หน้าแรก การเมือง ยูเอ็น ขอชม &...

ยูเอ็น ขอชม ‘สมรสเท่าเทียม’ ชาติแรกในเอเชีย เปิดข้อกังวลไหนใหญ่สุด ? หวังอุ๊งอิ๊ง “ทำเพิ่มอีกนิด”

13.12.24 | 18:33 น.
สมรสเท่าเทียม

WGDAWG ออกปากชมไทย ‘สมรสเท่าเทียม’ ชาติแรกในเอเชีย-หวังนายกฯหญิง “ทำเพิ่มอีกนิด” คว้าโอกาส ‘อัพเดตกฎหมาย’ อัพเกรดสิทธิสตรีให้สากล

เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม ที่โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ ราชประสงค์ ชั้น 4 ห้อง Studio R6 คณะทำงานแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการเลือกปฏิบัติต่อผู้หญิงและเด็กผู้หญิง (WGDAWG) แถลงข่าวสถานการณ์ด้านสิทธิฯ ภายหลังการมาเยือนประเทศไทยเป็นครั้งแรกตามคำเชิญของรัฐบาลระหว่างวันที่ 2-13 ธันวาคมที่ผ่านมา

โดย ไฮนา ลู (Haina Lu) และ อิวาน่า คริสติค (Ivana Krstić) ตัวแทนสมาชิกคณะทำงานฯ ได้ประเมินความคืบหน้าและข้อท้าทายในการบรรลุความเท่าเทียมทางเพศและขจัดการเลือกปฏิบัติในการมาเยือนประเทศไทยครั้งนี้ รวมถึงพิจารณาหลายแง่มุมของชีวิตผู้หญิงและเด็กผู้หญิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เผชิญรูปแบบการเลือกปฏิบัติที่ทับซ้อนแตกต่างกันไป ซึ่งมีการหารือทั้งใน กรุงเทพมหานคร, แม่สอด, เชียงใหม่ และหาดใหญ่ รวมถึงพบปะเจ้าหน้าที่รัฐทั้งในระดับท้องถิ่นและประเทศ ผู้หญิงและเด็กผู้หญิง ตลอดจนองค์กรภาคประชาสังคม หน่วยงานสหประชาชาติ และผู้ที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ คณะทำงานจะนำเสนอรายงานฉบับเต็มของการเยือนประเทศไทย ดังกล่าว ต่อคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (HRC) สมัยที่ 59 ในเดือนมิถุนายน 2568 ต่อไป

สมรสเท่าเทียม

โดยสาระสำคัญของรายงานระบุว่า ไทยอยู่ในจังหวะสำคัญที่จะก้าวเป็นแบบอย่างของความเท่าเทียมทางเพศในภูมิภาค โดยออกแถลงการณ์ชื่นชมที่มีความก้าวหน้าด้านสิทธิผู้หญิงและเด็กผู้หญิง ทั้งด้านกฎหมายและในเชิงสถาบันต่างๆ โดยเฉพาะการศึกษา สาธารณสุข และการจ้างงาน อย่างไรก็ดี ยังมีความกังวลต่อช่องว่างที่สำคัญในการบังคับใช้นโยบาย ซึ่งขัดขวางการบรรลุความเสมอภาค โดยเสนอแนะว่า กลไกขับเคลื่อนเรื่องผู้หญิงระดับชาติ ควรได้รับการสนับสนุนทางการเงิน รวมถึงบุคลากร ซึ่งการจัดสรรงบประมาณที่คำนึงถึงมิติทางเพศ ยังเป็นหนึ่งในคำมั่นที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ

Advertisement

ไฮนา ลู กล่าวว่า ในรอบนี้เราได้รับเชิญจากรัฐบาลไทย เพื่อเข้ามาศึกษาประเทศไทย ซึ่งเป็นการเดินทาง 12 วัน ที่เราได้พบผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหลากหลายมาก ทั้งในกรุงเทพฯ, เชียงใหม่ป แม่สอด, หาดใหญ่ ทั้งโรงเรียน ศูนย์เรียนรู้ของผู้พลัดถิ่น รวมถึง ศูนย์บริการประชาชน (ศูนย์พึ่งได้), ทัณฑสถานสตรี 2 แห่ง, สถานกักกันต่างด้าว, ศูนย์ดูแลเด็กที่เป็นเหยื่อค้ามนุษย์ ซึ่งเราอยากแสดงความขอบคุณที่รัฐบาลไทยได้เชิญเรามาเยี่ยมเยียนและศึกษาสถานการณ์ด้านสิทธิของผู้หญิงฯ ในครั้งนี้ ขอบคุณทุกท่านที่ช่วยอำนวยให้เราทำการศึกษาได้อย่างราบรื่น

