‘สุณัย ผาสุข’ มองไทยแจงสิทธิพลเมือง-การเมือง ‘ยูเอ็น’ ไม่มุ่งเปลี่ยนผ่านตามโรดแมป ติดหล่มการปิดกั้น-ใช้อำนาจ

14.03.17 | 18:56 น.

เมื่อเวลา 14:00 น. วันที่ 14 มีนาคม ที่ร้านแฟบคาเฟ่บางกอก อารีย์ซอย1 กรุงเทพฯ มีงานถ่ายทอดสดการพิจารณารายงานกติการะหว่างประเทศ ว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) “จากกรุงเทพถึงเจนีวา: ส่งสัญญาณ(เสียง) สิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง” ร่วมจัดโดยสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNOHCHR) และเครือข่ายภาคประชาสังคมด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ซึ่งการเสนอวันแรกนั้นมีขึ้นวันที่ 13 มี.ค.เวลา 21.00-24.00 น. ตามเวลาประเทศไทย มีคณะผู้แทนไทยทั้งสิ้น 46 คน โดยมีข้อมูลประกอบการชี้แจงทั้งสิ้น 14 ฉบับ และมี 7-8 ประเด็นที่คณะกรรมการตั้งข้อซักถาม

ต่อมาเวลา 14.45 น. มีการเสวนาหัวข้อ “เสียงจากสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง” โดยมี นายสุณัย ผาสุข ที่ปรึกษาองค์กรฮิวแมน ไรต์ส วอตช์ ประจำประเทศไทย, น.ส.เยาวลักษณ์ อนุพันธ์ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน, น.ส.จินดารัตน์ เพิ่มลาภวิรุฬห์ กลุ่มต่อต้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน นายอดิศร เกิดมงคล ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ และ น.ส.ดาราณี ทองศิริ ผู้ร่วมก่อตั้งห้องเรียนเพศวิถีและสิทธิมนุษยชน ร่วมเสวนา

พุ่งเป้า ม.44-47-48

ตอนหนึ่งของการเสวนา นายสุณัย ผาสุข ที่ปรึกษาองค์กรฮิวแมน ไรต์ส วอตช์ ประจำประเทศไทย กล่าวว่า นับแต่รัฐประหารพฤษภาคม 2557 ประเทศไทยอยู่ใต้กรอบการปกครองที่มีเงื่อนไขพิเศษ บริหารประเทศโดยปราศจากการตรวจสอบถ่วงดุลต่างๆ ไม่ต้องรับผิดแม้จะมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนสูงสุด เพราะมีอำนาจตาม ม.44 ม.47 และ ม.48 ซึ่งหากรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ประกาศใช้ ประกาศและคำสั่งอันเป็นผลจาก 3 มาตราข้างต้นจะยังคงอยู่ต่อไปจนกว่าจะมีการออก พ.ร.บ.มาลบล้าง

“อำนาจตาม ม.44 ม.47 และ ม.48 ทำให้เมื่อเกิดการละเมิดก็ไม่สามารถเอาผิดเจ้าหน้าที่รัฐได้ จึงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมคำถามของคณะกรรมการบนเวทีจึงพุ่งเป้ามาที่ 3 มาตรานี้ เพราะได้ให้อำนาจแก่หัวหน้า คสช.มีอำนาจสูงสุด รวบรัฏฐาธิปัตย์ในตัวเอง สามารถดำเนินการใดๆ โดยไม่ต้องปรึกษา ถ่วงดุล หรือตรวจสอบ ทั้งยังมีคำพิพากษาออกมารองรับการตีความ ที่สำคัญเป็นอำนาจที่ยับยั้งไม่ได้ นำไปสู่การออกคำสั่งและประกาศอื่นๆ ตามมา เรามักจะเห็นจากการให้สัมภาษณ์ของรัฐบาลหรือ คสช.ว่า กฎหมายทั้ง 3 มาตรานี้ใช้เพื่อถอดปมวิกฤตของประเทศ แต่เอาเข้าจริงกลับเป็นรากฐานของการลิดรอนสิทธิ โดยเฉพาะสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ตามโรดแมปของ คสช.ที่จะให้ประเทศเป็นประชาธิปไตย แต่ในทางปฏิบัติคือการห้ามวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล ห้ามชุมนุมเกิน 5 คน ห้ามสมาคม ห้ามมีกิจกรรมทางการเมือง ทั้งนี้ยังรวมถึงเสรีภาพของสื่อด้วย ที่ถูกจำกัดไม่ให้วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลและ คสช.

“จากภาพของสังคมจะเห็นว่าไม่ได้เป็นการเตรียมตัวสู่การเปลี่ยนผ่านตามโรดแมปที่วางไว้ แต่ติดหล่มอยู่กับการปิดกั้น ด้วยการใช้อำนาจ ม.44 และนำไปสู่การใช้คำสั่งให้เจ้าหน้าที่สามารถคุมตัวผู้ต้องหาไปในสถานที่ใดก็ได้ ซึ่งรู้กันดีว่าคือค่ายทหาร เป็นการคุมตัวแบบปิดลับอันถือเป็นการบังคับให้สูญหาย ไม่สามารถพบญาติหรือทนายได้ ถือเป็นการละเมิดกติการะหว่างประเทศอย่างร้ายแรง ปัจจุบัน สิ่งที่เราได้ยินจากรัฐบาลและ คสช. คือการปฏิเสธแบบไม่มีหลักฐาน หนักกว่านั้นสถานที่ที่ควบคุมตัวพิเศษคือ มทบ.11 เป็นเรือนจำ แต่ทว่าไม่เปิดให้มีการตรวจสอบ”

