หน้าแรก การเมือง เปิดมุมมอง ‘ส...

เปิดมุมมอง ‘สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี’ ปมร้อน ‘เอ็มโอยู 44’ ไทย-กัมพูชา

16.12.24 | 12:35 น.

เอ็มโอยู 44 – หมายเหตุ : นายสุภลักษณ์ กาญจนขุนดี ผู้สื่อข่าวอาวุโสและในฐานะนักวิชาการอิสระ ให้สัมภาษณ์ ‘มติชน’ ในประเด็นบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน หรือเอ็มโอยู 2544

⦁MOU 44 คืออะไร

วัตถุประสงค์ของบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า MOU44 โดยมีการตั้งกลไกคือคณะกรรมการร่วมด้านเทคนิค (เจทีซี) มีวัตถุประสงค์ให้เจรจาใน 2 ประเด็นด้วยกัน คือ 1.การเจรจาเพื่อแบ่งอาณาเขตทางทะเล ประกอบไปด้วย ทะเลอาณาเขต เขตต่อเนื่อง เขตเศรษฐกิจจำเพาะ และไหล่ทวีป ทั้งนี้ ถ้อยคำใน MOU ไม่ได้ระบุถึงเขตต่อเนื่อง แต่บังเอิญอยู่ในระยะ 12 ไมล์ทะเลจากทะเลอาณาเขต จึงรวมเรื่องนี้อยู่ด้วย โดยกำหนดบริเวณไว้คือเหนือเส้นละติจูดที่ 11 องศาเหนือในการแบ่งทะเลอาณาเขต เขตเศรษฐกิจจำเพาะ รวมถึงไหล่ทวีปให้เด็ดขาด เพราะว่าอยู่ใกล้กับเกาะกูด ซึ่งเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้สังคมไทยเกิดความกังวล แม้ว่าตามจริงแล้วจะไม่พาดเกาะกูดก็ตามที

2.การเจรจาเพื่อทำระบบพัฒนาร่วมเพื่อพัฒนาแหล่งทรัพยากรปิโตรเลียมในพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อน เพื่อตอบสนองความต้องการของไทยในการพัฒนาพลังงาน ท่ามกลางราคาพลังงานโลกที่ผันผวน กัมพูชาก็มีความประสงค์ในเรื่องนี้ด้วย ขณะที่ไทยก็ใช้ก๊าซในการผลิตพลังงานเป็นจำนวนมาก หากจะปล่อยทรัพยากรที่มีอยู่ในพื้นที่ทิ้งไว้ก็จะเสียประโยชน์ MOU นี้ทำให้เกิดวิถีแนวทางในการแบ่งปันผลประโยชน์ และการเจรจาเรื่องค่าใช้จ่ายที่จะใช้เพื่อการพัฒนาพลังงานร่วมกัน โดยไทยเคยประสบความสำเร็จในการทำข้อตกลงพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (เจดีเอ) มาแล้ว

MOU44 นอกจากจะเป็นกรอบที่ทำให้เกิดการเจรจาขึ้น ยังมีเครื่องมือคือคณะกรรมการร่วมด้านเทคนิค ที่มีองค์ประกอบชัดเจนว่ามีประธานและคณะที่ทำเรื่องเขตแดน และคณะที่ทำเรื่องพลังงานทำงานควบคู่กัน โดยภายใน MOU ระบุไว้ว่าให้เจรจาใน 2 เรื่องไปพร้อมกัน

Advertisement

⦁ความกังวลของสังคมไทยต่อ MOU44

หากจะทำความเข้าใจว่า MOU44 มีสถานะแบบไหน นักกฎหมายระหว่างประเทศตีความแบ่งเป็น 2 กรณี โดยกรณีแรกเป็นข้อคิดเห็นของนักกฎหมายส่วนใหญ่ที่มองว่าหนังสือสัญญาใดที่ได้ลงนามกับรัฐอื่นเพื่อหวังให้เกิดข้อผูกพันทางกฎหมายให้ถือเป็นหนังสือสัญญาได้แล้ว อย่างไรก็ดี มีนักกฎหมายบางส่วนที่มองว่า ถ้าหากหนังสือสัญญาไม่ได้ผูกพันเป็นมั่นเป็นเหมาะหรือตกลงกัน ยังไม่ถือว่าเป็นหนังสือสัญญา