จากนั้น ไฮนา ลู กล่าวถึงเนื้อหาจากผลการศึกษาที่อยากนำเสนอ โดยเน้นย้ำว่าเป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้นเท่านั้น โดยจะยังเก็บข้อมูลไปเรื่อยๆ จนถึงปลายเดือน ก.พ.2568 เพื่อออกเป็นรายงานฉบับเต็ม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของรายงานประจำปี ที่จะนำเสนอต่อคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ในเดือนมิถุนายน 2568

“สิ่งที่เราได้พบค้นพบโดยทั่วไป ต้องขอแสดงความชื่นชมรัฐบาลไทย ที่ได้ดำเนินการทั้งในแง่กฎหมาย และผลักดันเรื่องสิทธิสตรีและความเท่าเทียมทางเพศ ต้องขอชื่นชมที่ไทยเริ่มประกาศใช้ พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม เป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชีย ที่ทำให้การแต่งงานกับเพศเดียวกันนั้น เป็นสิ่งที่ถูกกฎหมาย” ลู กล่าว

โดยเสอนแนะว่า ต้องอบรมเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อให้มั่นใจว่า พ.ร.บ.สมรสมเท่าเทียมฉบับนี้ จะถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพ

สมรสเท่าเทียม

นอกจากนี้ ไฮนา ลู ยังขอชื่นชม คณะรัฐมนตรีไทย ที่เพิ่งอนุมัติระบบขอสัญชาติอย่างเร่งด่วน ซึ่งจะช่วยให้คนกว่า 1 ล้านคนที่พลัดถิ่นได้รับประโยชน์ โดยจากการศึกษาประเด็นเกี่ยวกับผู้หญิงและเด็กผู้หญิงนั้น ก็พบว่ามักเกี่ยวข้องกับ ‘ปัญหาการไร้สถานะทางสัญชาติ’ ด้วย ซึ่งตอกย้ำว่า รัฐบาลไทยอาจจะต้องเร่งผลักดันกระบวนการให้สถานะทางสัญชาติ ที่รวดเร็วยิ่งขึ้น

“เราสังเกตเห็นว่า มีหลายส่วนที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครอง เช่น พ.ร.บ.ขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล พ.ศ. … พ.ร.บ.คุ้มครองสิทธิเด็ก รวมถึงมีการทบทวนแก้ไขกฎหมาย พ.ร.บ.ความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558

โดยคณะทำงานฯ เราอยากสนับสนุนให้รัฐบาลไทยใช้โอกาสนี้ ในการ ‘อัพเดตกฎหมาย’ ให้เป็นไปในทางเดียวกันกับในระดับสากล”

“ต้องชื่นชมที่รัฐบาลไทยที่เข้ามาเป็นหนึ่งในภาคีคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (HRC) ซึ่งเรามีเป้าหมายในปี 2025-2027 ที่จะผลักดันให้รัฐบาลไทย เป็นแบบอย่างที่ดีในเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ ในเอเชีย” ไฮนา ลู กล่าว

สมรสเท่าเทียม

ไฮนา ลู กล่าวต่อว่า ต้องชื่นชมที่ไทยได้ตอบรับ สนธิสัญญา และอนุสัญญา ILO รวมถึงอนุสัญญาว่าด้วยแรงงานต่างๆ แต่น่าเสียดายที่ไทยมีการขอถอนมาตรา 22 ที่ครอบคลุมในเรื่องการคุ้มครองเด็กผู้ลี้ภัย เชื่อว่าไทยทำได้ดีกว่านี้และเราอยากเห็นการดำเนินการที่แท้จริง เราอยากให้รัฐบาลไทย ตอบรับอนุสัญญาและสนธิสัญญาต่างๆ ที่ดูเรื่องเด็กผู้หญิงและผู้หญิง เช่นอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิแรงงานข้ามชาติและสมาชิกในครอบครัว ค.ศ.1990 หรือการขจัดสิ้นการล่วงละเมิด และความรุนแรงในที่ทำงาน และอีกมากมาย โดยเฉพาะอนุสัญญาวว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย 1951 ที่เกี่ยวกับคนเปราะบางและผู้หญิงที่เป็นเป้าหมายในลักษณะเราศึกษา

