เพื่อไทย ภูมิใจไทย – รัฐบาล แพทองธาร ชินวัตร เดินหน้าบริหารงานมากว่า 90 วัน ภายใต้รัฐบาลผสม ที่มีพรรคเพื่อไทย (พท.) เป็นแกนนำ รับช่วงต่อจากรัฐบาล เศรษฐา ทวีสิน โดยในส่วนของพรรคร่วมรัฐบาลส่วนใหญ่ยังเป็นพรรคการเมืองเดิม มีเพียงปรับ 40 เสียง ของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ออก แต่ได้พรรคกล้าธรรม 24 เสียง ภายใต้การนำของ “นฤมล ภิญโญสินวัฒน์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะหัวหน้าพรรค และ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา พรรคกล้าธรรม เข้ามาร่วมเป็นพรรคร่วมรัฐบาลแทน
ขณะที่รัฐบาลแพทองธาร ได้แถลงสรุปผลงานในรอบ 90 วัน พร้อมกับเปิดตัวในหลายนโยบายที่จะขับเคลื่อนให้จับต้องได้ในปี 2568 อาทิ นโยบายบ้านเพื่อคนไทย นโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย
นโยบาย “หนึ่งอำเภอ หนึ่งทุน” หรือ ODOS โครงการเติมเงินหนึ่งหมื่นบาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต ในเฟสที่ 2 และ 3 โดยนโยบายข้างต้นจะขับเคลื่อนให้จับต้องได้จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากพรรคร่วมรัฐบาล
แต่สัญญาณการทำงานของพรรคร่วมรัฐบาลล่าสุด ผ่านการลงมติร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่..) พ.ศ. … ฉบับคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ร่วมกันพิจารณาเสร็จแล้ว เมื่อวันที่ 18 ธันวาคมที่ผ่านมา
แม้ผลการลงมติเสียงข้างมากของสภาผู้แทนราษฎร จะยืนยันในหลักการให้การออกเสียงประชามติเป็นแบบเสียงข้างมากปกติชั้นเดียว โดยไม่เห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ.ประชามติฯ ที่ผ่านการพิจารณาในชั้น กมธ.ร่วม
ด้วยคะแนน เห็นชอบ 61 เสียง ไม่เห็นชอบ 327 เสียง งดออกเสียง 1 เสียง และไม่ลงคะแนน 1 เสียง โดยเสียงเห็นชอบ 59 เสียง เป็นของ ส.ส.พรรคภูมิใจไทย (ภท.) เพราะต้องการหลักเกณฑ์การออกเสียงประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ แบบเสียงข้างมากสองชั้น ซึ่งถือว่าเป็นการโหวตสวนมติของคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ที่มีมติไม่เห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว
ในทางการเมืองย่อมหนีไม่พ้นการถูกตีความ ถอดรหัสต่อความสัมพันธ์ถึงการทำงานร่วมกัน ระหว่างพรรคแกนนำรัฐบาลที่มีเสียงอันดับหนึ่งกับพรรคที่มีเสียงอันดับสอง ระหว่าง พรรค พท. กับพรรค ภท.หรือไม่
เพราะก่อนหน้านั้นแกนนำพรรค ภท. แสดงจุดยืนและความเห็นต่างทางความคิด ไม่เห็นด้วยกับการเสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม (ฉบับที่…) พ.ศ. … ที่ “ประยุทธ์ ศิริพานิชย์” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรค พท. พร้อมคณะ เป็นผู้เสนอ ส่งผลให้พรรค พท.ต้องขอนำร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวไปปรับปรุงข้อเสนอแนะและเสียงท้วงติง ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ก่อนจะเสนอเข้าที่ประชุมสภาอีกครั้ง