มีการตั้งคำถามว่า หากใช้กรณีแรกในการมอง MOU44 ว่าเป็นหนังสือสัญญา เรื่องนี้ต้องผ่านความเห็นสภาก่อนหรือไม่ ทั้งนี้ ตามความเห็นส่วนใหญ่ซึ่งถือเป็นหลักมานานแล้วในกรมสิทธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ MOU นี้ไม่มีบทเปลี่ยนแปลงเขตแดน อำนาจอธิปไตยเหนือพื้นที่ หรือก่อให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมในวงกว้าง จึงไม่จำเป็นต้องผ่านกระบวนการทางสภาและความคิดเห็นของรัฐบาลภายใต้มาตรา 178 ของรัฐบาลฉบับเก่าและปัจจุบัน

MOU44 เพียงบอกให้ไปเจรจาในข้อพิพาท แต่ยังไม่ได้มีการตกลงอะไรกัน เพราะฉะนั้นเราจะไปตีความเกินเลยว่า “ได้ไปตกลงรับเส้นของกัมพูชา” แล้ว ทำให้เราเสียสิทธิอธิปไตย อำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนบริเวณนั้น มันก็ยังไม่ใช่ กรมสนธิสัญญาและกฎหมายถือหลักนี้มาตลอดว่ามันยังไม่จำเป็นที่จะต้องเอาผ่านความเห็นสภา มันจะผ่านก็ต่อเมื่อตกลงกันได้แล้วว่าเขตแดนของเราจะเป็นตรงไหน ตอนนี้มันมีอยู่ 2 เส้น ก็นำมาสู่คำถามอีกคำถามหนึ่งซึ่งมีการพูดมากคือว่า ตกลง MOU44 มันไปรับรองเส้นประกาศไหล่ทวีปของคู่ภาคีหรือไม่ ใน MOU มีอยู่คำหนึ่งที่เป็นปัญหาในอารัมภบทว่าด้วยคำว่า recognizing บางท่านไปแปลว่ายอมรับ ซึ่งถ้าดูทางกฎหมายในทั้งตัวบทและตัวบริบท คํานี้ไม่อาจจะไปไกลขนาดนั้น

คำว่า recognizing ควรจะแปลว่า “ตระหนัก” เสียมากกว่า โดยในเนื้อหาเขียนบอกว่า เมื่อมีการอ้างสิทธิทับซ้อนกัน ทั้งสองฝ่ายตระหนักว่าพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนเกิดขึ้นจากการอ้างของทั้งสองฝ่ายที่ได้กำหนดไหล่ทวีปมาทับซ้อนกัน ซึ่งถือเพียงว่าเป็นการรับรู้ อันนี้คือในส่วนของอารัมภบท เมื่อรับรู้แล้วก็ให้ไปเจรจาเพื่อจัดการกับเรื่องนี้ ซึ่งถือเป็นประเด็นโดยทั่วไป แต่ถ้าหากว่าจะนําข้อความเพียงเท่านี้มาบอกว่า เรารับเส้นประกาศไหล่ทวีปของกัมพูชาแล้ว มันก็ดูเป็นการตีความที่เกินทั้งตัวบทและบริบทของเรื่อง เพราะว่าบริบทของมันบอกให้มีเจรจากันในพื้นที่ซึ่งทับซ้อนกัน ตัวบทมันก็บอกไว้ชัดเจนแบบว่าให้ตระหนักว่ามันมีพื้นที่ทับซ้อนอยู่ ซึ่งอันนี้ก็จะต้องชัดเจน

