชัดเจนว่า จะต้องเป็นไปตามที่จะได้ตกลงกัน ซึ่งย่อมหมายถึงจะต้องมีการเจรจา ดังนั้น ระหว่างผู้ที่ดำเนินการให้มีการเจรจา กับผู้ขัดขวางการเจรจา ใครกันแน่คือผู้ที่ไม่ทำตามเจตนารมณ์ของพระบรมราชโองการ และใครกันแน่ทำลายชาติ

นายรัศม์ยังย้ำว่า MOU 44 ไม่ใช่สิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่วัน แต่เป็นผลสืบเนื่องจากการเจรจาอย่างต่อเนื่องกับฝ่ายกัมพูชา ตั้งแต่ปี 2513 หรือกว่า 50 ปี หรือครึ่งทศวรรษมาแล้ว แต่ที่ยืดเยื้อนานมากเพราะปัญหาความไม่สงบ และการเมืองภายในของทั้งสองประเทศ ซึ่งนับตั้งแต่การเจรจา จนมีการลงนามทำ MOU ฉบับนี้ในปี 2544 เป็นต้นมา ทุกรัฐบาลก็ถือตามบันทึกความเข้าใจนี้มาโดยตลอด ไม่เคยมีรัฐบาลใดขอเจรจาเพื่อยกเลิกอย่างเป็นทางการ รวมถึงในสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ก็ดำเนินการตามนี้ พร้อมยังแต่งตั้ง พล.อ.ประวิตร เป็นประธานคณะกรรมการเทคนิคร่วม หรือ JTC ทำหน้าที่หัวหน้าการเจรจา ดังนั้น จึงยืนยันว่า การดำเนินการของรัฐบาลปัจจุบันจึงไม่ได้แตกต่างไปจากทุกรัฐบาลในอดีตแต่อย่างใด โดยเห็นว่าแนวทางนี้ ที่ได้มีการศึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญโดยตรงมาแล้วอย่างละเอียดถี่ถ้วน เป็นแนวทางที่ดีที่สุดในการปกป้องและเสริมสร้างผลประโยชน์ของประเทศชาติ

Advertisement

นายรัศม์ยังย้ำอีกว่า การดำเนินการตาม MOU 44 ถือเป็นการดำเนินการตามเจตนารมณ์ของประกาศพระบรมราชโองการการประกาศเขตไหล่ทวีปของไทยในปี 2516 ทุกประการ เพราะในพระบรมราชโองการมีข้อความระบุไว้อย่างชัดเจนว่า “…เส้นแบ่งเขตไหล่ทวีปนั้นจะเป็นไปตามที่จะได้ตกลงกัน…” ดังนั้น การเจรจาเพื่อนำไปสู่ความตกลงกันจึงเป็นไปตามที่พระบรมราชโองการระบุไว้

ส่วนผลของการเจรจาตาม MOU 44 นั้น นายรัศม์กล่าวว่า จะต้องนำเข้าสู่การพิจารณาให้ความเห็นชอบโดยรัฐสภาก่อนจึงจะมีผลตามกฎหมายได้ โดยที่รัฐบาล หรือบุคคลใดก็ตามไม่สามารถไปเจรจาตกลงเองตามลำพังได้ เพราะท้ายที่สุดประชาชนไทยต้องเป็นผู้ให้ความเห็นชอบผ่านตัวแทน และกลไกของรัฐสภาอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ตามระบอบประชาธิปไตย และเรื่องการแบ่งผลประโยชน์ในพื้นที่อ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกับประเทศอื่นนั้น ไทยเราก็ได้เจรจาเช่นนี้สำเร็จมาแล้วกับมาเลเซีย รวมทั้งเจรจาเรื่องเขตทางทะเลกับเวียดนาม เรื่องเหล่านี้จึงเคยมีการดำเนินการมาแล้วทั้งสิ้น และสามารถสร้างประโยชน์ให้ประเทศชาติในการนำพลังงานก๊าซธรรมชาติมาใช้ ดังในยุคโชติช่วงชัชวาลที่ไทยมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงมาก