“ดีเอสไอ” นัด “โอ๊ค พานทองแท้” สอบฐานะพยาน คดีฟอกเงินธ.กรุงไทย 4 มี.ค.นี้

25.02.16 | 12:36 น.

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 25 ก.พ. ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พ.ต.ท.สมบูรณ์ สาระสิทธิ์ รองอธิบดีดีเอสไอ ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีฟอกเงินกรณีการปล่อยกู้ของธนาคารกรุงไทยให้กับกลุ่มบริษัท กฤษดามหานคร พร้อมด้วยนายวัชรินทร์ ภาณุรัตน์ อัยการผู้เชี่ยวชาญ สำนักงานการสอบสวน ร่วมกันให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการตรวจสอบในคดีดังกล่าว

พ.ต.ท.สมบูรณ์ กล่าวว่า สำหรับวันนี้ดีเอสไอได้เชิญนางเกศินี จิปิภพ มารดาของนางกาญจนาภา หงส์เหิน เลขานุการส่วนตัวของคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร และนายวันชัย หงส์เหิน สามีนางกาญจนาภา มาสอบปากคำในฐานะพยาน ซึ่งในการสอบสวนของดีเอสไอจะมีอัยการเข้าร่วมการสอบสวนโดยตลอด ส่วนประเด็นที่ต้องเรียกเข้ามาสอบปากคำนั้น เนื่องจากพนักงานสอบสวนพบมีเงินจากนายวิชัยโอนเข้าไปที่นางเกศินี ซึ่งจากการสอบปากคำ ทั้งคู่รับว่ามีการโอนเงินเข้าไปในบัญชีจริง ส่วนรายละเอียดไม่สามารถเปิดเผยได้ เพราะเป็นเรื่องในสำนวนคดี

พ.ต.ท.สมบูรณ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ในวันที่ 4 มี.ค.นี้ ดีเอสไอได้เชิญนายพานทองแท้ ชินวัตร หรือโอ๊ค พานทองแท้ ลูกชายของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และนางกาญจนาภา มาสอบปากคำในฐานะพยาน โดยจะสอบปากคำในประเด็นมีเงินเข้าไปที่นายพานทองแท้ จำนวน 10 ล้าน อย่างไรก็ตาม ในคดีการฟอกเงินธนาคารกรุงไทยนั้น เรามีการสอบปากคำพยานไปแล้วเกือบ 200 ปาก ซึ่งมีความคืบหน้าแล้ว ร้อยละ 70 โดยเราจะพยายามทำให้แล้วเสร็จภายในเดือน เม.ย.นี้ ทั้งนี้ พยานทุกปากที่เราเรียกมาก็คือผู้มีชื่อรับเงินหรือรับเช็คจากนายวิชัย และนายลัชฎา กฤษฎาธานนท์ ซึ่งในชั้นนี้เราจะเรียกผู้รับเงินทั้งหมดมาสอบปากคำถึงที่มาที่ไปทั้งหมด ส่วนผู้ต้องหา่ถูกควบคุมตัวในเรือนจำเราก็จะต้องเข้าไปสอบวนเช่นกัน

ด้าน นายวัชรินทร์ กล่าวว่า การสอบสวนในวันนี้เป็นการสอบสวนในรายละเอียดของพยานหลักฐานที่เราสงสัย ซึ่งนางเกศินีและนายวันชัยได้ชี้แจงและให้ความร่วมมืออย่างดี อีกทั้ง การเชิญมาสอบปากคำในวันนี้เป็นการสอบปากคำในฐานะพยาน ซึ่งทั้งคู่ยังไม่ได้อยู่ในฐานะผู้ต้องหา อย่างไรก็ตาม หลังการสอบปากคำในครั้งนี้ คณะทำงานจะร่วมกันพิจารณาสำนวนการสอบสวนหรือคำให้การของนางเกศินีและนายวันชัยว่ายังมีประเด็นใดที่เราสงสัยอยู่หรือไม่ หากพบว่ายังมีข้อสงสัยเราก็เรียกทั้งคู่มาสอบปากคำเพิ่มเติมอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม การให้ปากคำของนางเกศินีและนายวันชัยในวันนี้ได้นำเอกสารหลักฐานบางส่วนมาให้ประกอบการให้ปากคำด้วย ซึ่งยังมีเอกสารเกี่ยวกับการซื้อขายหุ้นต่างๆบางส่วนที่เราได้ขอเพิ่มเติมไป

“คือตอนนี้ที่สรุปคือคนที่เราเฝ้าติดตามข่าวทุกคนยังไม่มีใครเป็นผู้ต้องหา แต่อยู่ในฐานะพยาน ถ้าการสอบสวนในฐานะพยานไปโยงหรือเกี่ยวพันอะไร และถ้ามีพยานหลักฐานถึงก็มีการดำเนินคดีได้ แต่ในชั้นนี้พยานหลักฐานที่เรามีก็ยังอยู่ในเกณฑ์ฐานะพยานอยู่ ยังไม่ได้เป็นผู้ต้องหา เพราะเห็นบางท่านบอกว่าเป็นผู้ต้องหาแล้ว เรียกมาแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว ซึ่งขอเรียนว่ายังไม่ถึงขั้นตอนนั้น โดยชั้นนี้เป็นการสอบในฐานะพยาน”นายวัชรินทร์ กล่าว

Advertisement

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีความหนักใจในการทำคดีนี้หรือไม่ นายวัชรินทร์ กล่าวว่า ความหนักใจไม่มี แต่หนักใจที่สื่อมวลชนอาจจะไม่เข้าใจว่าตอนนี้เป็นผู้ต้องหาหรือเปล่า ทำไมเรียกมาไม่มาแจ้งข้อกล่าว ซึ่งประเด็นมันอยู่ตรงนี้ จึงต้องขอชี้แจงว่า ถ้าวันใดก็ตามพยานหลักฐานถึงอันนี้าหลีกเลี่ยงพยานหลักฐานไม่ได้ เราก็ต้องแจ้งข้อกล่าวหา แต่วันนี้เรายังสอบในฐานะพยานอยู่ อย่างไรก็ตาม คดีนี้เป็นไปตามมติของคณะกรรมการคดีพิเศษ ซึ่งมีมติเดิมไปแล้วว่าให้ดำเนินคดีผู้บริหารธนาคารกรุงไทยกับบริษัทกฤษดาฯ ซึ่งเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ฟอกเงิน ดังนั้น ผู้ต้องหาเดิมเรามีอยู่แล้ว

Untitled