ขอแสดงความยินดีกับไทย ที่ในปี 2017 ได้มีมาตรา 71 (วรรค 3) เพิ่มขึ้นมาในรัฐธรรมนูญ แสดงให้เห็นความมุ่งมั่นในการดำเนินการตามวาระที่เกี่ยวข้อง การพิจารณาถึงเพศสภาวะ เป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการส่งสารออกไปอย่างชัดเจนว่าจะทำให้งบประมาณ ถูกจัดสรรไหลเวียนไปยังหน่วยงานและท้องถิ่นจริงๆ

เราต้องชื่นชมแนวทางปฏิบัติ ที่ไทยตั้งขึ้นเพื่อผลักดันความเท่าเทียมทางเพศ เช่น การตั้งคณะทำงานต่อต้านการกระทำที่เป็นการเหยียดเพศ แต่เราก็มีข้อกังวลใจอยู่บ้าง ในมาตรา 17 ย่อหน้า 2 ของ พ.ร.บ.ความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ.2558 ที่มีข้อยกเว้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านศาสนาและความมั่นคงของชาติ ทำให้เด็กและผู้หญิงโดยเฉพาะในภาคใต้ จะไม่อยู่ในความคุ้มครองของกฎหมาย ซึ่งเราขอให้รัฐบาลลบมาตรานี้ออกไป แต่ก็ต้องชื่นชมที่ผลักดัน พ.ร.บ.ความเท่าเทียมระหว่างเพศ ซึ่งครอบคลุมไปถึงความคุ้มครองกลุ่ม LGBTQ ด้วย

สมรสเท่าเทียม

ในมิติชีวิตสาธารณะและการเมือง เราเริ่มเห็นผู้แทนที่เป็นสตรี ในรัฐสภามากขึ้น แต่ยังเล็งเห็นในบางส่วน สัดส่วนของสตรียังไม่เพียงพอ เช่น หน่วยงานด้านการบริหารประเทศสถาบันต่างๆ และหน่วยงานทั้งในระดับท้องถิ่น ดังนั้นควรมี ‘ระบบโควต้า’ อย่างเป็นทางการเพื่อผลักดันบทบาทสตรี นอกจากนั้น นักการเมืองหญิง ยังตกเป็นเป้าหมายของการล่วงละเมิด จึงอยากให้รัฐบาลดำเนินการเรื่องนี้เช่นกัน

ในด้านตุลาการ กระบวนการยุติธรรม สัดส่วนผู้พิพากษาผู้หญิงยังมีสัดส่วนค่อนข้างน้อย ซี่งในปี 2018 ที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ได้ดำเนินการตัดสินใจ ส่งผลให้ผู้หญิงไม่สามารถเข้าไปเรียนได้ แต่ก็มีหนทางอื่นที่จะก้าวหน้าในสายอาชีพตำรวจได้ เช่น ผ่านใบปริญญาอื่นๆ แต่ก็ยังเป็นการเลือกปฏิบัติ จึงอยากให้รัฐบาล ยกเลิกข้อห้ามที่ไม่ให้ผู้หญิงเข้าไปเรียนในโรงเรียนนายร้อยตำรวจ” ไฮนา ลู ชี้

ไฮนา ลู กล่าวต่อว่า ในประเด็นผู้หญิงและเด็กผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนนั้น ไทย มีภาคประชาสังคม ที่มีความแอกทีฟมาก แต่นักป้องสิทธิเด็กและสตี มักจะเจอความรุนแรง ทั้งในโลกออนไลน์และความจริง โดยเจ้าพนักงานรัฐ ซึ่งอีกปัญหาสำคัญ คือการดำเนินคดีกับนักปกป้องสิทธิ ที่เป็นเด็กและผู้หญิง ซึ่งในไทยมี กว่า 470 คดี ที่เคารพเรียกร้องประชาธิปไตยตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2563

ขณะเดียวกัน เราก็มีการหยิบยกประเด็น การฟ้องปิดปาก (SLAPP) ซึ่งมักเกิดขึ้นกับนักสิทธิฯ ผู้หญิง ฟ้องโดยบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ รวมถึงรัฐเอง ซึ่งจะสร้างผลเสียมหาศาล การดำเนินคดีรูปแบบนี้นอกจากใช้เวลานาน ยังต้องใช้เงินมาก ซึ่งส่งผลร้ายแรงไม่เพียงผู้ถูกฟ้อง แต่ยังรวมถึงครอบครัวที่มีเด็กเล็ก เราจึงอยากให้รัฐบาลดำเนินการ กฎหมายใหม่ที่กำลังร่าง จะต้องไม่ก่อให้เกิดภาระเพิ่มเติม ในการจัดตั้งองค์กรภาคประชาสังคม ขึ้นมาใหม่