⦁แปลว่า MOU44 เป็นเพียงความตกลงที่จะเจรจากันเท่านั้นใช่หรือไม่

ถูกต้อง ถ้าพูดกันตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล ค.ศ.1982 (UNCLOS 1982) ซึ่งเป็นหลักกฎหมายทะเลสากลที่ถูกใช้อยู่ในปัจจุบัน MOU44 มีลักษณะเป็นมาตรการชั่วคราว ด้วยเหตุว่าเป็นการที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิพื้นที่ทับซ้อน และยังไม่ได้กำหนดว่าพื้นที่ส่วนไหนเป็นของประเทศใดกันแน่ อีกทั้ง การให้พิกัดพื้นที่เป็นการกำหนดโดยคร่าวๆ ก่อนที่จะเกิดการเจรจาว่าประเทศใดควรมีสิทธิเหนือพื้นที่ส่วนไหนเท่านั้น แล้วค่อยมาคุยกันว่าที่ถูกต้องตามสิทธิที่ควรจะเป็นและตามหลักกฎหมายที่ควรจะมีมันควรจะอยู่แค่ไหนอย่างไร

เพราะฉะนั้นจะต้องตระหนักให้ดีว่า การเรียกร้องให้ยกเลิก MOU44 เปรียบเสมือนความพยายามในการทิ้งเครื่องมือในการหารือกับกัมพูชา ในขณะที่เส้นของไทยและกัมพูชาก็ยังคงอยู่เหมือนเดิม ส่งผลให้เกิดการพิพาทระหว่างสองประเทศต่อไปไม่จบสิ้น นอกจากนี้ หากจะทำ MOU ฉบับใหม่ ฝ่ายไทยจำเป็นต้องตอบคำถามคู่ภาคีอย่างกัมพูชาให้ได้ว่า จะยกเลิกทำไม เพราะ MOU นี้ก็ดีอยู่แล้ว คนที่คัดด้านต้องหาข้อเสนอมาว่ามีเครื่องมืออะไรที่ดีกว่า MOU ฉบับนี้ หากไม่มีก็จำเป็นต้องใช้ MOU44 ต่อ แต่การกลับไปสู่สถานะเดิมแปลว่าอะไร แปลว่ากัมพูชาอ้างสิทธิตรงไหนก็ยังคงอยู่ตรงนั้น ไทยอ้างสิทธิแค่ไหนก็คงอยู่ตรงนั้นเหมือนกัน เพราะฉะนั้นจะยกเลิก MOU มันก็ไม่มีผลอะไรต่อการอ้างสิทธิของแต่ละฝ่าย

บางท่านไปกังวลไปไกลถึงขั้นบอกว่า อันนี้มันเป็นสิทธิทางประวัติศาสตร์หรือไม่ โดยไปเทียบเคียงกับกรณีหลายคนในโลกนี้ว่า ถ้าพื้นที่ใดเคยครอบครองใช้ประโยชน์อยู่ตรงนั้น ก็ถือว่าในประวัติศาสตร์เคยมี ซึ่งอันนี้มันไม่เข้าในแง่ที่ว่า เราพิพาทกันแล้ว และเราก็รู้ว่าเราพิพาทกันอยู่ มันไม่มีการยอมรับเส้นนั้นหรือยอมรับแล้วว่ามันมีอยู่เส้นเดียว ความจริงแล้วการมีสองเส้นอยู่ในแผนที่ มันบอกในตัวของมันเองอยู่แล้วว่ายังไม่มีใครรับของใคร เพราะฉะนั้นก็ต้องเป็นเหตุให้ต้องมาเจรจาและจัดการกัน

⦁ถ้ามองแบบนี้แปลว่า MOU44 ถือเป็นประโยชน์ด้วยซ้ำ เพราะทั้งสองฝ่ายยืนยันว่าแต่ละฝ่ายมีการอ้างสิทธิของตัวเองแบบไหน