นอกจากนี้ ยังมีท่าทีของ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ส่งสัญญาณถึงพรรคร่วมรัฐบาล ผ่านงานสัมมนาพรรค พท. ที่โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 13 ธันวาคมที่ผ่านมา ตอนหนึ่งว่า “เมื่อ 2 วันก่อนมีพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เกี่ยวกับมาตรการทางภาษีระหว่างประเทศเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ปรากฏว่า มีพรรคร่วมบางพรรคหลบ ป่วย อย่างนี้ไม่ใช่เลือดสุพรรณนี่หว่า ถ้าอยู่ด้วยกันก็ต้องสู้ด้วยกันสิ วันหลังไม่อยากอยู่ต้องบอกให้ชัดเจน เราเป็นคนพูดรู้เรื่อง ห้ามหนี ต่อไปใครหนีก็บอกว่าถ้าหนีก็ส่งใบลาออกมาด้วย ง่ายดี ผมเป็นคนเกลียดพวกอีแอบ ตรงไปตรงมาง่ายๆ อยู่ก็อยู่ ไม่อยู่ก็ไม่ต้องอยู่ ถ้าอยู่ก็ต้องสู้ด้วยกัน ในเมื่อเป็นนโยบายรัฐบาลร่วมกัน แถลงนโยบายคุณยกมือเห็นด้วย พอได้เก้าอี้ รัฐมนตรีค่อยๆ หลบมือออก ไม่ได้ ต้องตรงไปตรงมา”
ขณะที่แกนนำพรรค ภท. อย่าง “อนุทิน ชาญวีรกูล” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรค ภท. ให้เหตุผลว่า พรรค ภท.ยึดตามจุดยืนและเจตนารมณ์ของพรรค และได้แจ้งต่อวิปรัฐบาลไว้ล่วงหน้าแล้วในการสนับสนุนการใช้เสียงข้างมาก 2 ชั้นทำประชามติ เพราะประเด็นที่จะให้จัดทำประชามติ ต้องเป็นการทำประชามติจริงๆ และต้องมีส่วนร่วมจริงๆ เพื่อตัดสินใจเรื่องสำคัญและเกี่ยวข้องกับคนทั้งประเทศ ไม่ใช่ประชามติของคนแค่มาออกเสียง ทุกอย่างเป็นไปตามกฎระเบียบ
พรรค ภท.แสดงเจตนารมณ์แล้ว ใครไม่เห็นด้วยก็โหวตไม่เหมือนกัน เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยที่ต้องฟังทุกฝ่าย ผลออกมาเป็นอย่างไรก็ต้องเคารพ ยืนยันว่าตรงนี้ไม่เกี่ยวกับความขัดแย้งในการทำงานเรื่องอื่นๆ ของพรรคร่วมรัฐบาล เพราะทุกคนมีสิทธิที่จะมีความเห็นที่ไม่สอดคล้องกันได้
สอดคล้องกับท่าทีของ “ไชยชนก ชิดชอบ” ส.ส.บุรีรัมย์ เลขาธิการพรรค ภท. ที่ยืนยันจุดยืนของพรรคว่า การใช้เกณฑ์ผ่านประชามติแบบง่าย จะพูดเต็มปากได้หรือไม่ว่า เป็นการตัดสินใจของประชาชน และจะได้รับการยอมรับจากคนไทยทั้งประเทศจริงหรือไม่ ทั้งนี้ การตัดสินใจอย่างง่ายนั้นอาจเปิดช่องให้เสียงส่วนมากถูกมองข้าม
ดังนั้น จึงต้องการความมั่นใจที่ต้องมีผู้ออกมาใช้สิทธิที่มีปริมาณมากพอที่จะทำให้ผลการทำประชามติออกมาน่าเชื่อถือ ส่วนที่หลายฝ่ายมองว่าไม่ให้ความสำคัญกับประชาธิปไตยและจะขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ยืนยันว่าไม่ใช่เรื่องจริง หากเป็นสิ่งที่ประชาชนต้องการจริงๆ และเห็นได้ชัด พรรค ภท.ไม่ขัดขวาง
ส่วนจุดยืนทางความคิดที่สองแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลเห็นไม่ตรงกัน ทั้งการผลักดันร่างกฎหมายและการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่หลายฝ่ายมีข้อกังวลพร้อมกับตั้งคำถามต่อว่า นับจากนี้พรรคร่วมรัฐบาลจะทำงานร่วมกันต่อไปได้อย่างไร จะเป็นไปอย่างราบรื่นหรือไม่
แม้ท่าทีของ “แพทองธาร ชินวัตร” นายกรัฐมนตรี จะมองปัญหาความเห็นต่างของการทำงานในสภา ระหว่างพรรค พท. กับ พรรค ภท. ยังไม่ถึงขั้นต้องนัดแกนนำของทั้งสองพรรค มาจับเข่า
เคลียร์ปัญหาระหว่างกัน แต่จะให้เป็นหน้าที่ของวิปรัฐบาลที่มีตัวแทนของแต่ละพรรคร่วมเป็นวิปรัฐบาล มาพูดคุยทำความเข้าใจในจุดยืนที่ต่างกันของการทำงานในสภา ให้ได้ก่อน
หากพูดคุยกันในระดับวิปรัฐบาลได้ ย่อมจะไม่ส่งผลให้ความเห็นต่างขยายเป็นรอยร้าวของรัฐบาล
แต่ถ้าผลออกมาในทางตรงกันข้าม ย่อมต้องถึงมือของระดับแกนนำ และผู้มีบารมีของแต่ละพรรคต้องออกโรงโชว์ฝีมือสยบความเห็นต่างทางความคิดของแต่ละพรรค ไม่ให้ลุกลามกลายเป็นรอยร้าวของรัฐบาลผสม อันจะส่งผลต่อเสถียรภาพและอายุของรัฐบาลที่เหลืออยู่กว่า 2 ปีนับจากนี้