“เรายินดีที่ได้เห็น พ.ร.บ.คุมครองแรงงาน 2562 (ฉบับที่ 7) ที่มีการยกระดับมาตรฐานการคุ้มครอง และนโยบายที่ออกมาเพื่อคุ้มครองแรงงานซึ่งทำงานที่บ้าน แต่ยังเห็นช่องว่างในทางปฏิบัติ อยากให้รัฐบาล ทุ่มการฝึกอบรม เพื่อให้กฎหมายถูกนำไปปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับกรณีผู้หญิงที่ ‘ทำงานนอกระบบ’ อยากให้มีมาตรฐานมากกว่านี้ ในการผลักดันเข้าสู่ระบบ และเพิ่มความคุ้มครองในระบบด้วย

“ช่วยเพิ่มทรัพยากร สำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจ SME ทั้งขนาดเล็กและกลาง รวมถึงต้องให้รัฐบาล สถานที่ทำงาน ส่งเสริมผู้พิการ โดยมีการดูแลที่เหมาะสม” ไฮนา ลู กล่าว

นอกจากนั้น ยังหยิบยกประเด็นสังคมสูงวัย และภาระที่จะตามมา เพราะได้รับผลกระทบจากการดูแลผู้สูงอายุ รวมถึงทรัพยากร จึงอยากให้รัฐบาลจัดสรรทรัพยากรเพื่อช่วยแก้ปัญหาดังกล่าว เพื่อความเท่าเทียมสำหรับผู้ที่ต้องแบกรับภาระดูแลผู้สูงวัย

สมรสเท่าเทียม

รวมถึงอยากให้ ‘เพิ่มวันลาคลอด’ สำหรับสามี ที่จากเดิมลาได้แล้ว 14 วัน แต่ยังเป็นจำนวนวันที่จำกัดและเป็นการปฏิบัติในภาครัฐ อยากให้เอกชนนำไปปฏิบัติด้วย

ไฮนา ลู กล่าวต่อว่า ในด้านการศึกษา เราต้องขอชื่นชมรัฐบาล ที่ค่อนข้างเสนอโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาได้อย่างเท่าเทียมทุกเพศ แต่ในทางกลับกันเรายังเห็นประเด็นที่ผู้หญิงและเด็กผู้หญิง อยู่ในสัดส่วนที่เป็นสายวิทยาศาสตร์ และดิจิทัลน้อยกว่าผู้ชาย ซึ่งอยากให้ส่งเสริมมากขึ้น นอกจากนี้ยังรวมถึงการดูแลเด็กที่มีภาวะพิการ ที่สามารถดีกว่านี้

ในเรื่อง ‘ชีวิตครอบครัว และการดำรงชีวิตตามวิถีวัฒนธรรม’ ไทยได้ผ่าน พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม ที่ยกระดับอายุแต่งงานขั้นต่ำ คือ 18 ปี แต่ยังมีข้อกังวลใจ คือข้อปฏิบัติเรื่องแต่งงานกับเด็กผู้หญิงที่ในภาคใต้ ที่ยังมีข้อยกเว้น กำหนดไว้อยู่

ในเรื่อง ‘การหย่า’ ภายใต้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ทั้งหญิงและชายมีสิทธิเท่าเทียมในการหย่า อย่างไรก็ดี ในดำเนินการเราพบช่องโหว่ทั้งในกฎหมายแพ่งและอาญาที่ค่อนข้างเลือกปฏิบัติ เช่น ผู้หญิงห้ามแต่งงานใหม่หลังสามีเสียชีวิต 310 วัน

ส่วนเรื่อง ‘สาธารณสุข’ ในภาพรวมอยากชื่นชมไทย ในเรื่องการให้หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า รวมถึงโครงการประกันสังคมที่หลากหลาย แต่จะมีความท้าทายในด้าน ‘การเข้าถึงของกลุ่มเปราะบาง’