ถูกต้อง จริงๆ แล้ว MOU44 เป็นเครื่องมือที่ได้มาด้วยความยากลำบาก ตามจริงประเทศไทยกับกัมพูชาพิพาทและเจรจาเรื่องเขตแดนทางทะเลมาตั้งแต่ปี 2513 ซึ่งก็ระหกระเหินผ่านเหตุการณ์ความวุ่นวาย อย่างเช่นภาวะสงครามในกัมพูชาที่ก่อให้เกิดอุปสรรค ทำให้การเจรจาต้องหยุดชะงักไป จนถึงปี 2544 ถึงได้เกิดแนวทางชัดเจน เพราะในขณะนั้นปัญหาการเมืองในกัมพูชาสงบลงแล้ว เขามีรัฐบาล มีเสถียรภาพพอสมควรและอยู่ในสภาวะที่เหมาะสมสำหรับการเจรจา จึงได้มานั่งคุยกันว่าจะทำอะไร หลักของใครอยู่ตรงไหน และเป็นที่มาของ MOU44 เพื่อบอกให้เรารู้ว่าเราจะทำอะไรกัน

ที่สําคัญที่สุดซึ่งหลายๆท่านจะต้องคํานึงถึง MOU ฉบับนี้ให้เครื่องมือและให้กรอบแล้ว เครื่องมือคือเจทีซี ซึ่งมีองค์ประกอบชัดเจนว่า มีประธานและคณะที่ทําเรื่องเขตแดนและคณะที่ทําเรื่องพลังงานทํางานคู่กัน เพราะ MOU บอกว่าให้เจรจา 2 เรื่องไปพร้อมกันโดยไม่แยก ให้เป็นแพคเกจเดียวกัน ทำไปพร้อมกัน แล้วให้รู้ว่าอะไรอยู่ตรงไหน

ประโยชน์อีกอย่างนึง MOU ที่จะคลายความกังวลของคนที่ไม่เห็นด้วยกับ MOU นี้อย่างมาก ก็คือ มันมีข้อสําคัญอยู่ในข้อ 3 (a) ที่บอกว่าในการเจรจาเพื่อแบ่งเขต ที่จะต้องแบ่งเขตที่ว่าข้างต้นให้ดําเนินการตามกฎหมายระหว่างประเทศที่ใช้บังคับอยู่ในเวลานั้นแล้วก็ตอนนี้มีหลายตัวบังคับอยู่ กฎหมายที่ว่าด้วยทะเลอาณาเขต เขตต่อเนื่องตัวหนึ่ง กฎหมายที่ว่าด้วยไหล่ทวีปนั่นก็คือตัวหนึ่ง แล้วก็ยังมี UNCLOS คลุมเรื่องเขตเศรษฐกิจจำเพาะไว้ เพราะฉะนั้นทุกอย่างมีอยู่ครบ หลักการมันมีอยู่แล้ว MOU ก็ได้บอกให้ดําเนินการตามนั้นเพราะฉะนั้นการเจรจานอกกรอบจะทำไม่ได้ นี่เป็นจุดสําคัญที่จะต้องเน้นเพื่อความสบายใจ ถ้าใครคิดว่าเราไปหลงรับอะไรแล้วมันจะเป็นผลผูกพันถึงอนาคตชั่วลูกชั่วหลาน

ขณะที่ในข้อ 5 ของ MOU เขียนไว้ว่าตัว MOU ก็ดี การดําเนินการภายใต้ MOU ก็ดี จะไม่กระทบต่อการอ้างสิทธิใดที่มี หมายความว่าถ้าเราอ้างอะไรอยู่กฎหมายก็เขียนให้ตามนั้นว่ามันก็ยังคงเหมือนเดิม เพราะฉะนั้นต้องตระหนักว่าถ้าเรียกร้องให้เลิก MOU ก็แปลว่าเราไม่มีเครื่องมือคุยกับกัมพูชา และที่สําคัญต้องอย่าลืมเส้นของกัมพูชาก็อยู่ เส้นของไทยก็ยังอยู่ เราก็จะพิพาทกันอยู่ตรงนี้ตลอดไป