Advertisement

รัฐบาลกระตือรือร้นบอกว่าสถานการณ์ปกติ

นายสุณัยกล่าวว่า จากท่าทีที่เห็นคือ รัฐบาลนี้มีความกระตือรือร้นในการบอกกับต่างประเทศว่ารัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลปกติ ช่วงแรกที่เข้ามานั้น รัฐบาลมักจะเคืองเมื่อถูกต่างประเทศเรียกว่ารัฐบาลทหาร อย่างในเวทีนี้ รัฐบาลก็สร้างภาพให้ปกติโดยการแสดงท่าทีตอบสนองต่อข้อห่วงกังวลในประเด็นที่ประกาศออกไปได้

“ประเด็น ยูอาร์พี เมื่อปีที่ผ่านมา ก็นำไปสู่การออกคำสั่งของ พล.อ.ประยุทธ์ที่ว่าไม่ต้องเอาพลเมืองขึ้นศาลทหารเพราะขัดต่อหลักการไต่สวนอย่างเป็นธรรมอันเป็นหลักสากล แต่ในทางปฏิบัตินั้นคดีของพลเรือนในศาลทหารไม่ถูกถ่ายโอนไปศาลปกติ ซึ่งข้อชี้แจงในเวที 3 ข้อ ที่ว่าใช้เวลามาก เสียเวลาต่อจำเลย-อาจเกิดโทษซ้ำซ้อนในกรณีที่จำเลยสารภาพผิด-ตามขนบประเพณีไม่เกิดการย้ายคดีระหว่างศาลทหารกับพลเรือนมาก่อน อาจทำให้เกิดความซ้ำซ้อน จึงไม่ย้าย ได้ย้ำหลักการว่าไม่ย้าย โดยไม่ยอมรับว่าศาลทหารนั้นไม่เป็นอิสระและไม่เป็นกลาง

“สิ่งมหัศจรรย์คือ หลังการหายตัวของทนายสมชาย 12-13 ปี การหายตัวของบิลลี่ 4 ปี ฝ่ายสอบสวนยุติการทำงานโดยอ้างว่าหลักฐานไม่พอ แต่เมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมาผู้บัญชาการระดับสูงให้รื้อคดีใหม่ ตามอนุสัญญาต่อต้านการสูญหายที่รับมาเมื่อปี 2555 ซึ่งอยู่ๆ สนช.มีมติว่าจะให้สัตยาบัน แต่ยังไม่มีผลสมบูรณ์เพราะรัฐบาลยังไม่ได้กำหนดว่าจะส่งเรื่องให้เลขาฯยูเอ็นเมื่อไหร่ ขณะที่กฎหมายภายในที่เกี่ยวกับการอุ้มหายก็ถูกตีกลับ คดีของทนายสมชาย จึงเป็นตัวอย่างที่เจ็บปวด ขณะที่ยังมีการใช้อำนาจตามมาตรา 44 ควบคุมคนในที่ปิดลับ ซึ่งตามหลักการเท่ากับการบังคับให้สูญหายหรืออุ้มหาย รัฐบาลไทยมีความอ่อนไหว แต่นำไปสู่การสร้างภาพ ซึ่งเปิดโอกาสให้ถูกกดดันว่าอย่าดีแต่พูด พูดแล้วต้องทำตามสัญญาที่บอกว่า “เราจะทำตามสัญญา” ให้เกียรติคำพูดของตัวเองด้วย”

คณะผู้แทนไทยมากสุดในประวัติการณ์

นายสุณัยกล่าวว่า ครั้งนี้ถือเป็นคณะที่ใหญ่ที่สุดในประวัติการณ์ของยูเอ็น เหมือนเตรียมไปเพื่อตอบทุกประเด็นของทุกข้อคำถาม แต่สิ่งที่อยากเห็นคือ อยากเห็นตัวแทนจากประเทศไทยให้คำมั่นสัญญาว่า การละเมิดสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองจะได้รับการแก้ไขด้วยการยกเลิก ม.44 รวมถึงทบทวนหรือยกเลิกคำสั่งและประกาศจาก คสช.ที่เกี่ยวกับการละเมิดสิทธิ เพื่อสะท้อนว่า ที่ไปกันคณะใหญ่นั้นเท่ากับให้ความสำคัญกับประเด็นนี้ ในยุคที่สิทธิมนุษยชนในไทยถดถอยที่สุด น่าจะเป็นการให้ความหวังกับคนไทยและนานาชาติได้
“ตอนนี้เราอยู่ในช่วงโปรโมชั่น ที่รัฐตอบสนองและเอื้อต่อการแก้ปัญหา หลังจากนี้รัฐบาลจะมีโปรโมชั่นต่อไปหรือเข้าสู่ภาวะปกติ อาจมีการเอาคืนองค์กรสิทธิฯ หรือนักสิทธิมนุษยชนที่ร้องเรียนกับ ICCPR หรือไม่ ซึ่งการไปเป็นคณะใหญ่หรือเล็กไม่สำคัญ อยู่ที่พูดความจริงหรือเปล่า” นายสุณัย กล่าว

สุนัย ผาสุก
สุณัย ผาสุข