ต้องชื่นชมที่ ‘ลดอัตราการท้องในวัยรุ่น’ ได้ถึง 50% แต่ขณะเดียวกัน ยังขาดการเข้าถึงการทำแท้งที่ปลอดภัย เพราะต้นทุนสูงในการให้บริการทางการแพทย์ นอกจากนั้น คือปัญหาการตีตราการทำแท้ง รวมถึงผู้ให้บริการปฏิเสธให้บริการนั้น จึงอยากให้รัฐบาลทุ่มเททรัพยากรให้มากขึ้น เพื่อเข้าถึงอย่างถูกกฎหมายและปลอดภัย เช่น จัดการอบรมและโครงการส่งเสริมสร้างความตระหนักเกี่ยวกับทางเลือกที่ปลอดภัย

สมรสเท่าเทียม

เราขอแสดงความกังวลใจ ต่ออัตรา ‘การติดยาเสพติด’ ในกลุ่มผู้หญิงที่กำลังเพิ่มสูงขึ้น สถานบำบัดหลายแห่งยังคงขาดแคลนงบประมาณ และมีผู้เข้าใช้บริการเกินขีดความสามารถรองรับ
แม้ขณะทำงานจะรู้สึกยินดีที่ไทยมุ่งให้การรักษาและยาต้านไวรัส (ARV) แก่ผู้ติดเชื้อ HIV แต่ผู้เข้ารับบริการยังคงประสบปัญหาถูกตีตรา เราจึงได้แนะนำให้รัฐบาลเพิ่มคุณภาพและการเข้าถึงการรักษา ป้องกัน รวมถึงเข้าถึงการให้บริการสำหรับผู้ที่มีเชื้อ HIV และในงาน Sex workers

ไฮนา ลู กล่าวเสริมว่า ไทยได้แสดงให้เห็นความมุ่งมั่นในการทำงานร่วมกับยูเอ็น และหน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชน ขอบคุณรัฐบาลไทยที่เชิญมาร่วมงานนี้ และยังมีงานอีกไม่น้อยที่ต่องประสานกันต่อไป

“12 วันนี้ เต็มไปด้วยการประชุมกับหลากหลายหน่วยงานรัฐ เป็นสัญญาณที่ดีในการที่รัฐบาลกำลังมุ่งมั่นในเรื่องนี้” ไฮนา ลู เผย

เมื่อถามว่า เป็นครั้งแรกที่ได้ยินเรื่อง ,การขลิบอวัยวะเพศหญิง‘ ในไทย อยากให้เล่าในรายละเอียด คาดว่าน่าจะเกิดขึ้นในภาคใต้ มีข้อมูลด้านจำนวน สภาพจิตใจเหยื่อตอนนี้ด้วยหรือไม่ อย่างไร ?

ไฮนา ลู เผยว่า ในเรื่องรายละเอียดตนอาจจะแชร์ตัวเลขที่แน่นอนไม่ได้ แต่เราได้ร้องขอข้อมูลจากรัฐบาลด้วยแล้ว คาดว่ากระบวนการรวบรวมข้อมูลน่าจะยาวไปถึงปลายเดือน ก.พ.2568 เป็นข้อกังวลอย่างมากที่เราไม่มีตัวเลขตรงนี้ เพระาเราไม่รู้ว่ารุนแรงหรือมากแค่ไหน แต่มันก่อให้เกิดความอันตรายทั้งในเชิงสุขภาพและจิตใจ

“อยากให้รัฐบาลรวมรวมข้อมูล ไปพูดคุยกับผู้นำศาสนา ว่าจะมีการป้องกันได้อย่างไรบ้าง ซึ่งเราก็หวังว่าจะได้รับข้อมูลจากรัฐบาลไทยมากกว่านี้สำหรับไฟนอลรีพอร์ต ซึ่งเมื่อมีการเปิดข้อมูลแล้วสามารถไปดูในเว็บไซต์ของเราได้” ไฮนา ลู กล่าว

สมรสเท่าเทียม

ด้าน อิวาน่า คริสติค เผยว่าตัวเลขอาจจะไม่เยอะมาก แต่เป็นเรื่องสำคัญที่จำเป็นต้องเก็บบันทึกข้อมูล เพื่อประเมินว่าสถานการณ์รุนแรงแค่ไหน

เมื่อถามว่า ตลอด 12 วันที่ได้มาเก็บข้อมูลในไทย กังวลในปัญหาใดมากที่สุด ?

