พิชิต หนุนประชามติ 3 ครั้งแก้ รธน.หวังรอบคอบ แจงแม้ใช้เวลา-งบมากแต่คุ้มค่า เตือนสุดโต่งไปจะไม่สำเร็จ
เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม นายพิชิต ชื่นบาน อดีต รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โพสต์เฟซบุ๊กว่า เห็นด้วยว่าเราต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ มุมมองของตนต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไปนี้ อาจเป็นความเห็นที่ต่างไปจากนักการเมืองท่านอื่น โดยขอพูดในฐานะนักกฎหมายและประชาชนคนไทยคนหนึ่งที่รัก และหวงแหนการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ยืนยันว่าตนมีเจตนาบริสุทธิ์ที่ต้องการปกป้องและรักษาไว้ซึ่งความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
นายพิชิต ระบุว่า ประเด็นแรกไม่เห็นด้วยกับการนำเอา “คำวินิจฉัยส่วนตน” ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมาเป็นแนวทางในการทำประชามติ เนื่องจากตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ได้รับการแต่งตั้งเข้ามาตามรัฐธรรมนูญปี 60 ต่างทยอยครบวาระกันไปแล้ว การจะนำเอาความเห็นส่วนบุคคลของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่กำลังจะหมดหน้าที่ มาใช้เป็นแนวทางการจัดทำประชามติ ย่อมไม่ส่งผลดีต่อประโยชน์สาธารณะของประเทศ ทิศทางเดียวที่ประเทศจะได้รับประโยชน์สูงสุด ก็คือการยึดเอาคำวินิจฉัยกลางของศาลรัฐธรรมนูญมาใช้ประกอบเป็นแนวทางการจัดทำประชามติทั้ง 3 ครั้ง เพราะตามคำวินิจฉัยกลางของศาลรัฐธรรมนูญ ยังไม่ได้วินิจฉัยไว้ว่าการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะสามารถแก้ไขอำนาจศาล หรือองค์กรอิสระได้อย่างไร หรือไม่
นายพิชิต ระบุต่อว่า ขอเสนอหลักการ “3 ประตู สู่ประชามติ เพื่อประชาธิปไตย ที่จะนำมาซึ่งความสงบสุขร่มเย็นอันแท้จริง” ผมเห็นว่าควรจัดทำประชามติ 3 ครั้ง เพื่อความรอบคอบในประเด็นข้อพิจารณาเพื่อให้เป็นตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ และเพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ที่แท้จริงของประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย โดยการทำประชามติครั้งที่ 1 เพื่อเป็นการขอความเห็นชอบต่อประชาชน ว่าสมควรร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ โดยมีการแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อให้มี ส.ส.ร.เป็นผู้ทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ เนื่องจากรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ให้เป็นหน้าที่ของ สส.และ สว.เท่านั้น
นายพิชิต ระบุว่า ครั้งที่ 2 เพื่อเป็นการขอความเห็นชอบต่อประชาชน โดยยกร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมาตรา 256/1 หรือหมวด 15/1 เพื่อให้เกิดความชอบธรรมในการจัดตั้ง ส.ส.ร.และเพื่อให้เป็นไปตามมาตรา 256 (8) โดยจะไม่แก้ไขหมวด 1 บททั่วไป และหมวด 2 พระมหากษัตริย์เท่านั้น แต่เพื่อให้เกิดความชอบธรรมในการแก้ไขหมวดอื่นๆ เช่น การแก้ไขอำนาจศาลหรือองค์กรอิสระ ที่ไม่อาจปฎิบัติหน้าที่สอดคล้องตามหลักการ และอุดมการณ์ที่แท้จริงของการปกครองระบอบประชาธิปไตย จึงมีเหตุจำเป็นที่ต้องขอฉันทานุมัติจากประชาชนเสียก่อน เพื่อป้องกันการตีความในภายหลังว่าการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มีลักษณะที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ส่วนการทำประชามติครั้งที่ 3 เพื่อเป็นการนำเอาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับที่ ส.ส.ร.ยกร่างเสร็จแล้ว มาขอความเห็นชอบจากประชาชนเป็นครั้งสุดท้าย
นายพิชิต ระบุอีกว่า แม้การจัดทำประชามติแต่ละครั้งจะต้องใช้เวลา และใช้งบประมาณจำนวนมาก แต่ผมมั่นใจว่าจะคุ้มค่ากับทั้งเวลาและงบประมาณที่ต้องเสียไป เพราะคุณค่าของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับใหม่ จะเป็นไปตามหลักการและอุดมการณ์ของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ระหว่างทางของการเดินไปสู่จุดหมาย ความเห็นต่างย่อมเกิดขึ้นได้
ถนนอาจมีหลุม มีบ่อบ้าง ถือเป็นเรื่องปกติในวิถีประชาธิปไตย แต่ก็อยากเห็นทุกฝ่ายร่วมกันหาทางออก โดยยึดประโยชน์ของประชาชนและประเทศเป็นหลัก และรักษาไว้ซึ่งความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย สุดโต่งกันเกินไป สุดท้ายการแก้ไขรัฐธรรมนูญมันจะไม่สำเร็จ