ถ้าไม่มีกลไกเลย และยังอยากจะทําเรื่องนี้กันต่อ ข้อพิพาทก็คงจะอยู่ตลอดไปไม่ได้ มันก็คงจะต้องหาทางยุติในที่สุด เพราะว่าอย่างน้อยที่สุดความจําเป็นในการที่จะหาพลังงานหลังจากประเทศมันมี ตอนนี้ราคาพลังงานในโลกมันก็ผันผวน ถ้าเรามีอยู่ในบ้าน ใกล้บ้านทั้งไทยทั้งกัมพูชา มันก็คงจะดีกว่า

นอกจากนี้ หลักการเจรจาต้องเป็นไปอย่างประนีประนอมและยืดหยุ่นพอสมควร จำเป็นต้องมองเห็นประโยชน์ร่วมกันมากกว่าจะคิดถึงประโยชน์ของเราฝ่ายเดียว ไม่เช่นนั้นก็จะไม่สามารถบรรลุผลการเจรจาได้ซึ่งอาจจะบานปลายไปสู่สงครามที่มีการเผชิญกันทางทหารเข้ายึดพื้นที่ หรือหากจะไม่เจรจาและบอกให้บริษัทที่ได้สัมปทานไปขุดก๊าซธรรมชาติมาใช้เลย ก็จะเป็นการเปลี่ยนให้อ่าวไทยเป็นเหมือนทะเลจีนใต้ แต่ MOU44 ไม่ควรเป็นเหตุในเกิดข้อพิพาทเพิ่มเติม

อีกหนึ่งเรื่องที่สำคัญคือ เมื่อยกเรื่อง MOU44 มาเป็นข้อถกเถียง ต้องคำนึงถึงผู้แทนฝ่ายไทยที่จะต้องดำเนินการเจรจาและได้ทำงานในเรื่องนี้มาอย่างแข็งขัน หากจะให้รัฐบาลเผยทุกจุดยืน แบไต๋ที่ไทยมีในที่สาธารณะ คนที่เจรจาจะสามารถใช้กลวิธีในการเจรจากับฝ่ายกัมพูชาได้อย่างไร

สังคมไทยจำเป็นต้องเห็นใจเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศ ที่เป็นนักเทคนิคและมีหน้าที่เจรจาเพื่อให้ได้ผลประโยชน์และรักษาผลประโยชน์แห่งชาติให้ได้มากที่สุด รัฐสภาจำเป็นต้องมอบอำนาจให้ในเรื่องนี้ เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเจรจาได้อย่างเต็มที่และกลับมาไม่โดนข้อหาขายชาติ เป็นตราบาปติดตัว ซึ่งไม่ยุติธรรมกับเขา

ในขณะเดียวกัน ไทยและกัมพูชาเป็นประเทศเพื่อนบ้าน เมื่อเกิดความตึงเครียดก็อาจจะเกิดการปะทะตามแนวชายแดนได้ และจะทำให้ภาพลักษณ์ไทยเสียหายทั้งที่เราเคยมีบทบาทนำในการรักษาสันติภาพทั่วโลก แล้วปัญหาในกัมพูชา ไทยช่วยมาตลอดเพื่อให้เขาสงบศึกกัน ปรากฏว่าวันหนึ่งเราต้องทะเลาะกับกัมพูชา เราต้องหาผู้ที่เชี่ยวชาญที่เป็นนักสังเกตการณ์ ชื่อเสียงของประเทศไทยจะเสียหาย ต้องเข้าใจแล้วว่าเราต้องมีความคงเส้นคงวาในการดําเนินนโยบายต่างประเทศพอสมควร พรรคซึ่งเพิ่งเคยรับรอง MOU แล้ว ท่าทีของท่านไม่ควรจะเปลี่ยนเมื่อท่านมาเป็นฝ่ายค้าน