ไฮนา ลู ระบุว่า ข้อกังวลที่ใหญ่ที่สุด คือเราอยากเห็นว่า มีการจ่ายงบประมาณที่เกี่ยวกับการส่งเสริมสิทธิสตรี แล้วจะนำไปสู่การปฏิบัติจริง โดยอิงกับสภาวะความแตกต่างทางเพศ ซึ่งมีความรุนแรงทางเพศที่ยังพบอีกมากโดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบาง รวมถึงเด็กที่เป็นเหยื่อจากการค้ามนุษย์และการไร้สัญชาติ ทั้งในค่ายผู้ลี้ภัย รวมถึง sex workers คือข้อกังวลหลัก เราขอย้ำอีกครั้งให้รัฐบาลไทยไปจัดการกับปัญหาต่างๆ เหล่านี้

ขณะที่ อิวาน่า คริสติค กล่าวว่า ความรุนแรงทางเพศเป็นเรื่องสำคัญ กฎหมายที่ดี ยังไม่เพียงพอ แต่ต้องอาศัยการแปลงกฎหมายให้เกิดการคุ้มครองในทางปฏิบัติได้ดีกว่านี้ เรากังวลถึงปัญหาการไกล่เกลี่ยหากเกิดการล่วงละเมิดในครอบครัว แม้จะได้ข้อมูลไม่ชัดเจน แต่ก็คือเรื่องที่เรากังวลอย่างมาก

“ต้องยอมรับว่าหลายเคส ยังไม่มีการรายงานด้วยซ้ำ บทลงโทษควรเหมาะสมกับความรุนแรงของอาชญากรรมมากกว่านี้ สุดท้ายเราอยากเห็นทั้งระบบดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่านี้ รวมถึงไทยยังไม่มีหน่วยงานอิสระ’ ที่เป็นกลไกภายนอกเข้ามาดู อย่างเช่น ในทัณฑสถาน เป็นต้น

สมรสเท่าเทียม

เหมือนคณะกรรมการให้ความสำคัญกับปัญหาทางเพศ แต่ยังพบว่าในไทยมีการเลือกปฏิบัติในกระบวนการยุติธรรม เข้าใจถูกต้องหรือไม่ ?

อิวาน่า คริสติค กล่าวว่า ไทยยังมีปัญหานี้ แม่จะมีกฎหมายที่มาจัดการความรุนแรงในครอบครัวและการค้ามนุษย์ แต่ในอนาคตต้องมองไปถึงต้นตอ และเพิ่มในด้านการตระหนักรู้ ในโปรแกรมการศึกษา ที่พูดเรื่องสิทธิมนุษยชนและความเท่าเทียมทางเพศ มากขึ้น

ด้าน ไฮนา ลู กล่าวว่า ความจริงเราพูดถึงความรุนแรงในโลกออนไลน์ด้วย ในนักการเมืองที่เป็นผู้หญิง ต้องยอมรับว่าการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมเข้าถึงยาก เป็นความท้าทายที่เรียกว่าเผชิญอยู่แทบจะทุกประเทศ ซึ่งเราได้ร้องขอรัฐบาลไทยให้จัดสรรงบประมาณดำเนินการการในส่วนนี้มากขึ้นแล้วด้วย

เมื่อถามว่า ตอนนี้ไทยมีนายกฯ หญิง เป็นคนที่สอง คาดหวังอะไรกับรัฐบาลที่มี นายกหญิงซึ่งมีลูกเล็กคนแรก ในการป้องกันการเลือกปฏิบัติกับผู้หญิง ?

ไฮนา ลู กล่าวว่า สำหรับเป้าหมายของเราคือต้องการให้รัฐบาลไทย เห็นความสำคัญด้านสิทธิผู้หญิง ด้วยความเป็นแม่เราน่าจะใช้โอกาสนี้ในการใช้กลไกอะไรก็ตามภายใต้อำนาจเธอ แก้ในปัญหาที่เราหยิบยกขึ้นมา

“เป็นความคาดหวังกับรัฐบาลที่มีนายกฯหญิง ไทยน่าจะดำเนินการเพิ่มอีกเล็กน้อย เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดี ในภูมิภาคเอเชีย” ไฮนา ลู กล่าว

อิวาน่า คริสติค กล่าวเสริมว่า ตนเห็นด้วยอย่างยิ่ง ขอชื่นชมที่ไทยเป็น คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ อีก 3 ปี จะได้มีการพูดคุยและผลักดันกันในเรื่องนี้ต่อไป