⦁ฉากทัศน์และข้อเสนอแนะในกรณีที่ MOU44 ถูกยกเลิก

หากยกเลิก MOU44 จริงๆ วิถีทางที่สามารถทำได้เพื่อให้เกิดการเจรจาขึ้นคือ หาคนกลางเพื่อทำการไกล่เกลี่ย โดยมีที่แรกคือ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ เนื่องจากว่าไทยและกัมพูชาเคยพิพาทกันในเรื่องเขตแดนมาก่อน สองคือ ศาลกฎหมายระหว่างประเทศตามข้อ 15 ของ UNCLOS ทั้งนี้ แม้ว่าไทยและกัมพูชาจะเป็นภาคีของ UNCLOS ทั้งคู่ แต่กัมพูชายังไม่ได้ให้สัตยาบัน UNCLOS เหมือนไทย ซึ่งหมายความนี้กัมพูชาอาจจะไม่ยอมรับการเจรจาภายใต้ขอบเขตนี้ อย่างไรก็ดี ในกรณีหากจะใช้ศาลเป็นตัวกลางต้องทำใจว่า ฝ่ายไทยอาจจะมั่นใจในเรื่องข้อมูล ตลอดจนหลักกฎหมายที่คิดว่าไทยได้เปรียบในข้อพิพาทนี้เต็มที่ แต่ความเสี่ยงที่ไทยอาจจะพ่ายแพ้ในศาลก็อาจเกิดขึ้นได้ เหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว และความเสี่ยงก็อยู่ตรงที่ว่าเราอาจจะไม่ได้อย่างที่เราอยากได้

สามคือ ประเทศตัวกลางที่จะช่วยไกล่เกลี่ยข้อพิพาท แต่ในความเป็นจริง ประเทศที่เป็นกลางอย่างสุจริตนั้นคงหายาก ฉะนั้นทางที่ดีที่สุดคือแนวทางทวิภาคีที่ไทยและกัมพูชาจะตกลงกันโดยตรง ภายใต้หลักกฎหมายระหว่างประเทศที่ได้ให้หลักไว้พอสมควร เช่นหลักว่าด้วยการ equidistant ที่หมายความว่าถ้าพื้นที่อยู่ชายฝั่งประชิดกัน ให้แบ่งกันคนละครึ่ง หรือถ้าอยู่ฝั่งตรงข้ามให้วัดระยะออกมาเท่ากัน เป็นต้น อย่างไรก็ตาม กฎหมายไม่ได้จำกัดเฉพาะเส้นมัธยฐานในการแบ่งเท่านั้น หลักการequidistant สามารถใช้ร่วมกับลักษณะทางธรรมชาติของชายฝั่งได้ด้วย ในกรณีที่ฝั่งของเราเว้าแหว่งมีเกาะแก่งมากมาย เส้นดังกล่าวจะถูกกำหนดที่จุดที่เป็นธรรมที่สุด

กฎหมายระหว่างประเทศระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ในการแบ่งปันกัน ประเทศคู่พิพาทสามารถเจรจาจนกระทั่งทั้งสองฝ่ายพอใจโดยยึดโยงกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และที่สำคัญ หลักกฎหมายระหว่างประเทศอาศัยความยินยอมในการบังคับใช้ แม้แต่บางกรณีที่ศาลตัดสินแล้ว เช่น ข้อพิพาททะเลจีนใต้ระหว่างฟิลิปปินส์กับจีน แต่จีนไม่ยอมรับ ผลการตัดสินจึงไม่เป็นข้อบังคับ ข้อพิพาทนี้เลยยังคงเป็นปัญหาพิพาทกันอยู่ต่อไปไม่จบไม่สิ้น

อีกทั้ง ตามหลักกฎหมายอ้างสิทธิพื้นที่ วิธีวัดไหล่ทวีปให้วัดจาก 200 เมตรจากผิวน้ำในไหล่ทวีป จุดที่ลึกที่สุดของอ่าวไทยคือ 85 เมตร ส่วนเขตเศรษฐกิจจำเพาะอ้างสิทธิออกไปได้ 200 ไมล์ทะเลจากฐาน ทั้งนี้ส่วนที่กว้างสุดของอ่าวไทยจะอยู่ที่ 206 ไมล์ทะเล หรือถ้าวัดเฉียงแบบกระทรวงการต่างประเทศจะอยู่ที่ 266 ไมล์ แสดงให้เห็นว่าไม่ว่าจะข้อปฏิบัติการวัดแบบใดก็ตาม เมื่อสองประเทศอ้างสิทธิเต็มที่ ก็จะมีพื้นที่จะทับซ้อนกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

กรณีที่จะเอา MOU44 ไปผ่านสภา เรื่องนี้ทำได้หลายแบบ ประการแรกคือ ผ่านตามมาตรา ซึ่งมีการเสนอการใช้มาตรา 152 และ 155 โดยฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านตามลำดับ หรือว่ารัฐสภาสองรัฐความต้องการปรึกษาหารือโดยไม่ลงมติ ปรึกษาเรื่องที่ว่ารัฐบาลจะทําอะไรตรงไหน จะใช้มันยังไงหรืออาจจะปรึกษาล่วงเลยก็ได้ว่ามันมีสถานะที่มีบทเปลี่ยนแปลงเขตแดน สมควรที่จะเอาผ่านตามมาตรา 178 ตามรัฐธรรมนูญปัจจุบันหรือไม่

⦁กรณีพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชากับการเมืองภายในของไทย คิดว่าทั้งหมดมันเป็นเรื่องการเมือง หรือเป็นการปลุกผีเขาพระวิหารหรือไม่

เรื่องนี้มีแรงจูงใจทางการเมืองอย่างเห็นได้ชัด การคัดค้าน MOU44 มีเจตนาทางการเมือง ผู้ที่มีอำนาจควรที่จะมานั่งพูดคุยกันมากกว่าจะเอาประเทศชาติเป็นตัวประกัน ผ่านมาหลายรัฐบาล MOU44 ก็ยังคงอยู่ ซึ่งรวมทั้งรัฐบาลที่พรรคพลังประชารัฐเป็นแกนนำอยู่ด้วย โดยเมื่อสมัยที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มีการบอกว่าให้ดำเนินการเจรจากับกัมพูชาภายใต้ MOU44 ด้วย แม้แต่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เองก็ได้รับแต่งตั้งเป็นประธานคณะเจทีซีด้วยตนเอง เพราะฉะนั้นจะอ้างว่า MOU44 เป็นสิ่งที่เลวร้ายเพราะจะทำให้ไทยเสียดินแดน ผู้ที่คัดค้านต้องตอบคำถามนี้กับตนเองก่อนที่จะบอกกับประชาชน

หาก MOU44 นั้นเลวร้ายอย่างที่ว่า มีเหตุผลอะไรทำไมไม่ยกเลิกเสียตั้งแต่วันแรกที่มีอำนาจ ดังนั้นความพยายามที่จะยกเลิกในวันนี้จึงไม่มีความชอบธรรม หากเราจะพิจารณาเรื่องนี้บนพื้นฐานของความรู้ทางกฎหมายที่ดีจริง ควรจะถาม อาจารย์สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ที่เป็นศาสตราจารย์ด้านกฎหมายซึ่งสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และเป็นผู้ที่ลงนาม MOU ฉบับนี้ ตามสัญชาตญาณของนักกฎหมายแล้ว สิ่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายก็คงจะไม่ลงนาม

ถ้าเกิดต้องมาพิพาทในเรื่องซึ่งน่าจะตกลงกันได้มันไม่มีใครอยากไปศาลหรอก ถ้าประเทศที่ไม่มีวุฒิภาวะพอจะจัดการเรื่องนี้ไม่ได้ แต่ในประเทศที่มีวุฒิภาวะพอก็จะพูดคุยกัน เพราะกฎหมายระหว่างประเทศมีหลักให้อยู่แล้ว เราคุยกันบนหลักนั้น ไม่จำเป็นต้องปะทะกัน